08/07/2026
เยอเกน เทเลอร์ Juergen Teller เคยกล่าวประโยคที่น่าสนใจไว้ว่า “หากงานของคุณอยากสื่อสารว่ามันไม่สวย ต้องกล้าตอบว่าไม่สวย” (BOF, BoFVOICES 2019) ประเด็นที่สำคัญจากเวทีสัมมนาไม่ใช้ว่าภาพสวยหรือไม่? แต่เราต้องเยืออกเย็นพอที่จะกล้ายอมรับในผลงานตัวเอง(อย่างมีเหตุผล)
การถ่ายภาพควรที่จะให้ความจริงใจกับงาน และยอมรับผลที่ตามมา งานจะออกมาเป็นธรรมชาติ เพราะความชัดเจนในตัวตนคือสิ่งที่แบรนด์ในปัจจุบันสนใจอยากจะจ้างช่างภาพคนนั้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมได้กลับมาทบทวนอดีต และวิชาประวัติศาสตร์ภาพถ่ายในแต่ละยุคสมัย ผลงานภาพถ่ายของช่างภาพที่เรารู้จักต่างก็มีชื่อเสียงบนความขัดแย้ง และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับความสมบูรณ์แบบที่โลกทุนนิยมมักวางกรอบเอาไว้มาหลายยุคสมัย
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ยุคที่ผู้คนต่างตื่นตาตื่นใจกับการได้มีภาพถ่ายของตัวเองบันทึกลงบนเพลทกระจก (Glass Plate) การได้ครอบครองภาพถ่ายที่งดงามและประณีตถือเป็นสมบัติส่วนตัวที่มีคุณค่าทางศิลปะและแสดงถึงฐานะ
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1888 กล้อง Kodak No.1 เปิดตัวโดย George Eastmanโลกรู้จักกับกล้องถ่ายภาพระบบฟิล์ม เพียงแค่กดชัตเตอร์และทำตามที่คู่มือบอก จากนั้นส่งกลับไปแล็บล้าง จัดส่งภาพกลับมา ภายใต้สโลแกน "You press the button, we do the rest"
จากภาพที่ดูสง่างาม สูงส่งในวาระสำคัญ ภาพถ่ายได้เปลี่ยนไปเป็นภาพคนกระโดด วิ่งเล่น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส และบันทึกได้ในหลากหลายอิริยาบถธรรมชาติ ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม
นิยามความสมบูรณ์แบบของการโพสท่าทาง การจัดแสงที่ประดิดประดอย การตัดสินใจกดชัตเตอร์ถูกรื้อสร้างใหม่ จนในที่สุดแบรนด์ Kodak ก็กลายมาเป็นเทรนด์หลัก ยึดครองตลาดการถ่ายภาพและผลิตฟิล์มส่งสินค้าไปทั่วโลกได้สำเร็จในยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ต่อมาในยุคที่ภาพถ่ายรุ่งเรืองถึงขีดสุด ซึ่งเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ข่าวสาร นิตยสารแฟชั่น ศิลปวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตมนุษย์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (1950 - 1960) ภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติมักมาจากช่างภาพฝั่งอีลิท (Elite) หรือผู้มีอำนาจในแวดวงแฟชั่นชั้นสูงอย่าง
เอ็ดเวิร์ด สไตรเคน (Edward Steichen), ฮอร์สต์ พี. ฮอร์สต์ (Horst P. Horst) และ ซีซิล บีตัน (Cecil Beaton) ฯลฯ ความสมบูรณ์แบบในยุคนั้นคือความงามไร้ที่ติ การจัดวางองค์ประกอบที่สมมาตร จัดแสงสวยหมือนงานศิลปะชั้นสูง ฉายภาพซ้ำ ๆ ของความงามเหล่านี้จนกลายเป็นสไตล์ วิถีชีวิต และขนบประเพณีของสังคม
ขนบเหล่านี้ก็เริ่มถูกท้าทายด้วยความต้องการปลดปล่อยอิสระทางความคิด ประกอบกับเทคโนโลยีของฟิล์มและกล้องที่หลากหลายแบบมากขึ้น ผู้คนได้ทดลองของใหม่ จึงเกิดช่างภาพที่หัวก้าวหน้าอย่าง ริชาร์ด อเวดอน (Richard Avedon), วิลเลียม ไคลน์ (William Klein) และ โรเบิร์ต แฟรงก์ (Robert Frank) หัวหอกที่กล้าท้าทายรูปแบเดิม ๆ
ในยุคที่สิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อคนทั้งโลก ภาพถ่ายของพวกเขาเลือกที่จะแสดงถึงความดิบ ความหยาบ เม็ดเกรนที่แตก ภาพที่เบลอหรือหลุดโฟกัส เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่สมบูรณ์แบบของผู้คนชายขอบบนท้องถนน สะท้อนความเป็นมนุษย์และตีแผ่ปัญหาสังคม ผ่านภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยสัญชาติญาณ ความแม่นยำ เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ขบถต่อความงามแบบเดิม
เกิดคำถามมากมายทั้งฝั่งวิชาการและวงการถ่ายภาพว่า…
“เทคโนโลยีคือสิ่งที่กำหนดบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิถีของการถ่ายภาพ? หรือ เจตจำนงของมนุษย์’ เป็นแรงขับที่ทำให้เทคโนโลยีต้องเปลี่ยนไปเพื่อตอบรับวิถีชีวิตของผู้คน ?
‘ภาษา’ของภาพถ่ายที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ มักแสดงถึงเจตนารมณ์ของช่างภาพในแต่ละยุคสมัย ความสมบูรณ์แบบและโครงสร้างที่ถูกวางเอาไว้มักถูกท้าทายด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ จนทำให้อุตสาหกรรมของการถ่ายภาพเองเกิดข้อถกเถียงกันอยู่เสมอ
จนผ่านมาถึงยุคการถ่ายภาพสมาร์ทโฟน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบัน ทำให้การถ่ายภาพที่เคยมองว่า ‘สำคัญ’ ถูกหลอมรวมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนเป็นเรื่อง ’ธรรมดา’
แต่แก่าแท้ของการถ่ายภาพก็ยังเป็นเครื่องมือหลักที่สำคัญ ในทางการตลาด เพราะฟังก์ชันของบันทึกความทรงจำ ที่เข้าถึงอารมณ์สื่อสารกับความรู้สึกนึกคิด ต่างก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบฟังก์ชั่นต่าง ๆ ทางการตลาด เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้คน และเป็นหมวดหมุ่ที่ไร้กำแพงของภาษา
ในทุกวันนี้แม้ว่าเราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางภาพถ่ายอันสมบูรณ์แบบฟิลเตอร์ จาก AI ที่สร้างอย่างง่ายดาย จนความสวยงามกลายเป็นเรื่องสำเร็จรูปที่หาได้ทั่วไป Antidote to Perfection ที่จะถอนความสมบูรณ์แบบในยุคปัจจุบันาคือการกลับไปหา "ความจริงใจ” ที่สื่อสารกับมนุษย์ เหมือนอย่างที่ประวัติศาสตร์ภาพถ่ายเคยพยายามปลดปล่อยมาทุกยุคสมัย
©Mashlab.co.,ltd