12/12/2025
เอาประสบการณ์ขับเที่ยวมาเลเซียของครอบครัวเรามาให้อ่าน…
สืบเนื่องจากไปงานรับปริญญาหลานสาวคุณนาย ในฐานะสารถีเลยต้องเก็บรายละเอียดต่างๆ ไว้เผื่อใครคิดจะขับไปที่นั่นมาแชร์ประสบการณ์กัน….
เริ่มเลย… พวกเราเดินทางเข้าทางด่านสะเดา(bukit kayu hitam ) กระบวนการผ่านด่านนั้นนอกจากเตรียมใบรับรอง(เขียน)เพื่อผ่านขาออกจากด่านไทย ต้องจอดรถทีละคันที่ด่านพร้อมให้สแกนใบหน้าพลขับ(ที่ระบุในใบผ่านด่าน)และผู้โดยสารแต่ละคัน ทีละคัน ถึงจะสามารถขับออกไปผ่านด่านขาเข้ามาเลเซียต่อ =>เช่นเดิม ไม่ใช่กระดาษสำหรับฝั่งมาเลเซีย
ออกจากด่าน เรามองหาปั้ม BHP สีส้ม ซึ่งนอกจากเติมน้ำมันให้เต็ม(รถใช้ 95 ใช้ 97 มาเลเซีย) เราต้องประมาณการว่าเหลือให้เติมเท่าไหร่ เพราะต้องไปบอกปั้มที่…จะเติมน้ำมันอะไร เท่าไหร่ จ่ายก่อนแล้วมาเติมเอง…นอกจากนั้น เราต้องซื้อการ์ดสำหรับผ่านทางด่วนและจอดรถในมาเลเซียซึ่งเขาใช้ใบเดียวทั้งประเทศ เป้าหมายเราไปถึงมะละกาแล้วค่อยเข้ามาพักที่ KL เตรียมไว้สัก 150 RM ได้เลย ..ผ่านชองที่สีฟ้าๆ Touch and Go แตะแล้วขับไปได้เลย(คนมาเลย์เขาจะเตรียมก้ามยืดหด คล้ายไม้เซลฟี่ ติดตั้งบัตรที่ตรงปลาย เลื่อนกระจกแล้วแตะที่จุดให้แตะที่กำหนด)…
วันแรกเราผ่านทางด่วนไปนอนพักที่ใจกลางปีนัง …คือ สัมผัสวัฒนธรรมได้เลย ย่านที่เราพักเป็นย่านที่คงสภาพดั้งเดิมของปีนัง ด้านหลังนี่มีตึกใหม่ๆขึ้นเพียบ ที่มาเลย์เนี่ยเราสบายใจเพราะอาหารฮาลาลเพียบ
ตอนเช้าหลังจัดอาหารเช้า(ซึ่งหนีไม่พ้นข้าวมันมาเลย์/ Nasi Lemak) เราออกเดินทางขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปมะละกา จุดแวะพักตลอดเส้นทางมีทุก 60 KM เราแวะกิน/ละหมาด เข้าห้องน้ำได้เลย …อ้อ บนทางด่วนเขามีจับความเร็วเป็นระยะๆ จำกัดที่ 110 km/hr แต่เห็นรถมาเลย์ตีเร็วมาก มีฝั่งละ 3 เลน เลนซ้ายสุดสำหรับรถบรรทุก เลนกลางคือไว้ขับ เลนใน(ขวาสุด)ไว้แซง … ขาไป ข้าก็ ทำเวลา ไม่รู้จะเจอไปกี่ใบอ่านะ..
มะละกา Melaka เรามาพักใจกลางเมืองเช่นกัน …อาจจะสับสนเล็กน้อย เพราะเคาน์เตอร์อาจไม่ได้อยู่ชั้น 1 และอาจไม่มีคนช่วยขนกระเป๋ากับเรา แล้วต้องสื่อสารในการตีรถเข้าไปจอดอีกตึกหนึ่ง ซึ่งที่มาเลย์ที่จอดรถในเมืองค่อนข้างจำกัด และมีค่าจอดรถโดยการ Touch and go ใช้บัตรทางด่วนนั้นแหละตอนจะเข้าจอด พอจะออกแตะอีกทีก็คิดตังค์เลย ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำไม้กั้น … เราพักใจกลางเมือง เดินทะลุเข้าห้าง มานอน/นั่งชมวิวที่สวนใจกลางเมืองจนค่ำ มื้อค่ำ ทีมพาไปชิมอาหารเลื่องชื่อของมะละกา คือ แกงกะหรี่(ไม่ใช้กะทิ) Asam pedas ซึ่งมีขายแต่เมนูนี้ทั้งนั้น เลือกให้ถูกร้านละกัน และอีกเมนูถ้ามาแล้วต้องชิมให้ได้คือ ขนมหวาน Cendol หรือบ้านเราคล้ายลอดช่องบ้านเรา
ที่เที่ยวไม่ควรพลาดคือ โซนตึกแดง หลังไปซื้อของฝากเมืองนี้(ที่ขึ้นชื่อคือ Dodol คล้ากาละแมบ้านเรา) เดินขึ้นเขามะละกาไปชมบรรยากกาศรอบเมือง มองเห็นบ้านเมือง สไตล์โปรตุเกตเต็มไปหมด ค่อยลงมาผ่านพระตำหนักมะละกา อ้อมไปเที่ยวโซนยอดฮิตของมะละกาอีกที ..เที่ยงเนี่ย ขนมหวานที่เลื่องชื่อไม่ควรพลาด ที่นี่เขาใส่ทุเรียนมูซังคิงด้วย แนะนำให้ช่วยกันกิน อย่าสั่งคนละถ้วยเลย มันเยอะ
ในโซนฝั่งเมืองโบราณ แนะนำให้เดินชม ความรู้สึกเหมือนชมเมืองเก่าสงขลาหนะใช่เลย มองทางไหนก็ใช่ มีจุดให้ถ่ายรูปเพียบ แวะพักกินกาแฟ เครื่องดื่ม ไอติมได้ตลอดทาง เพลินดีออก…
ตอนสายๆ เรามุ่งหน้าไปเข้า KL แบบสบายๆ เราคิดว่ารถจะติด..สรุป ก็ติดจริงนั่นแหละ 😜
มานอน KL 2 คืน โปรแกรมหลักคือ มางานรับปริญญาของหลาน พยายามหารูปหมู่อ่านะ เอาเท่าที่ได้ละกัน
ที่ KL นอกจากที่ตึกแฝด เราไปฉลองที่ Scarlet rooftop คือ เป็นร้านฮาลาลเมนูสากล/ยุโรป แต่รสชาติโคตรอร่อยเลย ยังคิดเลยถ้ามา KL เมื่อไหร่ต้องมากินอีกแน่ๆ ร้านนี้ แถมมีจุดถ่ายรูปที่ได้ตึกแฝดมาเป็นแบ็คกราวด์ได้จึ๊งมาก …จัดไปสาวๆ คู่รัก อย่าพลาดเชียว
2 คือ ของ KL จัดว่าไม่เหนื่อย กำลังพอดี
อีกคืนก่อนกลับ เราขับขึ้นที่เก็นติ้ง …ถามว่ายากมั้ย ก็ประมาณครึ่งหนึ่งของดอยอินทนนท์ ทางก็กว้าง แยกขาขึ้นและลงออกคนละเส้นทางเลย แถมขาลงมีลูกระนาบเพื่อให้รถทุกคันลดความเร็วแบบต้องแตะเบรกตลอดๆ จัดว่าปลอดภัยมาก
Genting สำหรับรุ่นนี้ คือ การไปช้อปปิ้ง เพราะมานี่นอกจากเครื่องเล่นเด็กมีหฟลากหลายแล้ว รุ่นเก๋าๆจะมาเข้าโซนเสี่ยงดวง ส่วนรุ่นนี้เป็นรุ่นต้องเสียเงิน เพราะสินค้าแบรนด์เนมมีเพียบ ไม่เสียตังค์ให้มันรู้ไป คือ อยู่ในนี้ไม่รู้เวลา ไม่รู้กลางวัน/กลางคืน ใครมาไม่เสียตังค์นี่ ขอคารวะเลย
เติมน้ำมันรึ ก็ตามที่พักรถได้เลย แต่หากสนใจจะเพิ่มวงเงินในบัตรผ่านทางด่วน Touch and Go แนะนำมองหาปั้มสีส้ม BHP หรือสีฟ้า petronas นะครับ
วันสุดท้าย เราตีรถกลับเข้าด่าน แวะกินข้าวกลางทาง และเดินทางมาถึงบ้านปลอดภัย ประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ …เพลีย แต่มีความสุข กับทริปครอบครัวรอบนี้ ผลพลอยได้ปีหน้าเราจะจัดทริปครอบครัวไปเชียงใหม่ต่อ ได้ไอเดียและได้ความสุขในครอบครัวแบบนี้ เห็นทีต้องจัดทุกปีซะแล้ว 😘