BRAND VERSE BRAND VERSE
Brand Community สื่อกลางรวมเทรนด์ กลยุทธ์ ข่าวสาร และแรงบันดาลใจในธุรกิจการตลาด

โฮมโปร ยกระดับประสบการณ์เรื่องบ้านเปิดตัว ‘HOMECARD PRESTIGE’ สิทธิพิเศษเพื่อคนรักบ้านพร้อมมอบเอกสิทธิ์ที่ ‘ใช่’ เพื่อชี...
01/07/2025

โฮมโปร ยกระดับประสบการณ์เรื่องบ้าน
เปิดตัว ‘HOMECARD PRESTIGE’ สิทธิพิเศษเพื่อคนรักบ้าน
พร้อมมอบเอกสิทธิ์ที่ ‘ใช่’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในทุกไลฟ์สไตล์

โฮมโปร เปิดตัว ‘HOMECARD PRESTIGE’ “สิทธิพิเศษเพื่อคนรักบ้าน” ต่อยอดความพิเศษจากการเป็นสมาชิกโฮมการ์ด มอบเอกสิทธิ์เหนือระดับที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าและบริการ พร้อมสิทธิ์แลกรับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ มาพร้อมแนวคิด “Good Benefit, Better Personalization, Best Life Journey” ที่มุ่งเน้นการมอบสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจ ไม่ว่าจะเป็นบริการดูแลบ้านจากช่างผู้เชี่ยวชาญ การจัดส่งและติดตั้งสินค้ารวดเร็วแบบ Same-Day Delivery และสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำทั่วประเทศ ครอบคลุมร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม สถานบันเทิง และอีกมากมาย เหมาะกับ Lifestyle ทุกกลุ่มเป้าหมาย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก “We Make a Better Living”

คุณวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" กล่าวว่า โฮมการ์ดไม่ใช่แค่บัตรสมาชิก แต่เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างความต้องการของลูกค้าและความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของคนรักบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม High Spending ที่มองหาความคุ้มค่า ประสบการณ์ที่เหนือระดับ และความสะดวกสบายแบบไร้รอยต่อในทุกมิติของการใช้ชีวิต โฮมโปรจึงได้มุ่งพัฒนา ‘HOMECARD PRESTIGE’ ให้เป็นตัวแทนของมิตรภาพระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ที่ช่วยเติมเต็มการอยู่อาศัยในทุกมิติ ทั้งเรื่องสินค้า บริการ รวมถึงไลฟ์สไตล์อย่างมีคุณภาพ ด้วยสิทธิพิเศษที่ออกแบบอย่างตั้งใจ และต่อเนื่อง จากเสียงของลูกค้าทั่วประเทศ

“การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับสิทธิพิเศษ แต่คือการวางมาตรฐานใหม่ในการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจจากใจจริง เพราะเราโฮมโปรเชื่อมั่นว่า ‘บ้าน’ คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี และ HOMECARD PRESTIGE คือสัญลักษณ์ของความใส่ใจในทุกรายละเอียด และตัวเลือกที่ใช่ เพื่อมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับลูกค้าทุกคนอย่างแท้จริง”

HOMECARD PRESTIGE ยกระดับประสบการณ์เรื่องบ้านให้เหนือระดับ ด้วยเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับสมาชิก โดยปรับเกณฑ์ยอดซื้อรายปีจาก 600,000 บาท เหลือเพียง 250,000 บาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงความพิเศษระดับพรีเมียมได้ง่ายยิ่งขึ้น HOMECARD PRESTIGE จึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น พร้อมมอบเพิ่มสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เคยมีมาก่อนได้อย่างต่อเนื่อง เช่น

• บริการจัดส่งสินค้าฟรี! และติดตั้งภายในวัน (Same-Day Delivery) แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง !!
• คูปองส่วนลดวันเกิดสูงสุดถึง 50%
• แลกคะแนนโฮมการ์ด 500 คะแนน รับส่วนลดสูงสุดถึง 100 บาท !!

• สิทธิ์บริการเรื่องบ้านจากช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) เช่น ส่วนลดบริการล้างทำความสะอาด 5%/ครั้ง, บริการตรวจเช็คระบบไฟฟ้า-น้ำประปาภายในบ้าน, บริการล้างเครื่องปรับอากาศ, บริการแม่บ้านทำความสะอาด, ช่างฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง, ออกแบบห้องน้ำ ห้องครัว ปูกระเบื้องแบบ 3 มิติ
• และอื่น ๆ อีกมากมาย

โดยทุกการใช้จ่ายที่โฮมโปร เมกาโฮม และโฮมโปรออนไลน์ ครบทุก 30 บาท จะได้รับคะแนนสะสม 1 คะแนน ซึ่งสามารถนำไปแลกรับส่วนลดซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษร่วมกับพาร์ตเนอร์แบรนด์และสถาบันการเงินชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร Fine Dining, โรงแรมระดับ 5 ดาว, คาเฟ่แบรนด์ดัง, เครื่องดื่ม, ความบันเทิง และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสิทธิพิเศษต่าง ๆ ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวใหญ่ที่ต้องการบริการที่ดูแลครบวงจร หรือผู้อยู่อาศัยคอนโดที่เน้นความคล่องตัว รวดเร็ว

ต้อนรับการเปิดตัว HOMECARD PRESTIGE ด้วยไฮไลต์แคมเปญ “HomeCard Month” ที่เตรียมมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้สมาชิก แจกสนั่นกว่า 10 ล้านพอยท์* เพียงช้อปตั้งแต่บาทแรกที่ โฮมโปร, เมกาโฮม ทุกสาขา, ช่องทางออนไลน์ หรือใช้บริการช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) รับเลยทันที คะแนนสะสมโฮมการ์ด x10 เท่า (สูงสุด 1,000 คะแนน /หมายเลขสมาชิก จำกัด 10,000 สิทธิ์ตลอดรายการ) ระหว่างวันที่ 1–20 กรกฎาคม 2568 นี้ โดยสามารถลงทะเบียนร่วมแคมเปญ ผ่านแอปพลิเคชัน HomeCard เท่านั้น

“HOMECARD PRESTIGE คืออีกก้าวสำคัญโฮมโปร ในการส่งมอบประสบการณ์ชีวิตที่ดีขึ้นไปอีกขั้น ตามแนวคิด ‘We Make A Better Living’ เราเชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียดการอยู่อาศัย คือจุดเริ่มต้นคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง และโฮมโปรจะเดินหน้าต่อยอดให้โฮมการ์ดเป็นเพื่อนที่รู้ใจคนรักบ้าน เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตต่อเนื่อง” คุณวีรพันธ์ กล่าว

#สิทธิพิเศษที่รู้ใจคนรักบ้าน #โฮมการ์ด #โฮมโปร ื่อชีวิตที่ดีกว่า

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมอง...
12/06/2025

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังบวกอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “Life’s Good” ผ่านการเปิดตัว ‘โครงการ LG Running Crew’ กิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการทำงานเท่านั้น แต่ยังใส่ใจในการดูแลตัวเองทั้งกายและใจ

โครงการ LG Running Crew เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development: HRD) ของแอลจี ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานอย่างรอบด้าน โดยสอดคล้องกับแนวคิด A.C.E. ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในการทำงานที่องค์กรยึดถือ ได้แก่ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน (Aim for Clarity) การลงมือทำด้วยความคล่องตัว (Conduct with Agility) และความเป็นเลิศในทุกขั้นตอน (Excellence in Process) แอลจีเชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีของพนักงานเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ และยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมออกกำลังกาย แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความมุ่งมั่นให้กับพนักงานทุกคนในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการเข้าร่วมงานวิ่ง “ก้าวท้าใจ 10K Thailand Championship 2025 Presented by LG” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 โดยแอลจีเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ การมีเป้าหมายร่วมกันและการลงมือทำอย่างจริงจังนี้ จะช่วยหล่อหลอมให้พนักงานมีทั้งพลังกายและพลังใจที่พร้อมขับเคลื่อนตนเองและองค์กรไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

นายซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แอลจีให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานมาโดยตลอด เราเชื่อว่าเมื่อพนักงานมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ พวกเขาจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่น และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มศักยภาพ โครงการ LG Running Crew เป็นภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นของเราในการดูแลคนของเราให้เติบโตและมีความสุขไปพร้อมกับการพัฒนาองค์กร”

สำหรับแอลจีแล้ว “Life’s Good” ไม่ใช่เพียงสโลแกนเชิงการตลาดเท่านั้น แต่คือดีเอ็นเอสำคัญที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งพนักงานและผู้บริโภคในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เปิดรับสิ่งดี ๆ และร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน แอลจีจึงมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนุก ท้าทาย และเติมเต็มชีวิตการทำงานให้มีคุณค่า ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มองหางานที่ไม่เพียงให้โอกาสในการเติบโต แต่ยังให้คุณค่าทางใจ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตอย่างแท้จริง

ทีทีบี ผนึกกำลัง LINE Pay ยกระดับโซลูชันการรับชำระเงิน เพิ่มโอกาสและต่อยอดธุรกิจร้านอาหารครบวงจรทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบ...
12/06/2025

ทีทีบี ผนึกกำลัง LINE Pay ยกระดับโซลูชันการรับชำระเงิน เพิ่มโอกาสและต่อยอดธุรกิจร้านอาหารครบวงจร

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ร่วมมือกับ LINE Pay ยกระดับ Merchant Solutions หนุนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารให้บริหารจัดการธุรกิจและรับชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยโซลูชัน
ทางการเงินครบวงจร ที่เชื่อมต่อกับ Wongnai POS รองรับการชำระเงินครอบคลุมหลากหลายรูปแบบ
ทั้ง QR Code บัตรเครดิต บัตรเดบิต และ e-Wallet พร้อมช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียม และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

นางกนกพร จูฑา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ครบวงจร เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน แม้เศรษฐกิจจะเผชิญ
ความผันผวน แต่ธุรกิจร้านอาหารยังคงมีการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ที่ได้รับแรงหนุนจากแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มนี้เพิ่มจาก 57% ในปี 2562 เป็น 62% ในปี 2567 และคาดว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 จะสูงถึงกว่า 610,000 ล้านบาท

ทีทีบีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านการขยายความร่วมมือกับ
LINE Pay เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชำระเงินของร้านค้าให้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียม และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการธุรกิจ โดยทีทีบี
เริ่มความร่วมมือกับ LINE Pay ตั้งแต่ปี 2566 ด้วยการพัฒนาโซลูชันการรับชำระเงินผ่าน QR
บนแพลตฟอร์ม LINE MAN รองรับการชำระเงินจากทุกธนาคารผ่าน Mobile Banking ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการรับชำระเงิน

สำหรับการขยายความร่วมมือของทีทีบีและ LINE Pay ในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาโซลูชันการรับชำระเงินแบบครบวงจร บนระบบ Wongnai POS เพื่อยกระดับเครื่องมือการจัดการธุรกิจร้านอาหารให้พร้อมรองรับการชำระเงินทุกรูปแบบ ทั้ง QR Code บัตรเครดิต บัตรเดบิต และ e-Wallet ช่วยให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

นางสาว ณ หทัย ภูพิชญ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ LINE Pay กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคไทยปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว พร้อมคาดหวังประสบการณ์การชำระเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และไร้รอยต่อ LINE Pay จึงพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ใช้งานง่าย รองรับธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ช่วยให้ร้านค้าบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันการใช้งานระบบชำระเงินดิจิทัลให้แพร่หลายทั่วประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบชำระเงิน แต่คือการร่วมกันสร้าง “อีโคซิสเต็มทางธุรกิจ”
ที่ครบวงจร ยกระดับการจัดการร้านอาหารผ่าน Merchant Solutions และระบบบริหารร้านอาหารอันดับ 1 อย่าง Wongnai POS เราเชื่อว่านี่คือก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและเร่งการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับร้านค้าที่สนใจใช้บริการ Wongnai POS สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.wongnai.com/pos/

ทีทีบียังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อต่อยอดความเป็นพันธมิตรครั้งนี้ ไปสู่การพัฒนาโซลูชันทางการเงินอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารให้ครบวงจร สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนทั้งซัพพลายเชน พร้อมช่วยผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ลดต้นทุนจากค่าธรรมเนียม และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

* * * * * *
#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต
#เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น
* * * * * *

Watsons Online Birthday Sale เผยอินไซต์ที่น่าสนใจของนักชอปไทย Gen Z ลงทุนสกินแคร์หนัก กันแดด-ลิป ติดท๊อปค้นหากรุงเทพฯ ปร...
12/06/2025

Watsons Online Birthday Sale เผยอินไซต์ที่น่าสนใจของนักชอปไทย Gen Z ลงทุนสกินแคร์หนัก กันแดด-ลิป ติดท๊อปค้นหา

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 11 มิถุนายน 2568 – วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทย จัดหนักแคมเปญ Watsons Online Birthday Sale มหกรรมชอปออนไลน์ต่อเนื่อง 10 วัน 10 คืนเต็ม ที่ไม่เพียงแค่ปล่อยโปรแรง แต่ยังจับอินไซต์นักชอปไทยช่างคลิก พร้อมเบื้องหลังตะกร้าชอป ไม่ใช่แค่ของลดราคา แต่มีกิมมิกลับยอดนิยมของคนทั้งประเทศซ่อนอยู่เพียบ

เจาะ Insight by Age Group แต่ละวัยเลือกชอปอะไร
พบว่าสุขภาพและความงามที่ดีไม่จำกัดอายุ เริ่มด้วย Gen Z อายุต่ำกว่า 20 ปี ให้ความสำคัญกับสกินแคร์และเครื่องสำอางอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าการลงทุนกับผิวตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนกับตัวเองในอนาคต ครอบคลุมทั้งรูปลักษณ์และสุขภาพ ขณะที่กลุ่มวัยทำงาน อายุ 21–45 ปี ให้ความสำคัญกับทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง ที่น่าสนใจพบว่า 15% ให้ความสนใจในการซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพและอาหารเสริมซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างสมดุล ขณะเดียวกัน กลุ่ม Middle Age อายุ 46–55 ปี ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลผิวอย่างลึกซึ้ง ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่มเวชสำอาง (Derma Skincare) สะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์การดูแลตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของวัยหนุ่มสาว แต่กลายเป็นพฤติกรรมที่ทรงอิทธิพลในทุกช่วงวัย
สำหรับแบรนด์ที่ครองใจนักชอปจากทุกสาย ทั้งสกินแคร์ บิวตี้ และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ได้แก่ L'oreal Cerave, In2it, Eucerin, Anessa และ สินค้าตราวัตสัน

Top Search Trend เพราะคนไทยไม่ลังเลกับไอเทมนี้
“กันแดด” ยืนหนึ่งยอดการค้นหา สะท้อนว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการปกป้องผิวจากทุกสภาวะอากาศ ส่วน “ลิป” ตามมาติดๆ เพราะ เติมลุคสดใสได้ทันที ใช้ได้ทุกวัน และสินค้าเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลสุขภาพ ก็ยังติดโผการค้นหาเนื่องจากความกังวลกับ Covid-19 ที่กลับมาอีกครั้ง ทำให้คนยังต้องมีติดบ้านไว้เสมอ ทั้งเพื่อความอุ่นใจ และรับผิดชอบต่อคนรอบข้างพิสูจน์ว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่คนไทยไม่เคยละเลย.

เวลาสุดพีค และจังหวัดของแชมป์นักชอป
ไพรม์ไทม์ยอดนิยมในการชอปออนไลน์สูงสุดตอนเวลา 21.00 น. สะท้อนถึงเทรนด์และพฤติกรรมของนักชอปยุคปัจจุบันที่ชอบ “ชอปก่อนนอน” เพราะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนได้เวลาพักผ่อนหลังเลิกงานหรือภารกิจประจำวัน เป็นโมเมนต์ส่วนตัวที่ได้ใช้เวลาเลือกของที่ชอบในราคาที่ใช่ จึงไม่แปลกใจที่ “ก่อนนอน” จะกลายเป็นเวลาทองของการชอป!
ซึ่งจังหวัดที่เป็นแชมป์นักชอปในครั้งนี้ได้แก่ กรุงเทพฯ ตามด้วย นนทบุรี เชียงใหม่ และขอนแก่น ตามลำดับชี้ให้เห็นว่าตลาดนอกเมืองใหญ่กำลังเติบโตและมีพลังซื้อไม่แพ้เมืองหลวง
ทั้งหมดนี้สะท้อนพฤติกรรมที่ชัดเจนของนักชอปไทยยุคใหม่ ที่ไม่ได้ซื้อเพียงเพราะราคาถูกหรือโปรแรงเท่านั้น แต่เป็นการชอปอย่างมีเป้าหมาย รู้ตัว รู้ใจ และรู้จักดูแลตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้เรื่องสุขภาพ ความงาม และความคุ้มค่า เป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์สำคัญที่อยู่ในทุกจังหวะชีวิต จนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการชอปปิงยุคใหม่ที่น่าจับตามอง

"ไวไว" เปิดศึกบะหมี่พรีเมี่ยม ส่ง ‘Waiwai WOW’ เขย่าบัลลังก์เจ้าตลาด ด้วยราคา 11 บาทไวไว เดินเกมรุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จร...
11/06/2025

"ไวไว" เปิดศึกบะหมี่พรีเมี่ยม ส่ง ‘Waiwai WOW’
เขย่าบัลลังก์เจ้าตลาด ด้วยราคา 11 บาท

ไวไว เดินเกมรุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 30,000 ล้าน เปิดตัว ‘Waiwai WOW’ สินค้ากลุ่มพรีเมียมเขย่าบัลลังก์เจ้าตลาด ชูกลยุทธ์ราคาเข้าถึงได้ เพียงซองละ 11 บาท หลังพฤติกรรมผู้บริโภคให้การยอมรับสินค้าพรีเมียม ประเดิมส่ง 2 รสชาติเกาหลี-ญี่ปุ่น “รสโคเรียน สไปซี่ซีฟู้ดและรสแกงกะหรี่ญี่ปุ่นชีส” เสิร์ฟความอร่อยจากเส้นและซุปที่มีรสชาติชาติเข้มข้น เจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น คาดกวาดยอดขายปีแรก 300 ล้าน ในตลาดรวม Premium ที่มีสัดส่วน 10-15% หรือประมาณ 3,000-4,500 ล้าน พร้อมตั้งเป้า 3 ปีโกยแชร์ 25%

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ไวไว (WaiWai) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนี้บริษัทได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกลุ่มพรีเมียม แบรนด์ไวไว ว้าว (Waiwai WOW) ในราคา 11 บาท เพื่อบุกตลาดกลุ่มบะหมี่พรีเมียมที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จากการเห็นโอกาสทางการตลาดหลังทำการศึกษาข้อมูลและวิจัยตลาดมานาน ซึ่งพบว่าผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้การยอมรับกับสินค้ากลุ่มพรีเมียมมากขึ้น

“นับตั้งแต่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากเกาหลี เข้ามาทำตลาดกลุ่มพรีเมียมซึ่งวางขายในราคาซองละ 55 บาท ซึ่งปัจจุบันมองเห็นว่าเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีจะเปิดตัวสินค้าใหม่ เพราะผู้บริโภคให้การยอมรับทั้งเรื่องของรสชาติและราคา ซึ่งในท้องตลาดยังมีสินค้าจากแบรนด์อื่นที่ทำตลาดกลุ่มพรีเมียมด้วย โดยขายซองละ 15 บาท และยังพบว่าปัจจุบันสินค้ากลุ่มพรีเมียมเติบโตสูงด้วยตัวเลข 2 หลัก แต่สินค้าทั่วไปที่ขายซองละ 7 บาทเติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น”

จากความพร้อมด้านผลิตภัณฑ์และโอกาสทางตลาด บริษัทจึงเปิดตัวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม “ไวไว ว้าว (Waiwai WOW)” บุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม ซึ่งในเบื้องต้นจะเปิดตัว 2 รสชาติ ได้แก่ รสโคเรียน สไปซี่ซีฟู้ด (Korean spicy seafood) และรสแกงกะหรี่ญี่ปุ่นชีส (Japanese curry cheese) โดยเบื้องต้นวางจำหน่ายในร้าน 7-11 ทุกสาขาก่อน 1 เดือน หลังจากนั้นจะกระจายไปยังช่องทางต่าง ๆ ทั้งโมเดิร์นเทรดและร้านค้าทั่วไป นอกเหนือจาก 2 รสชาติดังกล่าว บริษัทวางแผนเปิดตัวรสชาติใหม่เพิ่มอีก 4 รสชาติ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

สำหรับ “ไวไว ว้าว (Waiwai WOW)” บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในปีแรกประมาณ 300 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% ของตลาดรวม Premium ที่มีสัดส่วนประมาณ 10-15 % หรือ ประมาณ 3,000-4,500 ล้านบาท ในมูลค่าตลาดรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยภายในระยะ 3 ปี ตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดขายคิดสัดส่วน 25% ของมูลค่าตลาดพรีเมี่ยม

โดยการบุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกลุ่มพรีเมียมครั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะมีส่วนผลักดันให้ผลประกอบการโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดแบรนด์ไวไวให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นเป็น 25% ภายในระยะ 3 ปีนับจากนี้

นายยศสรัล กล่าวอีกว่า การเปิดตัว “ไวไว ว้าว (Waiwai WOW)” ได้ใช้กลยุทธ์ด้านราคาขายซองละ 11 บาท ซึ่งเป็นราคที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย เพราะราคาเพิ่มขึ้นเพียง 4 บาทจากราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปกติที่จำหน่ายซองละ 7 บาทเท่านั้น และยังถือว่าต่ำกว่าแบรนด์คู่แข่งในตลาดที่จำหน่ายซองละ 15 บาทด้วย จึงมั่นใจว่าสินค้าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน นอกจากการใช้กลยุทธ์ด้านราคา บริษัทยังให้ความสำคัญในเรื่องรสชาติที่มีการพัฒนามาจากต้นตำรับแท้ ๆ จากเกาหลีและญี่ปุ่น จึงเชื่อว่าหากลูกค้าได้ทดลองสินค้าใหม่ จะชื่นชอบรู้สึก WOW อย่างแน่นอน เนื่องจากตัวเส้นมีความพิเศษ เป็นรสชาติสัมผัสใหม่จากไวไว ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี

ขณะเดียวันบริษัทยังมีแผนการตลาดและกลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดสรรงบประมาณการตลาด 10-15% ของยอดขาย เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อาทิ การพัฒนาเกมออนไลน์ หรือการเข้าร่วมกับเกมออนไลน์ในการทำกิจกรรมการตลาด การใช้กลยุทธ์มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างแบรนด์กับกลุ่มเด็กและวัยรุ่นตามโรงเรียนต่าง ๆ การใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสื่อสารการตลาด เป็นต้น

“กลุ่มเป้าหมายหลักเบื้องต้นเป็นกลุ่มวัยรุ่น ที่จะมีการสื่อสารและสร้างแบรน์โดยใช้ช่องทางออนไลน์ และกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ แต่กลุ่มเป้าหมายสำคัญสำหรับของแบรนด์ไวไว ว้าวคงเป็นผู้บริโภคทุกคน” นายยศสรัล กล่าวและว่า

สำหรับทิศทางตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ามีความคึกคักพอสมควรจากการเปิดตัวรสชาติใหม่ของแบรนด์ต่าง ๆ แต่การเติบโตยังอยู่ในอัตราเลขตัวเดียว ส่วนช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าภาพรวมตลาดยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังคงบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง และภาพรวมตลาดบะหมี่ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงคึกคักจากการที่แต่ละแบรนด์มีการออกสินค้าใหม่มาทำตลาดด้วย โดยเฉพาะตลาดบะหมี่ในกลุ่มพรีเมียมซึ่งมีอัตราการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักทุกปี และปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 10% ของมูลค่าตลาดรวม คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาทด้วย
# # #

แม็คโคร เปิดสาขาจอหอ (ตลาดโรงทอ) เติมเต็มครบทุกความต้องการ ด้วยสินค้าสด ครบ คุ้ม ราคาส่ง พร้อมจัดโปรฉลองสาขาใหม่ ย้ำแนวค...
11/06/2025

แม็คโคร เปิดสาขาจอหอ (ตลาดโรงทอ) เติมเต็มครบทุกความต้องการ ด้วยสินค้าสด ครบ คุ้ม ราคาส่ง พร้อมจัดโปรฉลองสาขาใหม่ ย้ำแนวคิดแม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย

นครราชสีมา 10 มิถุนายน 2568 - บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” เดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวแม็คโคร สาขาจอหอ (ตลาดโรงทอ) เป็นสาขาที่ 5 ของจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการ พร้อมจำหน่ายอาหารสดในพื้นที่ที่กว้างขวาง สะดวกสบาย รวบรวมสินค้าคุณภาพและบริการที่หลากหลาย แบบครบ คุ้ม ในราคาส่ง ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วไป ให้มีแหล่งวัตถุดิบคุณภาพในราคาคุ้มค่า รวมถึงสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ในการเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าทุกช่องทาง

ด้วยศักยภาพของตำบลจอหอ ซึ่งเป็นหนึ่งในตำบลสำคัญของอำเภอเมืองนครราชสีมา เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวทั้งเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นประตูสู่อีสาน ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะผ่านโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ ช่วยยกระดับระบบขนส่งมวลชนและมอบความสะดวกสบายให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยในพิธีเปิด แม็คโคร สาขาจอหอ (ตลาดโรงทอ) ได้รับเกียรติจากคุณคณัสชนม์ ศรีเจริญ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะผู้บริหาร ซีพี แอ็กซ์ตร้า ให้การต้อนรับ

แม็คโครมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นผ่านการเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าทุกช่องทาง โดยสำหรับสาขาจอหอ (ตลาดโรงทอ) ผ่านการสนับสนุนการจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ไข่ผำ อะโวคาโด น้อยหน่า และผลไม้ตามฤดูกาล ฯลฯ ภายใต้ความร่วมมือกับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาคเกษตรกรรมของจังหวัด พร้อมย้ำนโยบายแม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาภาคเกษตรกรรมของจังหวัดให้เติบโต สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับการเปิดสาขาใหม่ แม็คโครยังได้จัดโปรลดแรงยกขบวนสินค้าราคาพิเศษ พร้อมสินค้า 1 แถม 1 และบูทชิมอาหารมากมายมามอบให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารอีสาน ไก่อบ ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟผลิตจากนมโคแท้คุณภาพจากซีพี เมจิ ตลอดจนสินค้าแช่แข็ง ซีฟู้ด สินค้าเบเกอรี่ และอีกมากมาย

ทั้งยัง มีบริการจำหน่ายสินค้าทั้งที่สาขาและผ่านแอพพลิเคชัน Makro PRO พร้อมอำนวยความสะดวกในการส่งสินค้าถึงบ้านลูกค้า โดยสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ง่ายที่แม็คโครทุกสาขาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทีมพนักงานขายมืออาชีพของแม็คโครพร้อมช่วยตอบรับความต้องการของลูกค้าเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่

พบกับแม็คโคร สาขาจอหอ (ตลาดโรงทอ) นครราชสีมา ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!

ในยุคที่การยอมรับความหลากหลายและการเคารพในความแตกต่างกลายเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่าง...
11/06/2025

ในยุคที่การยอมรับความหลากหลายและการเคารพในความแตกต่างกลายเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน อิเกีย ประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนแนวคิดผ่านแคมเปญ "บ้าน...ที่ทุกคนเป็นตัวเองได้เต็มที่ (Make the World Everyone's Home)" ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างพื้นที่ที่เปิดกว้างและให้ความเคารพในความเป็นตัวตนของทุกคน ที่นี่ พนักงานไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ "แรงงาน" หากแต่เป็น "มนุษย์" ที่มีเรื่องราว มีความฝัน และมีคุณค่าที่เฉพาะตัว สถานที่ทำงานจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ของการทำหน้าที่ หากแต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ที่พนักงานหลายคนรู้สึกถึงความผ่อนคลาย ความปลอดภัย และความเป็นตัวของตัวเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและจริงใจ ไม่เพียงแต่ระหว่างเพื่อนร่วมทีม แต่ยังรวมถึงผู้บริหารและทุกภาคส่วนในองค์กร ที่นี่มีการสื่อสารแบบเปิดใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และใส่ใจแม้ในรายละเอียดเล็กน้อยของแต่ละคน จนทำให้พนักงานรู้สึก “มีตัวตน” และ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของอิเกียอย่างแท้จริง

ประสบการณ์จริง เมื่อคุณค่าของ “Togetherness” ถูกถ่ายทอดผ่านคนทำงาน
คุณภัสสรา คุณปิติชลาธาร หรือ คุณสาหร่าย Deputy Sales Manager อิเกีย บางใหญ่ ซึ่งทำงานที่นี่มากว่า 10 ปี ได้เล่าว่า “อิเกียให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม เราสามารถเป็นตัวเองหรือเป็นอะไรก็ได้ที่นี่ รวมทั้งอิเกียยังให้โอกาสในการเรียนรู้และเติบโตในสายงานที่สนใจ ตลอดระยะเวลาที่ตนเองทำงานมา 10 ปี ได้ทำงานใน 3 แผนก ทั้ง Food, In-store Logistics และ Sales ทำให้เห็นว่า ค่านิยม หรือ Value ที่แข็งแรงมาก ๆ ของอิเกียคือเรื่อง Togetherness บุคลากรทุกคน ทุกแผนก พร้อมที่จะช่วยเหลือกัน มีการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของตนเองมารวมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ภายใต้กรอบการทำงานเดียวกัน โดยไม่ตัดสินเรื่องการศึกษา หน้าตา รอยสัก หรือเรื่องอื่น ๆ เพียงแค่ทุกคนพร้อมที่จะเติบโต เพราะถ้าคนในองค์กรเติบโต บริษัทก็จะเติบโตไปด้วยเช่นกัน”

อิเกีย สถานที่ทำงานที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และการใช้ชีวิตจริงของพนักงาน
อิเกีย เข้าใจและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตบุคคลากรในทุกมิติ จึงออกแบบสวัสดิการให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย คุณสาหร่าย ในฐานะคุณแม่ที่ทำงานเต็มเวลา หรือ ‘Working Mom’ ได้เล่าว่า “เมื่อวางแผนจะมีลูก สิ่งที่สำคัญคือต้องมีความพร้อมเรื่องเวลา การทำงานที่อิเกียทำให้สามารถจัดสรรเวลาได้ง่าย เพราะที่นี่เข้างานและเลิกงานตรงเวลา ไม่มีการทำงานนอกเวลางาน รวมทั้งมีตารางงานที่ชัดเจนทำให้วางแผนการดูแลครอบครัวได้ล่วงหน้า และเนื่องจากอิเกียมีโครงสร้างทีมที่ดี เมื่อพนักงานคนหนึ่งลางานทีมก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้โดยไม่มีการตามงานในวันหยุด นอกจากนี้สวัสดิการการลาคลอดสามารถลาได้ถึง 4 เดือน และสามีซึ่งทำงานที่อิเกียเช่นกันก็สามารถลาเลี้ยงลูกได้ 1 เดือน ทำให้เราได้เห็นลูกเติบโตไปพร้อม ๆ กัน”

ที่นี่คือพื้นที่ของทุกวัย ทุกเพศ และทุกความเชื่อ
ภายใต้โครงสร้างที่เปิดกว้าง อิเกียยังให้การดูแลพนักงานในหลากหลายช่วงวัย คุณอารี โอวาท IKEA Food Assistant วัย 63 ปี ที่ทำงานที่อิเกียมากว่า 12 ปี กล่าวถึงบรรยากาศการทำงานว่า “ที่นี่มีเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานที่ดี ทุกคนทำงานกันเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันโดยไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ในช่วงวันหยุดก็ได้ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมงาน และยังได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับอิเกียอีกด้วย ในส่วนของสวัสดิการของอิเกียที่มีทั้งค่ารักษาพยาบาล ส่วนลดสำหรับพนักงาน โรงอาหารพนักงาน รวมทั้งเงินก้อนสำหรับผู้สูงอายุที่ได้รับเมื่ออายุ 60 ปี เป็นสวัสดิการที่มีประโยชน์มาก ๆ และทำให้ตนเองสามารถส่งลูกเรียนจนจบได้”

นอกเหนือจากสวัสดิการพื้นฐานอย่างค่ารักษาพยาบาลและเงินสนับสนุนสำหรับพนักงานสูงอายุ อิเกียยังใส่ใจรายละเอียดที่ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตในแต่ละวันของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงอาหารที่จัดสรรอย่างดี เก้าอี้นวด พื้นที่พักผ่อน รวมถึงบริการซักชุดยูนิฟอร์ม ซึ่งช่วยลดภาระงานจิปาถะที่อาจกวนใจพนักงาน นอกจากนี้ยังมีวันลาพิเศษเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ เช่น อาสาสมัคร กิจกรรมเพื่อสังคม หรือการพัฒนาตนเองในแบบที่แต่ละคนเลือกเองได้อย่างอิสระ สวัสดิการเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดหลักของอิเกียที่ให้ความสำคัญกับชีวิตและความสุขของพนักงานอย่างแท้จริง

Flexi Benefit: สวัสดิการที่ตอบโจทย์ในแบบเฉพาะตัว
หนึ่งในสวัสดิการที่ได้รับเสียงชื่นชมจากพนักงานจำนวนมาก คือ “Flexible benefits” หรือสวัสดิการแบบเลือกได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละคนสามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์ให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง เช่นเดียวกับคุณพัชรกร เกษมสันต์ ณ อยุธยา หรือคุณก้อน Service Specialist ผู้เป็น Transgender ซึ่งเลือกใช้ Flexible benefits เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรับฮอร์โมน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจของเธอ นอกจากนั้น สิ่งที่คุณก้อนประทับใจคือระบบการจัดกะงานและวันหยุดที่เป็นระเบียบ ช่วยให้ช่วงเวลาหลังเลิกงานและวันหยุดกลายเป็นเวลาส่วนตัวที่มีคุณภาพจริง ๆ เพราะในมุมมองของเธอ “เวลาเป็นสิ่งที่เงินก็ทดแทนไม่ได้”

“การเป็นตัวของตัวเอง” คือมาตรฐาน ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ที่อิเกีย การแสดงออกถึงความเป็นตัวเองไม่ใช่เรื่องแปลกตา แต่เป็นเรื่องปกติที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง นอกจากคุณก้อน ซึ่งเป็น Transgender ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากเพื่อนร่วมงานโดยไม่มีคำถามหรือการตัดสินใด ๆ แล้ว ยังมีพนักงานอีกหลายคนที่ได้ทำงานในแบบที่เป็นตัวเองอย่างเต็มที่
หนึ่งในนั้นคือคุณพิชญ์ปัญญา คิ้วสุสรรณสุข หรือคุณมัดหมี่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Relation Officer) ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในศิลปะบนเรือนร่างและเคยทำงานเป็นช่างสักอิสระ เธอเคยคิดว่ารอยสักนอกร่มผ้าจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานในองค์กรทั่วไป แต่ที่อิเกียกลับมองข้ามภาพลักษณ์ภายนอก และให้ความสำคัญกับศักยภาพและความสามารถของแต่ละคนอย่างแท้จริง ที่นี่เธอสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องซ่อนตัวตน รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานในทุกด้าน แม้อิเกียจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แต่บรรยากาศกลับอบอุ่นเหมือนครอบครัว ทุกคนทักทาย ยิ้มแย้ม และพร้อมช่วยเหลือกันเสมอ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไม่ต้องลดทอนความเป็นตัวเองลงเลยแม้แต่น้อย

ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย
สำหรับผู้พิการทางสายตาอย่างคุณปริยะ ทิวงค์ทราย หรือคุณเอ็ม ทำงานอยู่ในแผนก Sales ได้แชร์ความคิดเห็นว่าการทำงานที่อิเกียเป็นประสบการณ์ที่สะท้อนถึงการยอมรับและดูแลกันอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “อิเกียมีการดูแลพนักงานและลูกค้าเป็นอย่างดี เคยมีครั้งหนึ่งที่ตนเองไม่สบาย เพื่อนร่วมงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่านเข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และมีสวัสดิการในการเบิกค่ารักษาพยาบาสำหรับตนเองและลูก อีกทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานก็คอยรับฟังความคิดเห็นและให้คำปรึกษาเรื่องต่าง ๆ สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ให้ความช่วยเหลือและดูแลในยามที่มีปัญหาเป็นอย่างดี ทำให้เห็นว่าทุกคนสามารถทำงานที่นี่ได้ เพราะอิเกียรับคนที่มีความหลากหลายในทุกรูปแบบ รวมทั้งคนพิการทุกประเภท เพราะทุกคนมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เมื่อนำความสามารถของทุกคนมารวมกัน ก็จะทำให้องค์กรเติบโตต่อไปได้”

จากประสบการณ์ของคุณเอ็มและพนักงานอีกหลายคน ทำให้เห็นชัดเจนว่าอิเกียคือองค์กรที่เปิดกว้างและให้คุณค่าในความหลากหลายอย่างแท้จริง ไม่ว่าพนักงานจะมีพื้นเพ ประสบการณ์ หรือข้อจำกัดแบบใด ทุกคนล้วนได้รับการยอมรับและสนับสนุนในแบบที่ตนเองเป็น เพราะที่นี่เชื่อว่าศักยภาพของแต่ละคน เมื่อถูกรวมเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อิเกียจึงไม่ใช่แค่สถานที่ทำงาน แต่คือครอบครัวที่อบอุ่น เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเอง และเติบโตไปพร้อมกันในสภาพแวดล้อมที่ให้คุณค่ากับความเข้าใจ ความเคารพ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของแคมเปญ "บ้าน...ที่ทุกคนเป็นตัวเองได้เต็มที่ (Make the World Everyone's Home)"

โครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” ได้รับคัดเลือกเป็นโครงการนำร่องกลุ่มแรกของไทย ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้...
10/06/2025

โครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” ได้รับคัดเลือกเป็นโครงการนำร่องกลุ่มแรกของไทย ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs)

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จในการยกระดับโครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” จากแบรนด์เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ สู่มาตรฐานสากลในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยล่าสุดได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่นำร่องสำหรับการดำเนินงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective area-based Conservation Measures: OECMs) สำหรับพื้นที่บนบกและแหล่งน้ำบนบกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเนสท์เล่ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำในบริเวณพื้นที่ชุมชนคลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาเป็นเวลา 10 ปี และได้ต่อยอดสู่การให้ความรู้ และสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชน

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้กลยุทธ์หลักของเนสท์เล่ในการขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ เพื่อผู้บริโภค (Good for You) และเพื่อโลกของเรา (Good for the Planet) เราได้ดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างครบทุกมิติเพื่อมุ่งสู่การลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero 2050) การได้รับการสนับสนุนจาก สผ. ให้โครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” ในพื้นที่บริเวณคลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่นำร่องโครงการ OECMs ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำเร็จก้าวแรกในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความยั่งยืนให้แก่สิ่งแวดล้อม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เนสท์เล่เดินหน้าตามแผนงานในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง ไปสู่เป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้โลกน่าอยู่มากยิ่งขึ้น”

ดร. ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. มีความมุ่งมั่นในการผลักดันและดำเนินงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูด้านความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับพื้นที่บนบกและแหล่งน้ำบนบกเพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม การที่ภาคเอกชนอย่างบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ยกระดับพื้นที่บริเวณคลองขนมจีนให้เป็นพื้นที่นำร่อง OECMs ภายใต้มาตรฐานระดับสากล แสดงถึงความสำเร็จอันโดดเด่นของโครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” ในการส่งเสริมและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ครอบคลุมการดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวม รวมถึงการเสริมศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นผ่านการให้ความรู้และการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

โครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ เป็นโครงการด้านความยั่งยืนที่เนสท์เล่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานถึง 10ปี ที่บริเวณชุมชนรอบคลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้แนวทางหลัก 3 ด้านอย่างครบวงจรเป็นรายแรก ได้แก่ เรียนรู้ ปกป้อง และฟื้นฟู ผ่านการให้ความรู้และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ปกป้องแหล่งน้ำไม่ให้มีขยะหลุดลอด ผ่านกิจกรรม เช่น ตลาดนัดขยะชุมชนที่เปลี่ยนขยะเป็นรายได้ ฟื้นฟูแหล่งน้ำด้วยการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศน้ำ เช่น การจัดทำบ่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาท้องถิ่นหายาก เช่น ปลากระทิง ปลาหลด ปลาแดง ปลาหมู เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการปลูกพืชน้ำ เช่น กระจับ แพงพวยน้ำ บัวสาย และกระเฉดที่ชาวบ้านสามารถนำไปบริโภค และสามารถสร้างรายได้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการช่วยให้วิถีชีวิตของชาวบ้านโดยรอบบริเวณพื้นที่คลองขนมจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมให้ชาวบ้านเก็บผักตบชวาที่เป็นวัชพืชในแหล่งน้ำมาตากแห้งและถักเป็นกระเป๋าขาย เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหารายได้เสริมให้กับชาวบ้านบริเวณโดยรอบ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเนสท์เล่ได้ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), กรมชลประทาน, กรมประมง และ WWF ประเทศไทย รวมไปถึงวงษ์พาณิชย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ โครงการเนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ ยังเป็นการสนับสนุน สผ. ในการผลักดันเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30x30 OECMs และเนื่องในวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เนสท์เล่ได้จัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการนำเสนอนิทรรศการที่บอกเล่าถึงทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติของโครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” รวมถึงกิจกรรม DIY ที่ผู้เข้าร่วมจะได้ประดิษฐ์พวงกุญแจจากลูกปัดหลากสีซึ่งรีไซเคิลจากฝาขวดน้ำ และตกแต่งด้วยตัวแมลงปอหรือปลาตะเพียนจักสานจากผักตบชวา ภายใต้แนวคิด “Play and Learn” การสาธิตเชิงปฏิบัติการนี้มุ่งเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งของที่มีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์ ที่สื่อถึงการบรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและความยั่งยืนในระยะยาวสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย

ที่อยู่

Suan Luang

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BRAND VERSEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง BRAND VERSE:

แชร์