25/02/2026
นอร์ทลอนดอน ดาร์บี้ ความเกลียดชังระหว่าง สเปอร์ส กับ อาร์เซน่อล
ความบาดหมางระหว่า อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คือความบาดหมางที่สั่งสมมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ
ความเป็นอริเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1913 เมื่ออาร์เซน่อลตัดสินใจย้ายสนามเหย้าจากย่านวูลวิชทางตอนใต้ของแม่น้ำเทมส์ เข้าสู่ย่านไฮบิวรี่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ท็อตแน่มถือว่าเป็นเขตอิทธิพลของตน เป็นการรุกล้ำอาณาเขตที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่แฟนบอลไก่เดือยทอง
สโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1882 โดยกลุ่มเด็กนักเรียนชายจากโรงเรียนมัธยมแกรมมาร์สคูล ซึ่งเป็นสมาชิกของชมรมคริกเก็ตท้องถิ่นที่ต้องการทำกิจกรรมกีฬาในช่วงฤดูหนาว
ในช่วงแรกสโมสรใช้ชื่อว่า ฮ็อทสเปอร์ เอฟซี ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เพื่อป้องกันความสับสนกับสโมสรอื่นที่มีชื่อคล้ายคลึงกัน
ความสำเร็จในช่วงแรกของท็อตแน่มนั้นโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะการคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1901 ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะทีมแรกและทีมเดียวที่อยู่นอกลีกอาชีพ ที่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติมาครองได้
ส่วนสโมสรอาร์เซน่อลก่อตั้งขึ้นในปี 1886 โดยกลุ่มคนงานในโรงงานสรรพาวุธรอยัลอาร์เซน่อล ในย่านวูลวิช ชื่อเริ่มแรกของสโมสรคือ ไดอัล สแควร์ ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงนาฬิกาแดดเหนือทางเข้าโรงงานผลิตอาวุธ
สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น รอยัลอาร์เซนอล และต่อมาเป็น วูลวิช อาร์เซนอล เมื่อก้าวเข้าสู่ระบบอาชีพ
อาร์เซน่อลเข้าสู่ระบบฟุตบอลลีกในปี 1893 และเป็นสโมสรแรกจากทางตอนใต้ของอังกฤษที่เข้าร่วมลีก ซึ่งในขณะนั้นศูนย์กลางของฟุตบอลอาชีพยังคงกระจุกตัวอยู่ทางตอนเหนือและมิดแลนด์
การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างสองสโมสรเกิดขึ้นในรูปแบบเกมกระชับมิตรเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1887 ซึ่งในขณะนั้นอาร์เซน่อลยังตั้งอยู่ในย่านพลัมสเตด
การแข่งขันนัดดังกล่าวต้องถูกยกเลิกก่อนเวลาเพียง 15 นาทีเนื่องจากแสงสว่างไม่เพียงพอ โดยที่ท็อตแน่มเป็นฝ่ายนำอยู่ 2-1
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 1888 ทั้งสองทีมได้พบกันอีกครั้งและอาร์เซน่อลเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย 6-2
ในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรยังไม่ถือว่าเป็นคู่อริที่รุนแรง เนื่องจากที่ตั้งของทั้งสองทีมอยู่ห่างกันมากกว่า 12 ไมล์และแยกกันอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำเทมส์
จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความบาดหมางเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของสโมสรวูลวิช อาร์เซน่อล ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
แม้ทีมจะสามารถเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้ในปี 1904 แต่ทำเลที่ตั้งสนามแมนเนอร์กราวด์ ในย่านวูลวิชกลับสร้างปัญหาอย่างหนัก
พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ชายขอบของลอนดอนที่มีประชากรเบาบางและการคมนาคมไม่สะดวก ส่งผลให้จำนวนผู้ชมและรายได้จากการขายบัตรลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
สโมสรตกอยู่ในสภาวะเกือบล้มละลายในปี 1910 ก่อนจะถูกซื้อกิจการโดยกลุ่มนักธุรกิจที่นำโดย เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ประธานสโมสรฟูแล่มในขณะนั้น
เฮนรี่ นอร์ริส เล็งเห็นว่าหากอาร์เซน่อลยังคงตั้งอยู่ที่วูลวิช สโมสรจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในระยะยาว
ในตอนแรกเขาพยายามจะควบรวมสโมสรอาร์เซน่อลเข้ากับฟูแล่มเพื่อสร้างสโมสรยักษ์ใหญ่ทีมเดียวในลอนดอนตะวันตก แต่แผนการนี้ถูกฟุตบอลลีกสั่งระงับ
นอร์ริสจึงเริ่มมองหาทำเลใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงกว่าเดิม จนกระทั่งเขาเลือกพื้นที่บริเวณสนามแข่งขันของวิทยาลัยเซนต์จอห์นในย่านไฮบิวรี่ ลอนดอนเหนือ
การเลือกไฮบิวรี่เป็นทำเลใหม่เป็นการคำนวณทางธุรกิจที่แม่นยำ เนื่องจากไฮบิวรี่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน กิลเลสพี โรด ซึ่งจะทำให้แฟนบอลจากทั่วลอนดอนสามารถเข้าถึงสนามได้โดยง่าย
นอร์ริสยอมทุ่มเงินมหาศาลกว่า 125,000 ปอนด์ (ซึ่งเทียบเท่ากับกว่า 15 ล้านปอนด์ในมูลค่าปัจจุบัน) เพื่อสร้างสนามกีฬาไฮบิวรี่ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง อาร์ชิบัลด์ ลีตช์
การย้ายที่ตั้งของอาร์เซน่อลครั้งนี้สร้างความโกรธแค้นอย่างรุนแรงให้แก่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งมีสนามไวท์ ฮาร์ท เลน ตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 4 ไมล์
สเปอร์สมองว่าไฮบิวรี่คืออาณาเขตของพวกเขา และการที่อาร์เซน่อลย้ายเข้ามาคือการจงใจแย่งชิงฐานแฟนบอลและทรัพยากรในพื้นที่
สเปอร์สพยายามยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการจัดการแข่งขัน โดยร่วมมือกับสโมสรแคลปตัน โอเรียนท์ แต่คำร้องขอของพวกเขาถูกปัดตกโดยคณะกรรมการบริหารลีก
อาร์เซน่อลลงเล่นนัดแรกที่ไฮบิวรี่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 1913 โดยเอาชนะเลสเตอร์ ฟอสส์ ไปได้ 2-1 ท่ามกลางผู้ชมกว่า 20,000 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ชมเฉลี่ยที่วูลวิชถึงสองเท่า
ชาวลอนดอนเหนือโดยกำเนิดอย่างแฟนบอลสเปอร์ส มองว่าอาร์เซน่อลคือผู้รุกรานจากทางใต้ และมักจะเรียกชื่อสโมสรว่า วูลวิช อาร์เซน่อล เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าสโมสรนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับลอนดอนเหนืออย่างแท้จริง
หากการย้ายสนามในปี 1913 คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1919 ก็คือการยกระดับความเกลียดชังขึ้นไปอีกขั้น
หลังจากฟุตบอลลีกต้องหยุดชะงักไปสี่ปีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี 1918 ฟุตบอลลีกอังกฤษได้จัดการประชุมเพื่อวางแผนการกลับมาแข่งขันใหม่ โดยมีมติให้ขยายจำนวนทีมในดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2 จาก 20 ทีมเป็น 22 ทีม
ในฤดูกาล 1914-15 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายก่อนสงคราม เชลซีจบอันดับที่ 19 และท็อตแน่มจบอันดับที่ 20 ในดิวิชั่น 1 ซึ่งตามกฎปกติทั้งสองทีมจะต้องตกชั้นลงสู่ดิวิชั่น 2
แต่เชลซีได้รับสิทธิ์ให้อยู่ในดิวิชั่น 1 ต่อไปเนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่ามีการล็อกผลการแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ในนัดที่ส่งผลเสียต่อเชลซี
เมื่อเป็นเช่นนี้โควต้าของดิวิชั่น 1 ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตำแหน่ง(จากการเพิ่มทีมเป็น 22ทีม) ผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์นั้นควรจะเป็นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในฐานะทีมที่จบอันดับ 20 ของดิวิชั่น 1 หรือบาร์นสลีย์ ที่จบอันดับที่ 3 ของดิวิชั่น 2
แต่อาร์เซน่อลซึ่งจบเพียงอันดับที่ 5 ในดิวิชั่น 2 กลับยื่นขอรับสิทธิ์เลื่อนชั้นด้วย มีข้อกล่าวหาว่า เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ใช้อิทธิพลและการเจรจาหลังฉากเพื่อโน้มน้าวสมาชิกฟุตบอลลีกในการลงมติปี 1919
โดยมีการกล่าวอ้างว่า จอห์น แม็คเคนน่า ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญในฟุตบอลลีก ได้กล่าวสนับสนุนอาร์เซน่อลในที่ประชุม แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชี้ขาดเรื่องการติดสินบนหรือการทุจริตโดยตรง ทำให้ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
โดยอ้างเหตุผลว่าอาร์เซน่อลคือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์รับใช้ฟุตบอลลีกยาวนานกว่า (อาร์เซน่อลเข้าร่วมลีกปี 1893 ส่วนสเปอร์สเข้าร่วมปี 1908)
ผลการลงคะแนนออกมาอย่างน่าตกใจสำหรับผู้สังเกตการณ์ในขณะนั้น อาร์เซน่อลชนะการลงคะแนนอย่างขาดลอยและได้รับการเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ทันที โดยที่ท็อตแน่มต้องตกชั้นลงไปสู่ดิวิชั่น 2 อย่างไม่เป็นธรรมในสายตาของพวกเขา
เหตุการณ์นี้ได้สร้างข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการติดสินบนที่ติดตาม เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ไปตลอดกาล แม้ฝ่ายสนับสนุนอาร์เซน่อลจะพยายามโต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานการติดสินบนที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ชัยชนะบนหน้ากระดาษของอาร์เซน่อลได้กลายเป็นตราบาปที่แฟนบอลสเปอร์สใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าอาร์เซน่อลคือทีมที่ซื้อทางลัดสู่ความสำเร็จ
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์ฟุตบอล ยังมีเรื่องเขตการปกครองที่ถูกนำมาใช้โต้เถียงระหว่างแฟนบอลทั้งสองทีม
ข้อเท็จจริงที่ว่า ท็อตแน่มไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขตกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี 1965 ก่อนหน้านั้น ท็อตแน่มตั้งอยู่ในมณฑลมิดเดิลเซ็กซ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกเมืองหลวง ในขณะที่ไฮบิวรี่และอิสลิงตัน (ที่ตั้งของอาร์เซน่อล) ถูกนับรวมเป็นเขตลอนดอนชั้นในมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19
ภายใต้พระราชบัญญัติรัฐบาลลอนดอนปี 1963 พื้นที่ท็อตแน่มจึงได้ถูกผนวกเข้ากับเขตลอนดอนเหนืออย่างเป็นทางการพร้อมกับมณฑลมิดเดิลเซ็กซ์ที่ถูกยุบรวมเข้าเป็น เกรเทอร์ ลอนดอน
แฟนบอลอาร์เซน่อลมักใช้จุดนี้ในการเยาะเย้ยว่าอาร์เซน่อลคือ สโมสรลอนดอนเหนือที่แท้จริงทีมแรก และสเปอร์สเป็นเพียงทีมจากนอกเมืองที่เพิ่งถูกนับรวมเข้ามา
ในขณะที่แฟนบอลสเปอร์สโต้แย้งว่า แม้ชื่อเรียกเขตปกครองจะเปลี่ยนไป แต่สโมสรของพวกเขาตั้งอยู่ที่เดิมในพิกัดลอนดอนเหนือมาตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้ง ในขณะที่อาร์เซน่อลต่างหากที่เป็นผู้พลัดถิ่นมาจากแดนใต้
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของนอร์ท ลอนดอน ดาร์บี้ มีนักเตะที่ย้ายข้ามพรมแดนขั้วจากสโมสรหนึ่งไปสู่อีกสโมสรหนึ่ง นักเตะเหล่านั้นจะถูกมองว่าคือคนทรยศจากแฟนบอล
แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้รับข้อยกเว้น แพท เจนนิ่งส์ ตำนานผู้เป็นที่รักของทั้งสองฝั่ง ผู้รักษาประตูชาวไอริช เขารับใช้ท็อตแน่มอย่างซื่อสัตย์นานถึง 13 ปี (1964-1977) ลงสนามไปเกือบ 600 นัดและคว้าแชมป์หลายรายการ
ในปี 1977 บอร์ดบริหารของสเปอร์สกระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการประเมินว่าเจนนิ่งส์ในวัย 32 ปีเข้าสู่ช่วงขาลงและตัดสินใจขายเขาให้แก่อาร์เซน่อลในราคาเพียง 45,000 ปอนด์
ทว่าเจนนิ่งส์กลับไปสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องที่ไฮบิวรี่นานถึง 8 ปี ลงเล่นไปอีกกว่า 300 นัดและพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ 3 ปีซ้อน ความเคารพที่แฟนบอลมีต่อเขานั้นสูงมาก จนเขาสามารถเดินเข้าออกทั้งสนามไวท์ ฮาร์ท เลน และไฮบิวรี่ (รวมถึงเอมิเรตส์ในปัจจุบัน) ได้อย่างสง่างาม
เจนนิ่งส์ยังได้รับเกียรติให้เป็นนักเตะคนแรกในอังกฤษที่ลงสนามครบ 1,000 นัดในอาชีพค้าแข้ง และปิดฉากอาชีพด้วยการกลับมาฝึกซ้อมที่สเปอร์สเพื่อเตรียมตัวไปฟุตบอลโลก 1986
เทอร์รี่ นีลล์ เป็นทั้งกัปตันทีมและผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล แต่ในระหว่างนั้นเขาได้ไปคุมทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นเวลา 2 ฤดูกาล (1974-1976) นีลล์ย้ายจากสเปอร์สกลับมาอาร์เซน่อลทันทีหลังจากที่ เบอร์ตี้ มี ลาออก และกลายเป็นกุนซืออาร์เซน่อลที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้นด้วยวัยเพียง 34 ปี
การย้ายของนีลล์ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงสำหรับอาร์เซน่อล เขาคือผู้ที่ดึงตัวแพท เจนนิ่งส์ และ มัลคอล์ม แมคโดนัลด์ มาร่วมทีม และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1979
แต่แฟนบอลสเปอร์สบางส่วนยังคงมองว่าเขาคือสายลับของอาร์เซน่อลที่แฝงตัวเข้าไปในสโมสรของพวกเขา แม้เขาจะพาสเปอร์สจบอันดับที่ 9 ในฤดูกาลสุดท้ายที่คุมทีมก็ตาม
เหตุการณ์ที่ถือว่าสั่นสะเทือนนอร์ท ลอนดอน มากที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกคือการย้ายทีมของ โซล แคมป์เบลล์ ในช่วงหน้าร้อนปี 2001 แคมป์เบลล์คือกัปตันทีมของสเปอร์ส แต่เขากลับตัดสินใจย้ายไปอาร์เซน่อลแบบไม่มีค่าตัวหลังจากหมดสัญญา
การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการหักหลังอย่างรุนแรงที่สุด เนื่องจากเขาเคยยืนยันว่าจะไม่มีวันเล่นให้อาร์เซน่อล
เมื่อเขากลับมาเยือนไวท์ ฮาร์ท เลน ในเสื้ออาร์เซน่อล แฟนบอลสเปอร์สตะโกนด่าทอเขาว่า จูดาส
แต่ในแง่ของความสำเร็จการตัดสินใจของเขานั้นถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์แบบไร้พ่ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาร์เซน่อล
สำหรับอาร์เซน่อล การคว้าแชมป์ลีกที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ถึงสองครั้ง (ในปี 1971 และ 2004) คือจุดสูงสุดของความสะใจที่มีต่ออริร่วมเมือง
ในปี 1971 อาร์เซน่อลต้องการเพียงผลเสมอในนัดสุดท้ายที่ไวท์ ฮาร์ท เลน เพื่อคว้าแชมป์ลีกเหนือลีดส์ ยูไนเต็ด เรย์ เคนเนดี้ ทำประตูชัยในช่วงท้ายเกมท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน
ส่งผลให้อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกที่บ้านสเปอร์สและต่อมาสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้เป็นดับเบิ้ลแชมป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเกิดขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2004 เมื่ออาร์เซน่อลชุดไร้พ่ายบุกไปเสมอสเปอร์ส 2-2 ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน อีกครั้ง
เธียร์รี่ อองรี เล่าในภายหลังว่า เดิมทีนักเตะได้รับคำสั่งจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยว่าห้ามฉลองเพื่อป้องกันการจลาจล แต่หลังจากที่ ร็อบบี้ คีน กองหน้าสเปอร์สฉลองประตูตีเสมอ 2-2 ราวกับว่าพวกเขาเป็นฝ่ายชนะ อองรีและพรรคพวกจึงตัดสินใจฉลองแชมป์อย่างเต็มที่บนผืนหญ้าของคู่ปรับเพื่อเป็นการตอบโต้
ในทางกลับกัน ท็อตแน่มก็มีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ ปี 1991 ที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมในรอบรองชนะเลิศของถ้วยใบนี้
พอล แกสคอยน์ ยิงฟรีคิกที่สวยงามที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์เอฟเอคัพ ด้วยการยิงไกลกว่า 30 หลาผ่านมือ เดวิด ซีแมน เข้าไป สเปอร์สชนะอาร์เซน่อล 3-1 และก้าวไปคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้สำเร็จ
เหตุการณ์ที่อื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเกิดขึ้นในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2005-06 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องการเพียงแค่ผลการแข่งขันที่เท่ากับหรือดีกว่าอาร์เซน่อลในเกมนัดสุดท้ายเพื่อคว้าอันดับ 4 และไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรก
ทว่าในคืนก่อนวันแข่งขัน นักเตะสเปอร์สกว่า 10 คนที่พักอยู่ที่โรงแรมแมริออท คานารี่ วอร์ฟ เกิดอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรงพร้อมกัน
นักเตะตัวหลักอย่าง ร็อบบี้ คีน, เอ็ดการ์ ดาวิดส์ และ ไมเคิล คาร์ริค ต่างอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมลงสนาม มาร์ติน โยล ผู้จัดการทีมในขณะนั้นพยายามขอเลื่อนการแข่งขันออกไป แต่ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายจัดการแข่งขัน
สุดท้ายสเปอร์สที่สภาพร่างกายย่ำแย่บุกไปแพ้เวสต์แฮม 1-2 ในขณะที่อาร์เซน่อลเอาชนะวีกแกน 4-2 และปาดหน้าคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกไปครอง
ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าเชฟของโรงแรมเป็นแฟนบอลอาร์เซน่อลได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง แม้ภายหลังการสืบสวนจะพบว่าเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ใช่มาจากอาหาร แต่ความเชื่อนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่แฟนบอลอาร์เซน่อลนำมาล้อเลียน
ฤดูกาล 2025-26 อาร์เซน่อลสามารถเอาชนะสเปอร์สได้แบบ ไป-กลับด้วยสกอร์ถล่มทลาย 4-1 ทั้งสองนัด เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1987-88 และ 1988-89 ที่อาร์เซน่อลสามารถชนะสเปอร์สแบบไป-กลับได้ติดต่อกันสองฤดูกาล
และยังเป็นการตอกย้ำช่องว่างระหว่างสองสโมสรในปัจจุบัน โดยอาร์เซน่อลมีลุ้นแชมป์ลีกอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นจ่าฝูงมีคะแนน 61 แต้ม ขณะที่ท็อตแน่มจมอยู่อันดับ 16 ของตารางและกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้น
การพ่ายแพ้ต่อคู่รักคู่แค้นในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้แก่ความสัมพันธ์ของสองสโมสรในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี
ความเกลียดชังที่สเปอร์สมีต่ออาร์เซน่อลนั้นมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่าถูกรุกล้ำและถูกเอารัดเอาเปรียบผ่านเครื่องมิอทางการเมืองในปี 1913 และ 1919 ในขณะที่อาร์เซน่อลมองว่าความเหนือกว่าของพวกเขาคือผลจากความทะเยอทะยาน และการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาดเหนือคู่แข่ง