Phassarawin Kulsomboon

Phassarawin Kulsomboon พื้นที่ว่างระบายความคิด และบันทึกความทรงจำ..

04/03/2026

“สิ่งที่สหรัฐฯ ทำ กำลังตั้งคำถามกับระเบียบโลก กำลังทำให้ระเบียบโลกสั่นคลอน”
จากสถานการณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลปะทะอิหร่าน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เราจะวางกรอบในการมองปัญหาอย่างไร ระเบียบโลกเสรีนิยมที่เราเคยยึดมั่นกำลังพังทลายลงหรือไม่ ตลอดจนประเทศเล็ก หรือประเทศขนาดกลางอย่างไทยจะมีจุดยืนอย่างไร วันโอวันสนทนากับ อ.ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อตอบคำถามเหล่านี้
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/fuadi-pitsuwan-interview-us-israeli-war-with-iran/
“แม้ที่จริงแล้วอำนาจจะขึ้นอยู่กับกองกำลังทหารและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้ระเบียบโลกเสรีนิยม สิ่งที่ต้องเคารพร่วมกันคือหลักอธิปไตย การทำสงครามไม่ควรพุ่งเป้าไปที่พลเรือน ไม่ควรทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้กำลังพังทลายลง”
“สิ่งที่สหรัฐฯ ทำเป็นตัวอย่างที่ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ มอง และกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากระทำแบบนั้นได้ไหม มันทำให้ประเทศที่เล็กรองลงมาอยู่ในภาวะที่หวาดหวั่นมากๆ ว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าประเทศที่ใหญ่กว่าไม่เคารพในอำนาจอธิปไตยของเรา”
“ที่ผมพูดเรื่องระบอบโลกที่กำลังสั่นคลอน เรื่องการกระทำของอเมริกาที่ละเมิดอธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับระบอบการปกครองของอิหร่านว่าไม่ได้ทำร้ายประชาชนและใช้อำนาจอย่างถูกต้อง เราสามารถไม่โอเคกับทั้งคู่ได้”
“แม้ประสิทธิภาพของกลไกระหว่างประเทศจะถูกตั้งคำถามอย่างมาก แต่เราไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากการช่วยกันสร้างระบบนี้กลับมา”
สัมภาษณ์: ณัชชา สินคีรี
ภาพถ่าย: JOHN WESSELS / AFP

26/02/2026

มองประวัติศาสตร์ไทยผ่านชีวิต เลือดเนื้อ และความเจ็บปวดของนักโทษการเมือง : สนทนากับ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่ามกลางการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อเข้าสู่อำนาจและรักษาสถานะนำตลอดเกือบศตวรรษ ย่อมปรากฏว่ามีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะนั้น ย่อมถูกเรียกขานในนามที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น “หัวหน้าคณะปฏิวัติ” “จอมพล” หรือ “นายกรัฐมนตรี” อำนาจนำที่แย่งชิงมาได้ นอกจากจะทำให้พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้แล้ว ยังทำให้สามารถกำหนดทิศทางของเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อในสังคมได้ด้วย ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านั้นจะกลายมาเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ทุกคนในชาติจะต้องยอมรับและจดจำไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่
ส่วนสถานะหรือชื่อเสียงเรียงนามของผู้แพ้ ซึ่งถูกตั้งให้ใหม่โดยผู้ชนะอย่างไม่เต็มใจนั้น บ้างก็ปรากฏในชื่อของ “กบฏ” “คนทรยศ” ไม่ก็ “คนขายชาติ” ชื่อใหม่ย่อมมาพร้อมกับสถานะใหม่ ที่ผู้แพ้จะต้องถูกจองจำ สูญสิ้นเสรีภาพ และมีมลทิน
ทว่า ความย้อนแย้งในสถานะใหม่ของผู้แพ้ คือการที่ผู้มีอำนาจรัฐ กลับปฏิเสธที่เรียกขานพวกเขาว่า “นักโทษการเมือง” ทั้ง ๆ ที่เหตุที่พวกเขาต้องถูกจองจำนั้นก็เป็นเหตุมาจากการกระทำทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านผู้มีอำนาจรัฐ การลุกขึ้นประท้วง การแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถาม
การปฏิเสธความเป็นการเมืองของนักโทษเหล่านี้ ทำให้เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาไม่ถูกจดจำและถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก กลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกเลือนลาง กระจัดกระจาย มิอาจถูกเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์กระแสรองได้ด้วยซ้ำ
การปฏิเสธความเป็นการเมืองของนักโทษเหล่านี้ ดำเนินเรื่อยมาจนถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ภาพและชื่อเสียงเรียงนามของคนจำนวนหนึ่งที่ต้องติดคุกและไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตามที่ควรจะได้รับ จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าพวกเขาล้วนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังยืนกรานปฏิเสธตัวตนของพวกเขาและพยายามวาดภาพพวกเขาให้เป็นเพียงคนที่ทำผิดกฎหมายอาญาธรรมดาเท่านั้น
ขณะเดียวกันงานวิชาการที่จะมาเสริมพลังและเติมเต็มความหมายและเรื่องราวของ “นักโทษการเมือง” หรือ “คดีทางการเมือง” ก็ยังมีน้อยชิ้น เหตุเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะศึกษาลงลึก ทั้งด้วยปัจจัยความพร้อมด้านข้อมูล และปัจจัยความพร้อมของสังคมไทย
ทว่า ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กลับเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของนักโทษการเมืองเหล่านี้ มาศึกษาอย่างจริงจังและเป็นระบบ ผ่านการอ่านบันทึกของนักโทษทางการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปัจจุบัน โดยเธอตั้งชื่อหนังสือของเธออย่างไม่เป็นทางการว่า The Carceral Kingdom : Political Prisoners and History in Thailand และเมื่อ 12 พ.ย. 2568 เธอได้จัดการบรรยายในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์นักโทษการเมืองไทยในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง” ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นการบรรยายที่พูดถึงส่วนหนึ่งในหนังสือที่เธอกำลังเขียนอยู่
ไม่ใช่แค่บันทึกของนักโทษการเมืองเท่านั้นที่เธอคลุกคลีและผ่านตา แต่เธอยังได้ไปสัมผัส ชีวิต น้ำเสียง ความเจ็บปวดของนักโทษการเมืองผ่านการร่วมฟังการพิจารณาคดีการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสำหรับเธอแล้วเหมือนกับการได้ไปเห็นฉากฉากหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่สับสนและเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สนทนากับ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ถึงงานชิ้นใหม่ของเธอ อันว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของนักโทษการเมืองไทย
📌อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/81975
“Public Horizon” คอลัมน์ที่จะสนทนากับนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญจากหลากสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นการเมือง กฎหมาย สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ สิทธิมนุษยชน และสาขาอื่น ๆ ที่ยืนหยัดขยายเส้นขอบฟ้าแห่งองค์ความรู้ ด้วยความพยายามสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์เพื่อทำความเข้าใจปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น

25/02/2026

นอร์ทลอนดอน ดาร์บี้ ความเกลียดชังระหว่าง สเปอร์ส กับ อาร์เซน่อล

ความบาดหมางระหว่า อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คือความบาดหมางที่สั่งสมมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ

ความเป็นอริเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1913 เมื่ออาร์เซน่อลตัดสินใจย้ายสนามเหย้าจากย่านวูลวิชทางตอนใต้ของแม่น้ำเทมส์ เข้าสู่ย่านไฮบิวรี่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ท็อตแน่มถือว่าเป็นเขตอิทธิพลของตน เป็นการรุกล้ำอาณาเขตที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่แฟนบอลไก่เดือยทอง

สโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1882 โดยกลุ่มเด็กนักเรียนชายจากโรงเรียนมัธยมแกรมมาร์สคูล ซึ่งเป็นสมาชิกของชมรมคริกเก็ตท้องถิ่นที่ต้องการทำกิจกรรมกีฬาในช่วงฤดูหนาว

ในช่วงแรกสโมสรใช้ชื่อว่า ฮ็อทสเปอร์ เอฟซี ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เพื่อป้องกันความสับสนกับสโมสรอื่นที่มีชื่อคล้ายคลึงกัน

ความสำเร็จในช่วงแรกของท็อตแน่มนั้นโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะการคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1901 ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะทีมแรกและทีมเดียวที่อยู่นอกลีกอาชีพ ที่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติมาครองได้

ส่วนสโมสรอาร์เซน่อลก่อตั้งขึ้นในปี 1886 โดยกลุ่มคนงานในโรงงานสรรพาวุธรอยัลอาร์เซน่อล ในย่านวูลวิช ชื่อเริ่มแรกของสโมสรคือ ไดอัล สแควร์ ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงนาฬิกาแดดเหนือทางเข้าโรงงานผลิตอาวุธ

สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น รอยัลอาร์เซนอล และต่อมาเป็น วูลวิช อาร์เซนอล เมื่อก้าวเข้าสู่ระบบอาชีพ

อาร์เซน่อลเข้าสู่ระบบฟุตบอลลีกในปี 1893 และเป็นสโมสรแรกจากทางตอนใต้ของอังกฤษที่เข้าร่วมลีก ซึ่งในขณะนั้นศูนย์กลางของฟุตบอลอาชีพยังคงกระจุกตัวอยู่ทางตอนเหนือและมิดแลนด์

การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างสองสโมสรเกิดขึ้นในรูปแบบเกมกระชับมิตรเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1887 ซึ่งในขณะนั้นอาร์เซน่อลยังตั้งอยู่ในย่านพลัมสเตด

การแข่งขันนัดดังกล่าวต้องถูกยกเลิกก่อนเวลาเพียง 15 นาทีเนื่องจากแสงสว่างไม่เพียงพอ โดยที่ท็อตแน่มเป็นฝ่ายนำอยู่ 2-1

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 1888 ทั้งสองทีมได้พบกันอีกครั้งและอาร์เซน่อลเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย 6-2

ในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรยังไม่ถือว่าเป็นคู่อริที่รุนแรง เนื่องจากที่ตั้งของทั้งสองทีมอยู่ห่างกันมากกว่า 12 ไมล์และแยกกันอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำเทมส์

จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความบาดหมางเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของสโมสรวูลวิช อาร์เซน่อล ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

แม้ทีมจะสามารถเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้ในปี 1904 แต่ทำเลที่ตั้งสนามแมนเนอร์กราวด์ ในย่านวูลวิชกลับสร้างปัญหาอย่างหนัก

พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ชายขอบของลอนดอนที่มีประชากรเบาบางและการคมนาคมไม่สะดวก ส่งผลให้จำนวนผู้ชมและรายได้จากการขายบัตรลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

สโมสรตกอยู่ในสภาวะเกือบล้มละลายในปี 1910 ก่อนจะถูกซื้อกิจการโดยกลุ่มนักธุรกิจที่นำโดย เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ประธานสโมสรฟูแล่มในขณะนั้น

เฮนรี่ นอร์ริส เล็งเห็นว่าหากอาร์เซน่อลยังคงตั้งอยู่ที่วูลวิช สโมสรจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในระยะยาว

ในตอนแรกเขาพยายามจะควบรวมสโมสรอาร์เซน่อลเข้ากับฟูแล่มเพื่อสร้างสโมสรยักษ์ใหญ่ทีมเดียวในลอนดอนตะวันตก แต่แผนการนี้ถูกฟุตบอลลีกสั่งระงับ

นอร์ริสจึงเริ่มมองหาทำเลใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงกว่าเดิม จนกระทั่งเขาเลือกพื้นที่บริเวณสนามแข่งขันของวิทยาลัยเซนต์จอห์นในย่านไฮบิวรี่ ลอนดอนเหนือ

การเลือกไฮบิวรี่เป็นทำเลใหม่เป็นการคำนวณทางธุรกิจที่แม่นยำ เนื่องจากไฮบิวรี่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน กิลเลสพี โรด ซึ่งจะทำให้แฟนบอลจากทั่วลอนดอนสามารถเข้าถึงสนามได้โดยง่าย

นอร์ริสยอมทุ่มเงินมหาศาลกว่า 125,000 ปอนด์ (ซึ่งเทียบเท่ากับกว่า 15 ล้านปอนด์ในมูลค่าปัจจุบัน) เพื่อสร้างสนามกีฬาไฮบิวรี่ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง อาร์ชิบัลด์ ลีตช์

การย้ายที่ตั้งของอาร์เซน่อลครั้งนี้สร้างความโกรธแค้นอย่างรุนแรงให้แก่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งมีสนามไวท์ ฮาร์ท เลน ตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 4 ไมล์

สเปอร์สมองว่าไฮบิวรี่คืออาณาเขตของพวกเขา และการที่อาร์เซน่อลย้ายเข้ามาคือการจงใจแย่งชิงฐานแฟนบอลและทรัพยากรในพื้นที่

สเปอร์สพยายามยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการจัดการแข่งขัน โดยร่วมมือกับสโมสรแคลปตัน โอเรียนท์ แต่คำร้องขอของพวกเขาถูกปัดตกโดยคณะกรรมการบริหารลีก

อาร์เซน่อลลงเล่นนัดแรกที่ไฮบิวรี่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 1913 โดยเอาชนะเลสเตอร์ ฟอสส์ ไปได้ 2-1 ท่ามกลางผู้ชมกว่า 20,000 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ชมเฉลี่ยที่วูลวิชถึงสองเท่า

ชาวลอนดอนเหนือโดยกำเนิดอย่างแฟนบอลสเปอร์ส มองว่าอาร์เซน่อลคือผู้รุกรานจากทางใต้ และมักจะเรียกชื่อสโมสรว่า วูลวิช อาร์เซน่อล เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าสโมสรนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับลอนดอนเหนืออย่างแท้จริง

หากการย้ายสนามในปี 1913 คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1919 ก็คือการยกระดับความเกลียดชังขึ้นไปอีกขั้น

หลังจากฟุตบอลลีกต้องหยุดชะงักไปสี่ปีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี 1918 ฟุตบอลลีกอังกฤษได้จัดการประชุมเพื่อวางแผนการกลับมาแข่งขันใหม่ โดยมีมติให้ขยายจำนวนทีมในดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2 จาก 20 ทีมเป็น 22 ทีม

ในฤดูกาล 1914-15 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายก่อนสงคราม เชลซีจบอันดับที่ 19 และท็อตแน่มจบอันดับที่ 20 ในดิวิชั่น 1 ซึ่งตามกฎปกติทั้งสองทีมจะต้องตกชั้นลงสู่ดิวิชั่น 2

แต่เชลซีได้รับสิทธิ์ให้อยู่ในดิวิชั่น 1 ต่อไปเนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่ามีการล็อกผลการแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ในนัดที่ส่งผลเสียต่อเชลซี

เมื่อเป็นเช่นนี้โควต้าของดิวิชั่น 1 ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตำแหน่ง(จากการเพิ่มทีมเป็น 22ทีม) ผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์นั้นควรจะเป็นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในฐานะทีมที่จบอันดับ 20 ของดิวิชั่น 1 หรือบาร์นสลีย์ ที่จบอันดับที่ 3 ของดิวิชั่น 2

แต่อาร์เซน่อลซึ่งจบเพียงอันดับที่ 5 ในดิวิชั่น 2 กลับยื่นขอรับสิทธิ์เลื่อนชั้นด้วย มีข้อกล่าวหาว่า เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ใช้อิทธิพลและการเจรจาหลังฉากเพื่อโน้มน้าวสมาชิกฟุตบอลลีกในการลงมติปี 1919

โดยมีการกล่าวอ้างว่า จอห์น แม็คเคนน่า ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญในฟุตบอลลีก ได้กล่าวสนับสนุนอาร์เซน่อลในที่ประชุม แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชี้ขาดเรื่องการติดสินบนหรือการทุจริตโดยตรง ทำให้ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

โดยอ้างเหตุผลว่าอาร์เซน่อลคือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์รับใช้ฟุตบอลลีกยาวนานกว่า (อาร์เซน่อลเข้าร่วมลีกปี 1893 ส่วนสเปอร์สเข้าร่วมปี 1908)

ผลการลงคะแนนออกมาอย่างน่าตกใจสำหรับผู้สังเกตการณ์ในขณะนั้น อาร์เซน่อลชนะการลงคะแนนอย่างขาดลอยและได้รับการเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ทันที โดยที่ท็อตแน่มต้องตกชั้นลงไปสู่ดิวิชั่น 2 อย่างไม่เป็นธรรมในสายตาของพวกเขา

เหตุการณ์นี้ได้สร้างข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการติดสินบนที่ติดตาม เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ไปตลอดกาล แม้ฝ่ายสนับสนุนอาร์เซน่อลจะพยายามโต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานการติดสินบนที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ชัยชนะบนหน้ากระดาษของอาร์เซน่อลได้กลายเป็นตราบาปที่แฟนบอลสเปอร์สใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าอาร์เซน่อลคือทีมที่ซื้อทางลัดสู่ความสำเร็จ

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์ฟุตบอล ยังมีเรื่องเขตการปกครองที่ถูกนำมาใช้โต้เถียงระหว่างแฟนบอลทั้งสองทีม

ข้อเท็จจริงที่ว่า ท็อตแน่มไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขตกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี 1965 ก่อนหน้านั้น ท็อตแน่มตั้งอยู่ในมณฑลมิดเดิลเซ็กซ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกเมืองหลวง ในขณะที่ไฮบิวรี่และอิสลิงตัน (ที่ตั้งของอาร์เซน่อล) ถูกนับรวมเป็นเขตลอนดอนชั้นในมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19

ภายใต้พระราชบัญญัติรัฐบาลลอนดอนปี 1963 พื้นที่ท็อตแน่มจึงได้ถูกผนวกเข้ากับเขตลอนดอนเหนืออย่างเป็นทางการพร้อมกับมณฑลมิดเดิลเซ็กซ์ที่ถูกยุบรวมเข้าเป็น เกรเทอร์ ลอนดอน

แฟนบอลอาร์เซน่อลมักใช้จุดนี้ในการเยาะเย้ยว่าอาร์เซน่อลคือ สโมสรลอนดอนเหนือที่แท้จริงทีมแรก และสเปอร์สเป็นเพียงทีมจากนอกเมืองที่เพิ่งถูกนับรวมเข้ามา

ในขณะที่แฟนบอลสเปอร์สโต้แย้งว่า แม้ชื่อเรียกเขตปกครองจะเปลี่ยนไป แต่สโมสรของพวกเขาตั้งอยู่ที่เดิมในพิกัดลอนดอนเหนือมาตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้ง ในขณะที่อาร์เซน่อลต่างหากที่เป็นผู้พลัดถิ่นมาจากแดนใต้

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของนอร์ท ลอนดอน ดาร์บี้ มีนักเตะที่ย้ายข้ามพรมแดนขั้วจากสโมสรหนึ่งไปสู่อีกสโมสรหนึ่ง นักเตะเหล่านั้นจะถูกมองว่าคือคนทรยศจากแฟนบอล

แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้รับข้อยกเว้น แพท เจนนิ่งส์ ตำนานผู้เป็นที่รักของทั้งสองฝั่ง ผู้รักษาประตูชาวไอริช เขารับใช้ท็อตแน่มอย่างซื่อสัตย์นานถึง 13 ปี (1964-1977) ลงสนามไปเกือบ 600 นัดและคว้าแชมป์หลายรายการ

ในปี 1977 บอร์ดบริหารของสเปอร์สกระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการประเมินว่าเจนนิ่งส์ในวัย 32 ปีเข้าสู่ช่วงขาลงและตัดสินใจขายเขาให้แก่อาร์เซน่อลในราคาเพียง 45,000 ปอนด์

ทว่าเจนนิ่งส์กลับไปสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องที่ไฮบิวรี่นานถึง 8 ปี ลงเล่นไปอีกกว่า 300 นัดและพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ 3 ปีซ้อน ความเคารพที่แฟนบอลมีต่อเขานั้นสูงมาก จนเขาสามารถเดินเข้าออกทั้งสนามไวท์ ฮาร์ท เลน และไฮบิวรี่ (รวมถึงเอมิเรตส์ในปัจจุบัน) ได้อย่างสง่างาม

เจนนิ่งส์ยังได้รับเกียรติให้เป็นนักเตะคนแรกในอังกฤษที่ลงสนามครบ 1,000 นัดในอาชีพค้าแข้ง และปิดฉากอาชีพด้วยการกลับมาฝึกซ้อมที่สเปอร์สเพื่อเตรียมตัวไปฟุตบอลโลก 1986

เทอร์รี่ นีลล์ เป็นทั้งกัปตันทีมและผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล แต่ในระหว่างนั้นเขาได้ไปคุมทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นเวลา 2 ฤดูกาล (1974-1976) นีลล์ย้ายจากสเปอร์สกลับมาอาร์เซน่อลทันทีหลังจากที่ เบอร์ตี้ มี ลาออก และกลายเป็นกุนซืออาร์เซน่อลที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้นด้วยวัยเพียง 34 ปี

การย้ายของนีลล์ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงสำหรับอาร์เซน่อล เขาคือผู้ที่ดึงตัวแพท เจนนิ่งส์ และ มัลคอล์ม แมคโดนัลด์ มาร่วมทีม และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1979

แต่แฟนบอลสเปอร์สบางส่วนยังคงมองว่าเขาคือสายลับของอาร์เซน่อลที่แฝงตัวเข้าไปในสโมสรของพวกเขา แม้เขาจะพาสเปอร์สจบอันดับที่ 9 ในฤดูกาลสุดท้ายที่คุมทีมก็ตาม

เหตุการณ์ที่ถือว่าสั่นสะเทือนนอร์ท ลอนดอน มากที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกคือการย้ายทีมของ โซล แคมป์เบลล์ ในช่วงหน้าร้อนปี 2001 แคมป์เบลล์คือกัปตันทีมของสเปอร์ส แต่เขากลับตัดสินใจย้ายไปอาร์เซน่อลแบบไม่มีค่าตัวหลังจากหมดสัญญา

การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการหักหลังอย่างรุนแรงที่สุด เนื่องจากเขาเคยยืนยันว่าจะไม่มีวันเล่นให้อาร์เซน่อล
เมื่อเขากลับมาเยือนไวท์ ฮาร์ท เลน ในเสื้ออาร์เซน่อล แฟนบอลสเปอร์สตะโกนด่าทอเขาว่า จูดาส

แต่ในแง่ของความสำเร็จการตัดสินใจของเขานั้นถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์แบบไร้พ่ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาร์เซน่อล

สำหรับอาร์เซน่อล การคว้าแชมป์ลีกที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ถึงสองครั้ง (ในปี 1971 และ 2004) คือจุดสูงสุดของความสะใจที่มีต่ออริร่วมเมือง

ในปี 1971 อาร์เซน่อลต้องการเพียงผลเสมอในนัดสุดท้ายที่ไวท์ ฮาร์ท เลน เพื่อคว้าแชมป์ลีกเหนือลีดส์ ยูไนเต็ด เรย์ เคนเนดี้ ทำประตูชัยในช่วงท้ายเกมท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน

ส่งผลให้อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกที่บ้านสเปอร์สและต่อมาสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้เป็นดับเบิ้ลแชมป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเกิดขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2004 เมื่ออาร์เซน่อลชุดไร้พ่ายบุกไปเสมอสเปอร์ส 2-2 ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน อีกครั้ง

เธียร์รี่ อองรี เล่าในภายหลังว่า เดิมทีนักเตะได้รับคำสั่งจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยว่าห้ามฉลองเพื่อป้องกันการจลาจล แต่หลังจากที่ ร็อบบี้ คีน กองหน้าสเปอร์สฉลองประตูตีเสมอ 2-2 ราวกับว่าพวกเขาเป็นฝ่ายชนะ อองรีและพรรคพวกจึงตัดสินใจฉลองแชมป์อย่างเต็มที่บนผืนหญ้าของคู่ปรับเพื่อเป็นการตอบโต้

ในทางกลับกัน ท็อตแน่มก็มีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ ปี 1991 ที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมในรอบรองชนะเลิศของถ้วยใบนี้

พอล แกสคอยน์ ยิงฟรีคิกที่สวยงามที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์เอฟเอคัพ ด้วยการยิงไกลกว่า 30 หลาผ่านมือ เดวิด ซีแมน เข้าไป สเปอร์สชนะอาร์เซน่อล 3-1 และก้าวไปคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้สำเร็จ

เหตุการณ์ที่อื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเกิดขึ้นในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2005-06 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องการเพียงแค่ผลการแข่งขันที่เท่ากับหรือดีกว่าอาร์เซน่อลในเกมนัดสุดท้ายเพื่อคว้าอันดับ 4 และไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรก

ทว่าในคืนก่อนวันแข่งขัน นักเตะสเปอร์สกว่า 10 คนที่พักอยู่ที่โรงแรมแมริออท คานารี่ วอร์ฟ เกิดอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรงพร้อมกัน

นักเตะตัวหลักอย่าง ร็อบบี้ คีน, เอ็ดการ์ ดาวิดส์ และ ไมเคิล คาร์ริค ต่างอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมลงสนาม มาร์ติน โยล ผู้จัดการทีมในขณะนั้นพยายามขอเลื่อนการแข่งขันออกไป แต่ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายจัดการแข่งขัน

สุดท้ายสเปอร์สที่สภาพร่างกายย่ำแย่บุกไปแพ้เวสต์แฮม 1-2 ในขณะที่อาร์เซน่อลเอาชนะวีกแกน 4-2 และปาดหน้าคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกไปครอง

ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าเชฟของโรงแรมเป็นแฟนบอลอาร์เซน่อลได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง แม้ภายหลังการสืบสวนจะพบว่าเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ใช่มาจากอาหาร แต่ความเชื่อนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่แฟนบอลอาร์เซน่อลนำมาล้อเลียน

ฤดูกาล 2025-26 อาร์เซน่อลสามารถเอาชนะสเปอร์สได้แบบ ไป-กลับด้วยสกอร์ถล่มทลาย 4-1 ทั้งสองนัด เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1987-88 และ 1988-89 ที่อาร์เซน่อลสามารถชนะสเปอร์สแบบไป-กลับได้ติดต่อกันสองฤดูกาล

และยังเป็นการตอกย้ำช่องว่างระหว่างสองสโมสรในปัจจุบัน โดยอาร์เซน่อลมีลุ้นแชมป์ลีกอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นจ่าฝูงมีคะแนน 61 แต้ม ขณะที่ท็อตแน่มจมอยู่อันดับ 16 ของตารางและกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้น

การพ่ายแพ้ต่อคู่รักคู่แค้นในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้แก่ความสัมพันธ์ของสองสโมสรในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี

ความเกลียดชังที่สเปอร์สมีต่ออาร์เซน่อลนั้นมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่าถูกรุกล้ำและถูกเอารัดเอาเปรียบผ่านเครื่องมิอทางการเมืองในปี 1913 และ 1919 ในขณะที่อาร์เซน่อลมองว่าความเหนือกว่าของพวกเขาคือผลจากความทะเยอทะยาน และการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาดเหนือคู่แข่ง

20/02/2026

“เกือบหนึ่งศตวรรษผ่านไปนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ปีที่ 94 ของระบอบรัฐธรรมนูญ และเข้าใกล้หลักไมล์ 100 ปีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 32 คน (2 ในชื่อ 'สยาม' และ 30 ในชื่อ 'ไทย')”
“ภาพที่ปรากฏไม่เคยราบเรียบ บางห้วงเวลาเสียงจากคูหาเลือกตั้งกำหนดทิศทางรัฐอย่างชัดเจน บางห้วงเวลาเส้นทางถูกตัดตอนด้วยรัฐประหาร และอีกหลายครั้งกติกาถูกออกแบบขึ้นใหม่โดยวางกลไกกำกับอำนาจของประชาชนไว้ในโครงสร้างรัฐเอง จังหวะเหล่านี้ทำให้การเมืองไทยเคลื่อนไปท่ามกลางแรงดึงระหว่างเจตจำนงของสังคมกับอำนาจที่พยายามกำหนดกรอบให้มัน”
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ชวนย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอด 94 ปีภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญผ่านนายกรัฐมนตรีทั้ง 32 คน ซึ่งฉายให้เห็นทั้งความต่อเนื่อง ช่วงสะดุด พลังของประชาชนที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงร่องรอยของ ‘วงจรอุบาทว์’ จากรัฐประหารที่หวนกลับมาเป็นระยะ
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/32-thai-pms/
“ภายใต้กติกาใหม่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทักษิณ ชินวัตร (ลำดับที่ 23) ขึ้นสู่อำนาจในปี 2544 พร้อมแบบแผนการเมืองที่ผสานนโยบายประชานิยมกับการรวมศูนย์อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น รัฐบาลของเขาสร้างฐานมวลชนในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สามารถดำรงตำแหน่งครบวาระเป็นครั้งแรกนับแต่ยุคพระยาพหลพลพยุหเสนา และกลับมาอีกสมัยด้วยการนำพรรคไทยรักไทยครองเสียงข้างมากในสภาด้วยจำนวนถึง 377 จาก 500 ที่นั่ง ซึ่งกลายเป็นสถิติ 'แลนด์สไลด์' ในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย”
“ทว่าเมื่ออำนาจบริหารขยายตัวอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับเครือข่ายทุนและอิทธิพลทางการเมืองที่กระจุกตัวมากขึ้น ความวิตกกังวลต่อการถ่วงดุลอำนาจและทิศทางของระบอบรัฐสภาก็ทวีขึ้นในหมู่ชนชั้นนำ สื่อ และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง”
“กรณีการขายหุ้นบริษัทโทรคมนาคมของครอบครัวให้ทุนสิงคโปร์จึงไม่ใช่เพียงประเด็นธุรกรรม หากกลายเป็นข้ออ้างจนนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างอำนาจจากการเลือกตั้งกับอำนาจในเครือข่ายอื่นของรัฐไทย แรงกดดันจากการชุมนุมบนท้องถนน การเคลื่อนไหวในระบบตุลาการ และความตึงเครียดภายในกองทัพค่อยๆ บรรจบกัน กระทั่งนำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ซึ่งปิดฉากช่วงการเมืองประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งเต็มรูป ทั้งที่เพียงสามเดือนก่อนหน้านั้น รัฐบาลของทักษิณเพิ่งจัดงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีอย่างยิ่งใหญ่”
“เหตุการณ์ดังกล่าวชวนให้ประหวัดนึกถึงกันยายน พ.ศ.2500 เมื่อจอมพลสฤษดิ์โค่นจอมพล ป. หลังงานเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษได้เพียงสี่เดือน ราวกับเดือนกันยายนมักปรากฏในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทยเสมอ ช่วงเวลา พ.ศ.2531–2549 จึงเป็นระยะที่การเมืองไทยทดลองเดินด้วยพลังการเลือกตั้งอย่างเต็มกำลัง ผ่านความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปกติกา และการเมืองมวลชน ก่อนจะย้อนกลับมาสู่คำถามพื้นฐานเรื่องอำนาจและดุลยภาพของระบอบ ซึ่งพาประเทศเข้าสู่สมการใหม่อีกครั้งหนึ่ง”

18/01/2026
11/01/2026

“อยู่เย็น เป็นประโยชน์” : ชีวิตและมรดกทางปัญญาของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ปราชญ์แห่งแผ่นดิน กับการเชื่อมวิทยาศาสตร์ สังคม และพุทธธรรมเข้าด้วยกัน

การจากไปของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ มิใช่เพียงการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นบิดาแห่งการวิจัยโรคธาลัสซีเมีย หรือผู้อยู่เบื้องหลังระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น แต่คือการสูญเสีย "ปราชญ์แห่งแผ่นดิน" ผู้มองเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและศาสตร์ต่างๆ

ท่านคือผู้ที่ร้อยเรียง "วิทยาศาสตร์การแพทย์" เข้ากับ "สังคมศาสตร์" และ "พุทธธรรม" ได้อย่างกลมกลืน

เป็นผู้บุกเบิกนิยาม "สุขภาพทางจิตวิญญาณ": ท่านผลักดันให้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ขยายความหมายของสุขภาพให้ครอบคลุม 4 มิติ คือ กาย จิต สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ) ไม่ใช่แค่เรื่องการไม่มีโรค

จากการดูแลผู้ป่วย สู่การดูแล "จิตวิญญาณ" ของเพื่อนมนุษย์ผ่านการก่อตั้ง "หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ"

ชีวิตของท่านจึงเป็นแบบอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผู้ใช้วิชาชีพเพื่อบำบัดโรคทางกาย และใช้ปัญญาธรรมเพื่อเยียวยาโรคทางสังคมอย่างแท้จริง


ประวัติเส้นทางธรรม


1. เมื่อวิชาที่เรียนมา “ไม่ช่วยใจ” : จุดเริ่มต้นของการพบพุทธธรรมในชีวิตแพทย์นักวิทยาศาสตร์

แม้จะจบการศึกษาแพทย์ด้วยเกียรตินิยมเหรียญทองและสำเร็จปริญญาเอกด้านพันธุศาสตร์จากต่างประเทศ แต่ นพ.ประเวศ เคยกล่าวไว้ว่า

"วิชาที่เรียนมาไม่ได้ช่วยอะไร"

เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ทางใจ ท่านจึงเริ่มแสวงหาทางออกผ่านการปฏิบัติธรรม

“เริ่มต้นผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไปเรียนเมืองนอกมา พุทธศาสนาก็ไม่รู้เรื่อง ก็คงคล้ายๆ คนไทยทั่วไป ว่าเป็นชาวพุทธแต่ว่าก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ก็รู้ไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี ไปทำบุญที่วัด อะไรต่ออะไรอย่างนั้น..."

"ผมจบแพทย์ได้เหรียญทอง ทุนพระเจ้าอยู่หัวได้ทุนปริญญาเอก เรียนวิชาสารพัดอย่างจากสถาบันที่มีชื่อเสียง รู้สึกว่าฟ้ามันเปิดทางปัญญา"

"เราเป็นนักเรียนแพทย์ก็ผ่านการทำศพทุกคนนะ แต่ไม่ได้เข้าเนื้อเข้าหนัง มันคิดไปทางความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น มันเข้าไม่ถึงธรรม

วิทยาศาสตร์เน้นที่ความแม่นยำเน้นที่การทำซ้ำและได้เหมือนเดิม การชั่ง ตวง วัด ต้องได้เหมือนเดิมทำให้เกิดการคิดแบบตายตัว

แต่ความจริงไม่ได้ตายตัว แต่ตอนหลังเขาก็ค้นพบแล้ววิทยาศาสตร์ใหม่ ตั้งแต่ไอน์สไตล์ ควอนตัม เป็นต้น ของทั้งหมดเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกันหมด"

"พอกลับมาทำงานที่ศิริราช ทำงานแล้วมีความทุกข์เยอะเลยแสดงว่าวิชาที่เรียนมาไม่ได้ช่วยอะไร เราก็ได้ช่วยคนไข้แต่ละวิชาก็มีประโยชน์ของมัน แต่คิดว่าเราเสียเวลาเยอะ โกรธเกลียดคนนั้นคนนี้ต่างๆนาน คิดว่าเราเสียเวลาไปกับอารมณ์ความรู้สึกไปมากจนคิดว่าไม่ได้การแล้ว ก็เริ่มสนใจพุทธศาสนาแต่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย"

"ทีนี้พอเริ่มจะสนใจศึกษาพุทธศาสนา อาจารย์หมออวย (ศ.เกียรติคุณ นพ.อวย เกตุสิงห์) ก็ให้หนังสือมาดู หนังสือก็เป็นเรื่อง ศีล สมาธิ ภาวนา อะไรอย่างนั้น ก็เริ่มอ่าน แล้วก็ไปที่วัดป่าบ้านตาด (จังหวัดอุดรธานี) ไปที่วัดป่าบ้านตาดก็ฝึกเจริญภาวนา เขาภาวนา พุทโธ ทางสายที่นั่น ทีนี้ไปอยู่ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 สัปดาห์

ครั้งแรกก็นอนอยู่ในศาลาที่วัดป่าบ้านตาด อีกครั้งหนึ่งไปอยู่ เขามีกระท่อมเล็กๆ สำหรับพวกปฏิบัติธรรมอยู่เฉพาะตัว แล้วก็เดินจงกรม แล้วก็ภาวนา ตอนหัวค่ำก็ฟังอาจารย์มหาบัว (พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน)) เทศน์…แล้วก็ไปเยี่ยมพระสายอาจารย์มั่น (พระครูวินัยธรมั่น ภูริทัตโต) ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ตามถ้ำต่างๆ ไปวัดถ้ำกลองเพล มีอาจารย์ขาว (พระขาว อนาลโย) อยู่ที่นั่น ไปวัดถ้ำขามมีอาจารย์ฝั้น (พระฝั้น อาจาโร) เราก็รู้เรื่องพวกพระสายอีสานอย่างที่ทราบกัน ท่านก็เป็นพระที่ปฏิบัติเข้มแข็ง และบางรูปคงเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน”


2. เชื่อมโยงกับพุทธทาสภิกขุ

อ. หมอประเวศ จะเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนาจากสายวัดป่าก่อน แต่ต่อมาได้ค้นพบ "จริต" ที่ตรงกันกับแนวทางของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

"พอมาศึกษาทางของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านอาจารย์พุทธทาสนี่จะเน้นไปทางเรื่องปัญญา เรื่องความเป็นเหตุเป็นผล เราเรียนมาทางวิทยาศาสตร์มาก มันก็จะถูกกับจริตมากกว่า ก็มาติดใจทางสายท่านอาจารย์พุทธทาส แล้วก็ของท่านพูดจาเป็นเหตุเป็นผล คล้องจองด้วยเหตุด้วยผลไปตลอดสาย"

"โดยเฉพาะท่านหยิบเรื่อง อิทัปปัจจยตาขึ้นมา อิทัปปัจจยตาท่านเอามาพูดเป็นเล่มใหญ่เลย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตรงนี้คือที่เรียกว่าทางสายกลาง อิทัปปัจจยตา กระแสของความเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องไปเรื่อย มันเป็นกระแสของความเป็นเหตุเป็นผล ของความเป็นเหตุปัจจัย มันจึงไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดลงท้ายที่เป็นส่วนสุด extreme ไม่มี

มันถึงไม่มีขั้วบวก ขั้วลบ ท่านจะพูดเรื่อย ไม่มีบวก ไม่มีลบ คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าเข้าใจตรงนี้มันก็จะเข้าใจอะไรทะลุปรุโปร่ง แล้วมันไม่แยกข้างแยกขั้ว ไม่แยกส่วน แต่คนจะเข้าใจน้อยมากตรงนี้ และผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ”

เพราะท่านพุทธทาสเน้นสอนเรื่อง "ปัญญา" และความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของอาจารย์หมอประเวศ โดยเฉพาะเรื่อง "อิทัปปัจจยตา" (กฎแห่งเหตุและปัจจัย) ที่ท่านมองว่าเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ทำให้เข้าใจความจริงของธรรมชาติ ว่าทุกสิ่งล้วนเกี่ยวเนื่องกัน ไม่แบ่งแยกขั้วบวกขั้วลบ นำไปสู่การมองโลกแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน ซึ่งเป็นรากฐานความคิดในการทำงานเพื่อสังคมของท่านตลอดมา


3. การก่อตั้งหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

จากสวนโมกข์ไชยา สู่ "มรดกธรรม" กลางเมืองหลวง ความผูกพันระหว่างอาจารย์หมอประเวศและท่านพุทธทาส เป็นดั่งศิษย์และอาจารย์ทางจิตวิญญาณ

บทเรียนครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในช่วงอาพาธสุดท้ายของท่านพุทธทาส (ปี 2536) ซึ่งอาจารย์หมอประเวศได้ถอดบทเรียนเรื่องการยื้อชีวิตที่ขัดกับวิถีธรรมชาติ มาขับเคลื่อนเรื่อง "สิทธิการตายดี" (Living Will) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ในสังคมไทย เพื่อให้มนุษย์ได้จากไปอย่างสงบและสมศักดิ์ศรี

เพื่อสืบสานปณิธานมิให้สูญหาย อาจารย์หมอประเวศ ได้รับบทบาทสำคัญเป็น ประธานกรรมการก่อตั้งมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ท่านเป็นกำลังหลักในการผลักดันให้เกิด "สวนโมกข์กรุงเทพ" ขึ้น เพื่อรวบรวมมรดกธรรมทั้งหมดของท่านพุทธทาสไว้ในที่เดียว


4. ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของอดีต แต่คือธรรมะที่เดินอยู่กับปัจจุบัน : หอจดหมายเหตุพุทธทาส “ที่มีชีวิต”

วิสัยทัศน์ของ ประธานมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ คือ หอจดหมายเหตุพุทธทาส ต้องไม่เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่า (Dead Museum) แต่ต้องเป็น "หอจดหมายเหตุที่มีชีวิต" ที่เข้าใจบริบทสังคมสมัยใหม่

“ผมได้รับอุปโลกน์เป็นประธานมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ บัญชา (นพ.บัญชา พงษ์พานิช) เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเขาก็ปรึกษา แล้วคุยกันว่าจะรวบรวมคำสอนของอาจารย์พุทธทาสทั้งหมด วัตถุอะไรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาทำเป็นหอจดหมายเหตุ วัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารธรรมะ…

ทีนี้การสื่อสารธรรมะ มันไม่ได้มีแต่ฝ่ายที่จะสื่อธรรมะ มันมีฝ่ายรับด้วย ทีนี้ฝ่ายรับก็อยู่กับสังคมที่มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ถ้าสามารถศึกษาติดตามสังคมว่าสังคมนี่สนใจอะไร แล้วเขาจะมีเครื่องรับต่อการสื่อสารนั้นอย่างไร ต้องสนใจด้านนั้นไปด้วย เพราะการสื่อสารนี่มันมีสองทาง มันไม่ได้มีแต่ฝ่ายที่จะสื่อไปข้างเดียวว่าเรามีวัตถุที่จะสื่อคือธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส มันมีฝ่ายรับ

ทีนี้ฝ่ายรับมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอนิจจังตามกาลเวลา เราก็ต้องสนใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปด้วย มันจะได้มีการสื่อสาร แล้วก็เทคโนโลยีการสื่อสารมันก็จะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาเรื่อย ก็จำเป็นต้องสนใจเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ ด้วย เพื่อเอามาใช้ให้มันสอดคล้องกับกาลสมัยที่เปลี่ยนไป”

ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ กล่าวต่อไปว่า

“เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องการคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าใจสังคมรุ่นใหม่ด้วย แล้วก็อีกด้านก็มาสนใจเรื่องธรรมะด้วย ตอนนี้ก็ต้องสร้างเรียกว่าคนรุ่นใหม่ไว้ อย่ามีแต่คนรุ่นเก่าอย่างผมนี่ (หัวเราะ) มันรุ่นโบราณ ต้องมีคนรุ่นใหม่ที่จะสานต่อ แล้วก็ต้องสนใจสังคมอย่างต่อเนื่อง สนใจเทคโนโลยี พร้อมๆ กับสนใจตัวธรรมะ จะได้ช่วยกันขับเคลื่อนไป

เพราะว่าโลกนี้ต้องการธรรมะ แต่ว่าต้องการธรรมะ ต้องการในรูปไหน อย่างไร อันนี้ต้องคิด ต้องศึกษา ต้องวิจัย ต้องค้นคว้า ไปด้วยตลอดเวลา มันอยู่นิ่งไม่ได้ ที่ต้องย้ำ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ จะได้มีชีวิต ไม่เป็นแบบ museum ที่เป็น Dead Museum เป็นหอจดหมายเหตุที่มีชีวิต


ตลอดระยะเวลากว่า 9 ทศวรรษแห่งการดำเนินชีวิต ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์นั้น ไร้พรมแดนกั้นขวางระหว่างวิชาชีพและการปฏิบัติธรรม ท่านได้วางรากฐานทั้งทางสุขภาพ การศึกษา และจิตวิญญาณ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สานต่อ

แม้กายสังขารจะแตกดับไปตามกฎแห่งธรรมชาติ แต่คุณงามความดีและมรดกทางปัญญาที่ท่านฝากไว้ จะยังคงเป็นแสงสว่างนำทางสังคมไทยสืบไป สมดังหลักคิดของพุทธทาสภิกขุ อาจารย์ทางจิตวิญญาณของท่านได้กล่าวไว้ และท่านได้ปฏิบัติบูชาจวบจนลมหายใจสุดท้ายว่า...

"อยู่เย็น เป็นประโยชน์"

อ่านเพิ่มเติม

พุทธทาสภิกขุในความทรงจำของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี
https://main.bia.or.th/500020-2/

ความเป็นมาของการก่อตั้ง หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือ สวนโมกข์กรุงเทพ
https://main.bia.or.th/100010/

การเปิด“หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ” อย่างเป็นทางการ
https://main.bia.or.th/100030/

09/01/2026
05/01/2026

หากใครทันฟังเพลงในยุคแฟตเรดิโอ (Fat Radio) คงจำชื่อ ป๊อก Stylish Nonsense หรือป๊อก-วรรณฤต พงศ์ประยูร ได้ขึ้นใจ เพราะด้วยแนวเพลงแปลกหู กับสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร จึงกลายเป็นที่จดจำของเหล่าแฟนเพลง แม้ห่างหายจากหน้าสื่อไปบ้าง แต่เชื่อว่า เพลงของ Stylish Nonsense ไม่เคยถูกลบออกจากเพลย์ลิสต์ของใครหลายคน
วันนี้ป๊อกเพิ่มบทบาทใหม่ในชีวิตที่มากกว่าการเป็นนักดนตรี คือการเปิดไลฟ์เฮาส์ (Live House) ชื่อว่า Noise House ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ เฟิร์น-อทิตยาภรณ์ หมื่นน้อย และอาร์ต-ธีรวัชร์ อุกฤษณ์ เป็นกิจการเล็กๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีเข้ามาทำการแสดงที่นี่
ในช่วงเวลาหลังที่เพิ่งกลับมาจากทัวร์เล่นดนตรีที่ยุโรป The Momentum มีโอกาสได้พูดคุยกับเขา ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจทำไลฟ์เฮาส์เล็กๆ ที่ทาวน์เฮาส์ในซอยลาดพร้าว 101 ท่ามกลางสถานการณ์ของวงดนตรีอินดี้ในยุคปัจจุบัน รวมถึงอัปเดตชีวิตและประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาจากการเดินทาง ตระเวนเล่นดนตรีหลายเมืองในยุโรป
หลายคนอาจเคยฟังอัลบั้มของป๊อกในฐานะศิลปินเดี่ยวชื่อว่า My Post Life ที่มีเพลงอย่างเลิกปฏิวัติ, ฉันหวังจะกลับไปเป็นโลกใบนี้ และขอเหลือแต่ตัวเปล่า จะเห็นว่าบุคลิกและทัศนคติของป๊อกในสมัยนั้นห่างไกลจากคำว่านักธุรกิจโดยสิ้นเชิง กระทั่งวันนี้ เขาสารภาพว่า ความจริงแล้วไม่เคยคิดจะมีกิจการอะไรเป็นของตนเองเลย
อ่านบทความ บทสนทนากับ ป๊อก Stylish Nonsense ถึงกิจการ ‘Noise House’ ไลฟ์เฮาส์ที่หวังสร้างซีนดนตรีใหม่ในลาดพร้าว ได้ทาง https://themomentum.co/thechair-noisehouse-latphrao-bkk
เรื่อง: ณัชชา วิเชียร
ภาพ: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์, โจนาธาน สุดขาว
#ป๊อกStylishNonsense #วรรณฤตพงศ์ประยูร #ไลฟ์เฮาส์

03/01/2026

จิตรกรรมฝาผนังไทยได้ไปต่อในปี 2026 จากกระแสซีรีส์ฟอร์มยักษ์ The White Lotus ซีซั่น 3 ในปี 2025 ที่ทำให้ผู้คนออกตามหาภาพจิตรกรรมฝาผนังลายเส้นไทยที่ถูกใช้เป็นภาพเปิด Opening Credits Theme Song ของซีรีส์ ส่งต่อให้จิตรกรรมฝาผนังไทยในวัดอื่นๆ ได้รับความสนใจมากขึ้นไปด้วย
ดังนั้นเปิดปีใหม่ใครที่กำลังมองหาพิกัดไหว้พระ ทำบุญ เติมพลังใจรับต้นปี Sarakadee Lite ขอแจกพิกัด 30 วัดทั่วไทยที่โดดเด่นด้วยงานจิตรกรรมฝาผนัง มีให้เลือกชมทั้งผลงานช่างหลวง ช่างชาวบ้าน ซึ่งล้วนสอดแทรกวิถีชีวิต เรื่องเล่า ตำนานของในแต่ละท้องถิ่นไปจนถึงศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน เก่าแก่สุดตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายไล่มาถึงงานศิลปะโมเดิร์น
ส่วนใครมีจิตรกรรมฝาผนังวัดไหนสวยอยากป้ายยานอกเหนือจากลิสต์นี้ อย่าลืมแชร์ในคอมเมนต์ให้ได้ตามรอยกันด้วยนะ
ลิสต์ 30 วัดจิตรกรรมฝาผนังสวย https://bit.ly/4shLAwF

25/12/2025

ฮานน่าห์ อาเรนท์ (Hannah Arendt) คงเป็นชื่อคุ้นหูสำหรับผู้ที่สนใจปรัชญาและผู้ศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) โดยนาซี หลายคนรู้จักเธอผ่านแนวคิด 'banality of evil' ที่เสนอว่าความชั่วร้ายอาจเกิดจาก ‘คนธรรมดา’ ที่ไม่รู้สึกรู้สาต่อสิ่งที่ตนกระทำ ภายใต้กฎเกณฑ์และระบบราชการที่เอื้อให้ผู้คนตกอยู่ในสภาวะไร้คิด
แต่โลกความคิดของนักปรัชญาหญิงผู้นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอธิบายความชั่วร้าย หากยังขยายไปถึงคำถามเรื่อง อำนาจ ภาวะไร้รัฐ สิทธิมนุษยชน และความเปราะบางของมนุษย์ในโลกศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอตกผลึกจากประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน
โลกเคลื่อนมาจากจุดที่อาเรนท์มีชีวิตอยู่ แต่มรดกความคิดที่เธอฝากไว้ยังคงสนทนากับเราในฐานะมนุษย์ที่เผชิญกับประสบการณ์ร่วมสมัย ในวาระที่ปีนี้ครบรอบ 50 ปีการจากไปของอาเรนท์ วันโอวันชวนสำรวจมรดกทางความคิดที่เธอฝากไว้กับโลก ผ่านบทสนทนากับ ผศ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/kasem-phenpinant-interview-on-hannah-arendt
“อาเรนท์เคยกล่าวว่ารักแรกของเธอคือ ‘ปรัชญา’ เธอเริ่มอ่านงานปรัชญาตั้งแต่อายุราว 15 ปี โดยงานของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นแรกๆ ที่อาเรนท์ได้อ่าน และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอสนใจปรัชญาอย่างจริงจังและมุ่งสู่เส้นทางนี้ โดยตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมาร์ลบวร์ก ประเทศเยอรมนี”
“ภาพจำฮานน่าห์ อาเรนท์ในสายตาสาธารณชนมักวนเวียนอยู่กับสองเรื่อง เรื่องแรกคือกรณีการขึ้นศาลของอดอล์ฟ ไอช์มานน์ (Adolf Eichmann) ที่เชื่อมโยงกับแนวคิด banality of evil ซึ่งทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง
อีกเรื่องคือความสัมพันธ์เชิงรักใคร่ระหว่างอาเรนท์กับไฮเด็กเกอร์ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาววัยราวยี่สิบกับอาจารย์ปรัชญา ซึ่งต่อมากลายเป็นที่กล่าวขานในแวดวงปรัชญาร่วมสมัยจนถูกขนานนามว่าเป็น ‘love affairs of the century’”
“ประเด็นต่างๆ ในหนังสือ The Origins of Totalitarianism ของอาเรนท์เริ่มจากประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ผจญชะตากรรมในสถานการณ์การเมืองผันผวนช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งไม่ใช่แค่อาเรนท์คนเดียว แต่คนจำนวนมากก็ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน อาเรนท์จึงไม่ได้มองมันเป็นแค่เหตุการณ์ แต่พยายามทำความเข้าใจด้วยมุมมองทางปรัชญา”
“เราจะเห็นว่าอำนาจนิยมสมัยใหม่ในประเทศโลกที่สามจำนวนมาก มีต้นกำเนิดมาจากประชาธิปไตย ผมไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยเลว หรือเป็นต้นเหตุของอำนาจนิยม แต่เมื่อชนชั้นนำหรือผู้นำทางการเมืองเริ่มบิดเบือนหรือทำลายหลักการประชาธิปไตย มันสามารถนำไปสู่อำนาจนิยมได้ทันที และเป็นอำนาจนิยมที่อ้างความชอบธรรมในนามของตัวแทนประชาชน หรือสมาชิกของสังคม หรือของรัฐ”
“ความเข้าใจผิดประการหนึ่งเกี่ยวกับคนไร้รัฐในแวดวงสิทธิมนุษชนทุกวันนี้ คือการมองว่าคนไร้รัฐจำกัดเฉพาะคนไม่มีสัญชาติ ทั้งที่ในกรอบคิดของอาเรนท์ สภาวะไร้รัฐมีความหมายกว้าง หมายถึงการที่บุคคลสูญเสียการคุ้มครองจากรัฐ รัฐไม่สามารถคุ้มครองชีวิต ความปลอดภัย ทรัพย์สิน และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตของพวกเขาได้”
เรื่อง: เพ็ญพิชชา มุ่งงาม และ ณัชชา สินคีรี
ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ
[Goethe-Institut Thailand x 101]

ที่อยู่

29/2 หมู่ 4 ถนนทุ่งมังกร 14-16
Taling Chan
10170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Phassarawin Kulsomboonผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Phassarawin Kulsomboon:

แชร์