เล่าเท่าที่รู้

เล่าเท่าที่รู้ เรื่องราวมรมากมาย แต่เราก็ไม่ได้รู้ไปซะหมดทุกสิ่งอย่างก็เลย "เล่า (ได้) เท่าที่รู้" รูปภาพ และ บทความสั้นๆ(ที่อาจจะไม่ค่อยได้ใจความ)

07/07/2015

Page ใหม่ตอนนี้ขึ้นแล้วและทำงานของมันหนักมาก
อย่าลืมไปกด Like กันด้วยน่ะครับ

Photographer

01/07/2015

เนื่องจากช่วงนี้ถ่ายรูปเป็นหลัก ทาง Page ขอเปลี่ยนเป็น Page ถ่ายภาพน่ะครับ โดยบทความเป็นปัจจัยรองงงงงงงงงง ที่อาจจะมีมาบ่นบ้างไรบ้างในบางโอกาส

โดยจะมาในรูปแบบของ Page : Ohm my god ! Photographer แทนน่ะฮ่ะ

เรื่อง "ทุกชีวิตล้วนเป็นเส้นขนาน"/////////////// ///ช่วงนี้เป็นไรไม่รู้ครับ ผมได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของคนมากมายที่กำล...
01/06/2015

เรื่อง "ทุกชีวิตล้วนเป็นเส้นขนาน"

/////////////// ///

ช่วงนี้เป็นไรไม่รู้ครับ ผมได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของคนมากมายที่กำลังมีปัญหาชีวิต ทั้งในส่วนของการงาน เงินทอง ความรัก การวางแผนอนาคต ๙ล๙

สำหรับผมเองก็มีปัญหาเช่นกันครับ แต่ผมก็พยายามค่อยๆแก้ไปตามที่เราพอจะสามารถทำได้ เพราะปัญหาผมว่าของผมเองไม่น้อยไปกว่าใครๆหรอกครับ

แต่ช่วงหลังๆมานี้ผมได้พบเจอปัญหาของคนอื่น (ได้ทำหน้าที่เป็นถังขี้หรือที่ระบายในหลายๆครั้ง) ปัญหาของพวกคนเหล่านั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เสียมากกว่า โดยส่วนมากเป็นปัญหาของคน 2 คน แต่บางครั้งดันเกิดผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งก็ไปเป็นลูกโซ่ต่อคนอื่นๆต่อไป เนื่องจากการกระทำที่เขลา ของคน 2 คน

"สติ" เป็นส่วนสำคัญมากกับการแก้ปัญหา (ผมไม่ได้บอกว่าผมมีสติดีกว่าใครน่ะครับ ผมออกจะเพี้ยนๆด้วยซ้ำไป) เพราะมันจะควบคุมตัวแปลต่างๆของปัญหาได้ เครื่องมือต่อไปคือ "สมาธิ" เหมือนเพ่งเล็งครับ เราจะมองปัญหาได้ละเอียดมากขึ้น โดยสำหรับผมส่วนนี้จะช่วยให้มองปัญหาเป็นส่วนๆไปแล้วแก้ทีล่ะส่วนจะง่ายกว่า สุดท้ายก็เอา "ปัญญา" เท่าที่เรามี (เหมือนผมที่เล่าเท่าที่รู้) ระดมแก้ปัญหาไปทีล่ะจุด

ส่วนหนึ่งที่ผมเอง "งง" มากๆกับโลกยุคนี้คือ
- เรามีปัญหาต้องมาระบายลง Social media ซึ่งหาเหตุผลไม่เจอเลยนอกจากอยากจะทำให้เหตุการณ์ตรงนั้นแย่ลงไปอีก
- เราพูดคำว่า ขอบคุณ / ขอโทษ / ไม่เป็นไร น้อยลงกันอย่างมาก และในการพูดแต่ล่ะครั้งนั้นดูจะเป็นการพูดแบบบอกผ่านๆเสียอีก

ผมว่าการแก้ปัญหาระหว่างบุคคลนั้นจริงๆเราควบคุมตามข้างบนที่ได้เขียนไว้นี่ก็เพียงพอเกือบ 100% แล้วน่ะครับ แต่หากจะมากกว่านั้น ผมว่าเราควรต้องเข้าใจหลักการปกติโลกก่อนว่า "ทุกคนมีชีวิต ทางเดินทาง การเติบโต แนวคิด ความรู้สึก ๙ล๙ เป็นของตนเอง"

ฉะนั้นจริงๆแล้วการที่คน 2 คนหรือหลายๆคนอยู่ด้วยกัน เรานั้นอยู่ในพื้นที่ตรงกลางครับ ไม่ได้มีใครต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่ออีกคนหรอก แต่หากต้องยอมรับมันให้ได้เท่านั้นเอง อย่าฝืนบังคับใคร เพราะนั้นเราจะไม่มองอีกฝ่ายเป็นคนแล้วครับ เรามองเค้าเป็นสิ่งของที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ คุณเองก็จะกลายเป็นคนที่แคบและทำร้ายตัวเองโโยไม่รู้ตัวครับ

/////////////// ///

ภาพ : "ไม่บรรจบ แต่ไปด้วยกันเสมอ" ตามเนื้อหาครับ คนเรามีอะไรๆเป็นของตัวเอง หากแต่เราต้องการความเข้าใจ เราก็จะมีความสุขเพิ่มในส่วนของพื้นที่ตรงกลางระหว่างมันครับ

เรื่อง "ความสวยงามที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า"/////////////// ///หลายๆครั้งที่เราออกไปถ่ายภาพแนว Street ด้วยการใช้เวลากับสถ...
30/05/2015

เรื่อง "ความสวยงามที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า"

/////////////// ///

หลายๆครั้งที่เราออกไปถ่ายภาพแนว Street ด้วยการใช้เวลากับสถานที่ต่างๆมากๆ และให้การสังเกตุกับที่นั้นๆนานๆเราอาจจะได้พบอะไรหลายๆอย่างที่คาดไม่ถึงเสมอ

ส่วนตัวผมเป็นคนที่ผูกพันธ์กับบริเวณซอยอารีย์เป็นอย่างมาก เพราะเรียนใกล้ๆที่นั้นในช่วงมัธยมฯปลายและนัดเจแกับเพื่อนสนิทที่เป็นดั่งครอบครัวแถวๆนั้นเสมอๆ

วันนี้ผมเลยเลือกสถานที่นี้เป็นการเรียนรู้การถ่ายรูปแนว Street เพื่อลองเรียนรู้การสัมผัสกับบรรยากาศที่แท้จริงของพื้นที่นี้ให้ชัดเจน แล้วผมก็เจอครับ

ผมเจอกับสาวน้อยผู้พิการทางสายตาคนนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ให้เกียรติคนกลุ่มนี้มากๆโดยเฉพาะคนที่สู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้ที่จะทำมาหากิน โดยน้องคนนี้นั่งขาย Lottery อยู่บริเวณทางขึ้นบันไดเลื่อน BTS ฝั่งซอยอารีย์

แรกเห็นผมถึงกับอุทานในใจเป็นภาษาอังกฤษเลยว่า "How beautiful she is?" (หลายๆครั้งผมมักกระแด่ะแบบนี้เสมอๆครับ โดยมันออกมาจากรากลึกของผมโดยไม่รู้ตัว)

เธอโดดเด่น งดงาม มีคุณค่า และมีความหมายมากกับผมในวันนี้ ไม่เพียงเธอสู้ เธอสวยงาม และเธองดงามเพียงเท่านั้น แต่ผมว่าเพื่อนๆที่เห็นภาพนี้คงสัมผัสได้เหมือนกับผมน่ะครับ ว่าเธอได้เติมเต็มพื้นที่ของหัวใจเราไปเรียบร้อยแล้ว พลังที่เธอได้ส่งถึงเรานั้นอธิบายยากเหลือเกิน แต่ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจมันครับ และคงอิ่มเองกับภาพนี้เช่นเดียวกันกับผม

บทความนี้ไม่มีสาระใดๆเพิ่มเติมเลยครับ ผมว่าภาพได้บอกทุกอย่างหมดแล้วครับ

/////////////// ///

ภาพนี้ถ่ายหน้าซอยอารีย์ ใครผ่านไปแถวนั้นก็ไปอุดหนุนน้องเค้าได้น่ะครับ หรือเพียงไปเห็นมันก็ช่างคุ้มค่ากับการเดินผ่านแดดแล้วครับ

เรื่อง "ทำในสิ่งที่รัก หรือ รักในสิ่งที่ทำ"//////////////การเล่นประโยคในบทความสมัยใหม่นั้นถือเป็นเรื่องปกติก็ว่าได้ แต่ม...
24/05/2015

เรื่อง "ทำในสิ่งที่รัก หรือ รักในสิ่งที่ทำ"

//////////////

การเล่นประโยคในบทความสมัยใหม่นั้นถือเป็นเรื่องปกติก็ว่าได้ แต่มันมักได้มุมมองเพิ่มจากการมองย้อนกลับกันบ้างว่าสิ่งที่เราเคยคิดเคยเชื่อนั้นจะเป็นอย่างไรหากเรานั้นมองมันจากอีกมุมหนึ่ง

วันนี้ผมเสียเวลาเกือบทั้งวันอยู่ที่บ้าน ซึ่งได้ดัดแปลงพื้นที่บางส่วนเป็น Studio ถ่ายภาพ โดยได้ทำการฝึกทักษะการถ่ายภาพโดยการถ่ายหยดน้ำครับ

วันนี้ผมวนเวียนกับการจัดสถานที่หลังจากได้วางแผนที่จะทำการฝึกนี้มา 4 สัปดาห์ ทั้งในส่วนของการจัดพื้นที่ห้องนอนและการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และแล้ววันแห่งการฝึกฝนก็มาถึง

ผลคือ การฝึกนี้ใช้เวลามากกว่าที่คิด และได้ผลไม่น่าประทับใจในการทำ Workshop ส่วนตัวใน Part 1 ที่ผมให้ชื่อมันว่า "เสล่ออยากลอง" เพราะความไม่เอาไหนของผมที่มีทักษะน้อย จนมาในช่วงค่ำผมได้ทำ Workshop นี้อีกครั้งใน Part 2 "กูอยากเก่ง" จากความผิดพลาดมากมายในครั้งแรกผมเองทำได้ดีขึ้นทั้งส่วนของการเตรียมสถานที่(และอุปกรณ์) รวมถึงทักษะของการถ่าย

สิ่งหนึ่งที่ผมพบจากการทำ Workshop นี้ คือ ผม Happy มากๆครับ เพราะการถ่ายภาพเป็นสิ่งที่ผมรัก ผมไม่รู้สึกเหนื่อยและเบื่อกับการทำ Workshop นี้เลย กลับมีความสุขเอาเสียมากๆซะอย่างงั้น ยิ่งผลงานออกมาได้ดั่งใจ ความสุขที่คาดว่าจะได้กลับมากกว่าที่ผมจะนึกถึงเสียอีก

ประโยคที่เป็นหัวข้อจึงผุดขึ้นมาในหัวผมเลยทันที เพราะวันนี้ผมได้ทำในสิ่งที่รักทั้งวันเลย แต่พรุ่งนี้เป็นวันทำงานแล้ว ลองดูสิว่าจะรักในสิ่งที่ทำได้บ้างไหม (ซึ่งจริงๆแล้วงานที่ผมทำอยู่ผมก็ชอบงานประจำ Style นี้น่ะครับ)

คนที่อยู่ใน Generation ผมเองส่วนมากนั้นอยากทำในสิ่งที่รักกันเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่าหลายๆคนเป็นเจ้าของกิจการจนวันนี้ธุรกิจของคนรุ่นใหม่มีเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการขายครีมของสาวๆ โปรตีนสำหรับนักเพาะกาย หรือร้านกาแฟและร้านอาหารที่มีเต็มไปหมด ส่วนมากสาเหตุก็มากจากอยากรวย อยากมีอิสระ หรือไม่ก็อยากทำในสิ่งที่ตนรัก ซึ่งผมเองกลับรู้สึกหลายๆครั้งว่าการอยากรวยนั้นทำลายอิสระเราไปเย่อะ และการไขว่ขว้าหาอิสระนั้นก็ทำลายอิสระที่แท้จริงของเรา และสิ่งที่เรารักนั้นเราเองก็ยังไม่รู้ว่าเรารักมันจริงๆหรือไม่และได้ทุ่มเทกับมันมากพอหรือยัง แล้วเราก็ไม่มีความมสุข หรือไม่่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่หากอย่างหนึ่งที่อยากให้ลองมองย้อนบ้างแล้วใส่ใจในสิ่งนั้นๆคือ ลองมอง "สิ่งที่เรา(ต้อง/อดทน)ทำ" แล้วใช้ใจกับมันดูบ้าง เผื่อว่าเราจะหลงรักมันขึ้นมาแล้วความสุขก็ก่อตัวจากสิ่งที่เรามองข้ามฏ้เป็นไปได้น่ะครับ (แต่ผมไม่ได้บอกให้ทนจนเกินพอดีน่ะครับ เราต้องอดทนนั้นแน่นอน แต่หากทนจนเกินพอดีก็ไม่ไหวหรอก ผมเข้าใจครับ)

พรุ่งนี้วันจันทร์ วันทำงาน ลองเอาใหม่ดูน่ะครับ ใช้ใจมากขึ้น อาจจะมีมุมดีๆบ้างก็ได้สำหรับท่านที่กำลังหมดแรงบันดาลใจบางอย่างไป (ผมเองก็จะลองเช่นกํนครับ ผมเชื่อว่าผมเองมองอะไรหลายๆอย่างไม่ถูกต้องและคงหาความสุขจากสิ่งที่ผมต้องเจอได้แน่ๆครับ)

//////////////

- ภาพปลากรอบ เป็นภาพที่ผมชอบที่สุดจากการทำ Workshop ทั้งวันที่ผ่านมานี่ครับ

เรื่อง "สังคมก้มหน้า ยุคแห่งการสื่อสารที่ไม่มองตา"คงต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้การสื่อสารเดินหน้าไปไกลอย่างที่คนรุ่นผมเองยั...
10/05/2015

เรื่อง "สังคมก้มหน้า ยุคแห่งการสื่อสารที่ไม่มองตา"

คงต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้การสื่อสารเดินหน้าไปไกลอย่างที่คนรุ่นผมเองยังคิดไม่ถึง (ไม่ต้องถึงขนาดรุ่นแม่ก็ได้) ตั้งแต่การเกิดขึ้นของโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และการประสานพลังของเจ้า 2 สิ่งข้างต้นมาเป็น Smart phone และ Tablet ที่มีสื่อกลางจากเดิมที่เป็นเพียงการผ่านเสียง มาเป็นภาพ ข้อความ ฯลฯ

ใครจะไปเชื่อว่าพรหมแดนของโลกทุกวันนี้ไม่มีอีกแล้ว จากเดิมที่ต้องโทรทางไกลแสนแพง ทุกวันนี้ Video Call หากันง่ายๆต้นทุนก็ต่ำ ประชุมสายแต่ล่ะทีก็กว่าจะต่อได้ครบก็แทบได้ แต่เดี๋ยวนี้เรามี Group ใน Line แล้ว ชีวิตเด๊เด..... !

แต่มันจริงหรือ..... ?

ผมคนนึงเลยครับที่รู้สึกว่าชีวิตเรากำลังแย่ลงอย่างชัดเจน การสื่อสารทางเสียงเพียงอย่างเดียวในยุดของมือถือยุคก่อนนั้น ผมเองก็ว่ามันยังโอเคเพราะอารมณ์จากการตีความน้ำเสียงและท่วงทำนองบางอย่างทำให้เรารับรู้ความรู้สึกได้

แต่พอเข้าสู่ยุค 4G อย่างในปัจจุบันยิ่งซ้ำร้าย การส่งข้อความหากัน หรือการใช้ Text นั้นช่างกระด่างเหลือหลาย อารมณ์ ความรู้สึก ท่วงทำนอง สีหน้า แววตา หมดสิ้น แล้วการสื่อสารนั้นๆแม้นจะมีประสิทธิภาพแต่มันไร้ซึ่งคุณภาพโดยสิ้นเชิง

เพื่อนที่ไกลแต่เหมือนใกล้กัน พอใกล้กันแต่การสื่อสารแข็งกระด่างอาจจะส่งผลให้ความรู้สึกแข็งกระด่างไปด้วยก็เป็นได้ เราจึงมีโอกาสเห็นคนเข้าใจผิดกันบ่อยจากการสื่อสารทาง Text หรือตามการใช้ Social Media ต่างๆ (วันก่อนผมได้มีโอกาสดู clip ที่มีกลุ่มน้องๆสก้อยตบกันนัว เพียงเพราะไม่กด Like น่ะเออ)

อย่าลืมน่ะครับว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่แท้จริง มันไม่สำคัญเพียงผู้ส่ง ผู้รับ สื่อกลางที่ใช้ แต่การรับรู้สารที่ผู้รับสารนั้นรับจากผู้ส่งสารนั้นครบถ้วนหรือไม่ ควบทั้งเนื้อหา ข้อความ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อก่อผลลัพธ์ที่ถูกต้อง กอปรกับยิ่งถ้าเราสื่อสารกับคนที่เรารัก เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก นั้นคงที่รายละเอียดที่ต้องใส่ใจมากกว่าจะเน้นความสะดวกให้เราต้องคิดเพิ่มมาอีกด้วย

จริงๆผมอยากเล่าถึงส่วนของการเคลื่อนที่ของชุดข้อมูลต่างๆอย่างว่องไวสุดๆในยุคนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกอยู่ยากมากขึ้น แต่พื้นที่คงไม่พอเสียแล้ว ไว้ยังไงจะมาบ่นอีกทีน่ะครับ (คงชาติหน้า เพราะนอกจากนานๆจะเขียนที ยังมีแรงบันดาลในจะบ่นเปลี่ยนไปตลอดเลยเสียด้วยสินา)

- รูปนี้เป็นรูปน้องพริตตี้จากงาน Money Expo ผมต้องการให้คำว่า Digital ในภาพส่งเข้าสู่เรื่องที่เป็นการย้ำให้คิดถึงการใช้ Digital อย่างชสญฉลาดครับ

เมื่อชีวิตคือการเดินทางหายหน้าหายตาจากการเขียน(ที่ไม่ค่อยมีคนอ่าน ๕๕๕) ไปทำงานประจำและงานนอกมานาน วันนี้นึกครึ่มอยากออกเ...
21/02/2015

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

หายหน้าหายตาจากการเขียน(ที่ไม่ค่อยมีคนอ่าน ๕๕๕) ไปทำงานประจำและงานนอกมานาน วันนี้นึกครึ่มอยากออกเดินทางอีกครั้งหลังจากได้ไปเวียดนามกับเพื่อนๆมาเมื่อช่วงปลายมกราคมที่ผ่านมา

หลังจากการเติมเชื้อเพลิงครั้งนั้นประสบการณ์ชีวิตที่หายไปนานก็เหมือนถูกรื้อฟื้นอีกครั้งหลังไม่ได้เดินทางมาแสนนาน

สิ่งที่ไหลเข้ามามีมากมาย ทั้งการมองตัวตคนของเราที่ลึกซึ้งมากขึ้น การมองโลกที่ไม่เหมือนเดิม เพราะตลอดช่วงเวลาที่ขาดการเดินทางไปนั้นชีวิตถูกปรุงแต่งด้วยความเป็นเมืองไปมากมาย ทั้งความหรูหรา ความสบาย(ปนขี้เกียจ) การดูถูก การมองข้าม หรือเรีกยง่ายๆวว่าปรุงแต่งชีวิตมากจนกลายเป็นคน "เย่อะ" โดยไม่รู้ตัว

ที่เวียดนาม(โฮจิมิน-ดาลัต-มุยเน่)ที่ผมพบว่าเค้าคล้ายบ้านเราเมื่อ 10 ปีก่อนมากๆ เพราะทุกอย่างยังดูง่ายๆช้าๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ฟุ้งหรือถูกปรุงแต่งจากระบบการแข่งขันและการต่อสู้เพื่อตนเองอย่างบ้านเราในทุกวันนี้(เน้นที่ความเป็นเมืองอย่าง กทม. เรา)

เมื่อชีวิตเริ่มเดินทาง ชีวิตเริ่มค่อยๆมอง(อาจเป็นผลจากการมาจับกล้องแบบจริงจังอีกครั้ง) เริ่มสังเกตุ ก็เริ่มรู้อย่างหนึ่งว่า ชีวิตที่ผ่านมาหลายๆช่วงเวลาที่ผมรู้สึกไร้ความสุขนั้น ที่แท้มันมาจากการคาดหวัง หรือความอยากที่มาปรุงแต่งจริตของตนเองให้เป็นคน"เย่อะ"จนไรความสุขไป

"ชีวิตนั้นแสนง่ายและสบายมาก เราเองต่างหากที่ปรุงมันให้เย่อะจนเกินไป จนลืมคำว่า พอ"

การเดินทางครั้งหน้าจะได้ประสบการณ์ใด ยังไงก็จะมาเขียนไว้ อย่างน้อย Page เล็กๆนี้ก็เปรียบเหมือน Dairy ที่เป็นการเดินทางของชีวิตผมเองเช่นกัน

#เล่าเท่าที่รู้

ความก้าวหน้าบางอย่าง ก็ไม่ได้เป็นที่น่าสนใจเสมอไป
19/02/2015

ความก้าวหน้าบางอย่าง ก็ไม่ได้เป็นที่น่าสนใจเสมอไป

การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในบางสิ่ง อาจก่อความเปลี่ยนแปลงในภาพรวมได้  #ระมัดระวัง
16/02/2015

การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในบางสิ่ง อาจก่อความเปลี่ยนแปลงในภาพรวมได้ #ระมัดระวัง

ชีวิตคนเราต้องการอากาศที่ดี ควบคู่กับอุณหภูมิที่เหมาะสมคนบ้านนอกปลูกป่าเพื่อสิ่งนั้น คนเมืองเลือกปลูกตึกแล้วติดเครื่องปร...
08/02/2015

ชีวิตคนเราต้องการอากาศที่ดี ควบคู่กับอุณหภูมิที่เหมาะสม

คนบ้านนอกปลูกป่าเพื่อสิ่งนั้น คนเมืองเลือกปลูกตึกแล้วติดเครื่องปรับอากาศเพื่อสิ่งเดียวกัน......

ทางลัด ที่ไม่ยั่งยืน.....

การเดินทางย่อมมีขึ้นมีลง มีหลงทางบ้าง มีต้องย้อนกลับไปบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญคือคุณไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป  #เล่าเท่าที่ร...
25/01/2015

การเดินทางย่อมมีขึ้นมีลง มีหลงทางบ้าง มีต้องย้อนกลับไปบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญคือคุณไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป #เล่าเท่าที่รู้

รักการอ่าน (มีประโยชน์จริงหรือ)ช่วงหลังๆนี้การอ่านต่างๆของผมและเพื่อนๆหลายๆคนคงเปลี่ยนไปกันมากน่ะครับ แต่เดิมที่เค้าว่าก...
22/01/2015

รักการอ่าน (มีประโยชน์จริงหรือ)

ช่วงหลังๆนี้การอ่านต่างๆของผมและเพื่อนๆหลายๆคนคงเปลี่ยนไปกันมากน่ะครับ แต่เดิมที่เค้าว่ากันว่าคนไทยอ่านหนังสือปีล่ะ 8 หน้า (หรือหลายๆท่านจำว่า 8 บรรทัด) ส่วนนี้ผมก็ยังเชื่อว่าจริงอยู่เพราะ ปัจจุบันการอ่านของเรานั้นอยู่บน Multimedia ต่างๆมากขึ้น โดยเฉพาะบน Computer และ Smartphone

ความไวของการส่งสารในปัจจุบันนั้นไปไวมากจากนิสัยการเสพที่เปลี่ยนแปลงทั้ง Pantip เอย Facebook เอย หรือ Youtube ที่มีการส่งสารต่อไปโดยเป็นวิดีโอเสียด้วย (ไม่ต้องอ่านนั้นเอง) ซึ่ง VDO นี้ไวถึงขนาดนักเล่าข่าวต้องเอามาเล่าข่าวตอนเช้าเลยทีเดียว (เพื่ออะไรหรอครับ) ตั้งแต่ เหนียวไก่ ยัน อีป้ายัดดอกไม้

ความไวที่มีมากขึ้นนั้นมีข้อพึงระวังมากขึ้น เพราะทุกสารที่ส่งนั้นมีวัตถุประสงค์เสมอครับ เมื่อสารส่งไวมาก จำนวนเองก็มามาก เราจึงมีเวลาตั้งสติพิจารณาน้อยลงไปด้วยเพราะทำตัวเป็นยอดมนุษย์นักเสพ (และบางกลุ่มก็เป็นนักเม้าท์ต่อเสียอีก)

ทั้งนี้ครับ ผมขอยกตัวอย่างนึงที่ผมเห็นมีการ Share บ่อยๆน่ะครับ คือเรื่องของการทำงานในองค์กรต่างๆ หรือความหลากหลายในการทำงานสืบเนื่องจาก Generation ของคนที่ต่างกันไป และการเก็บเงินออมเงิน

ประเด็นแรกเรื่องการทำงานและความต่างของอายุในองค์กร ส่วนมากเลยในทุกวันนี้จะมีพวกข้อความโจมตีคนรุ่นใหม่มากมายและข้อเสนอต่างๆเพื่อให้เราปรับตัวเข้ากับองค์กรต่างๆ แต่หากเราลืมคิดว่าถ้าคนเขียนคือคนเก่าๆของที่เหล่านั้นล่ะ! มันแปลว่าเค้าต้องการเปลี่ยนเราเพื่อให้เข้ากับเค้าได้ใช่หรือไม่ ทั้งๆที่โลกยุคใหม่นั้นเป็นของคนรุ่นเราแล้ว

ขบถแห่งยุคหมายคนกลายเป็นเทพ (แต่ก็ยอมรับว่าส่วนมากตายโดยโลกไม่จำ) เช่น Jobs ที่ไม่สามารถเข้ากับใครได้ แต่เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้ผมเลยเล็งเห็นว่า การที่เราเปลี่ยนตัวย้อนกลับไปเพื่อคนรุ่นเก่าโลกเรานั้นไม่พัฒนาแต่กลับให้ข้อดีคือเราหัวอ่อน(เค้าชอบว่าคนรุ่นเราหัวแข็ง) เพื่อพวกเค้าจะไม่ต้องปรับตัวใช่หรือไม่ (ให้คิดต่อครับ ไม่ลง Detail มาก) แฃ้วอะไรดีๆจะเกิดได้อย่างไรถ้าเราไม่เคยได้เสนอความคิดอะไร

การเก็บออม ช่วงหลังๆการลงทุนในหุ้นมาแรงมาก ขนาดแม่ค้าในตลาดยังพูดถึง SET กันแล้ว ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่าสถานการณ์แบบนี้น่ากลัวครับ เพราะตลาดหุ้นจะมั่วไปหมด เงินที่เราจะเก็บออมเอามาลงทุนแทน สุดท้ายก็เม่าทั้งนั้น เงินเข้ามือเจ้าฯเกลี้ยง เพราะอาจเป็นไปได้ว่าบทความเหล่านั้นถูกคำสั่งให้เขียนมาโดยกลุ่มพวกเจ้ามือ

ยังไงอ่านอะไร อ่านสิ่งใดล้วนดีครับ แต่อย่าลืมกลั่นกรองและไตร่ตรองหลังรับข้อมูล และเลือกรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จริงๆเท่านั้นก็พอน่ะครับ

#เล่าเท่าที่รู้

ที่อยู่

Nonthaburi
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เล่าเท่าที่รู้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท