18/08/2024
MG 3 Hybrid+
เปิดใจกับไฮบริดยุคใหม่จาก MG ทำไมไม่ทำให้มันดีแบบนี้แต่แรกเล่า
Story by SNAPPER Feat. NAM SE RI
Photo by SNAPPER
กาลครั้งหนึ่งไม่นานเท่าไรนัก มีรถเล็กช่วงล่างดี ออปชันดี ราคาถูกดี มาจากแดนผู้ดี นามว่า MG 3 เข้า มาป่วนตลาดในไทย รถขนาดเท่าๆกับชาวบ้าน แต่ฟีลแน่นหนากว่าชาวบ้านทั้งคัน ในราคาที่ถูกกว่ารถที่มีพิกัดความจุเครื่องยนต์เท่าๆกันทั้งตลาด
กาลครั้งนั้นปลุกตลาดให้ลุกฮือด้วยสเป็กที่มากกว่าใครจะให้ได้ ดีไซน์โดดเด่นเป็นอังกฤษยุคใหม่ภายใต้ร่มเงาความเป็นลูกครึ่งจีน-ไทย-อังกฤษ SAIC-CP ยุคใหม่ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พร้อมเกียร์กึ่งอัตโนมัติ AMT ที่มีเรื่องราวประปรายรายทาง แต่ก็ทำให้ตลาดรับรู้กับการมาถึงของแบรนด์ MG และรถรุ่นนี้
กาลเวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อตามให้ทันต่อคู่แข่งรอบข้างก็ตามมา หน้าใหม่คมคายเข้าท่า ภายในที่ปรับมาให้ดูตามยุคสมัยมากขึ้น พร้อมทั้งเกียร์อัตโนมัติทอร์กคอนเวอร์เตอร์ 4 จังหวะก็ได้เข้ามาประจำการเพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้าที่ง่ายขึ้น จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ครบอายุตลาดด้วยตัวเอง
กาลครั้งนี้ MG 3 Hybrid+ เลยเป็นการเปลี่ยนโฉมหลังจากการเรียนรู้ตลาดแบบไทยๆมาพักใหญ่ เปิดภาพมาด้วย Design Language ยุคใหม่ของ MG พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ Hybrid+ ผสานกำลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรกับมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ E-AT 3 สปีด !?
สำหรับภายนอกของ MG 3 Hybrid+ อาจจะไม่ต้องบรรยายมาก เพราะมันเห็นได้จากภาพ ดีไซน์โดดเด่น ผสมกลิ่นอายหลากหลายทาง กลายเป็นความแปลกใหม่ที่ดึงดูดสายตาประชาชีบนท้องถนน ยิ่งพอผสมกับสีฟ้าแล้ว ยิ่งทำให้ดูมีลูกเล่นในตัวมากขึ้นอีก เอาเป็นว่ามีความสวยและโดดเด่นในตัวเลยแหละ
ภายใน คอนโซลหน้าทูโทนขาว-ดำ ดีไซน์ล้อมตัวผู้ขับนิดๆ มีความกว้างในพื้นที่ที่จำกัด พร้อมพวงมาลัยที่คุ้นเคยจาก MG 4 มาพร้อมจอเรือนไมล์ 7 นิ้ว และจอเครื่องเสียง 10.25 นิ้ว หน้าตา Interface ใกล้เคียงกับที่พบได้ใน MG 4 อีกเช่นกัน และตัวหน้าจอทั้งคู่ยังแอบมีมุมสะท้อนกับแสงแดดอยู่หน่อยๆเช่นกันอีก เบาะส่วนรองนั่งมีความชันเล็กๆ ส่วนพนักพิงหลังมีปีกที่ช่วยกระชับตัวได้ดี ถึงอาจจะปรับแล้วรู้สึกแปลกไปบ้าง ตั้งพนักพิงหลังเบาะชันแล้วยังมีหัวหมอนดันหน่อยๆ เอนพนักพิงหลังลงซักนิดก็ช่วยให้ท่านั่งลงตัวขึ้นได้อีก นอกจากนี้การควบคุมจอและระบบแอร์ อยู่ในระยะการกวาดมือแบบไม่ต้องเอื้อม ถนัดมือใช้ได้ ส่วนเมนูหน้าจอต้องปรับความชินในการใช้งานอยู่บ้าง และระยะความสูงของจอ แอบต่ำไปหน่อย เหลือพื้นที่คอนโซลหน้าในระยะสายตาอีกประมาณนึง แถมตำแหน่งแป้นคันเร่งกลับเบรกก็อยู่ในระยะที่ควรจะเป็น ขยับเท้าง่าย พลิกเท้าสลับตำแหน่งคันเร่งและเบรกได้โดยที่ไม่ต้องนั่งเอียงตัว ทำให้ภาพรวมตำแหน่งท่านั่งคนขับของตัวใหม่แก้ปัญหาจากตัวเก่าไปได้เกือบทั้งหมดเลย
ส่วนเบาะหลังมีขนาดพอดีตัวผู้เขียนที่หุ่นติดไปทางอวบและสูงประมาณ 178 เซนติเมตร เมื่อปรับระยะเบาะหน้าไว้ที่ตำแหน่งขับของตัวเอง พื้นที่วางขาด้านหลังจะมีระยะพอประมาณ ไม่ได้กว้างชัดเจน แต่ไม่อึดอัด ตัวพนักพิงเบาะหลังที่พับแยกได้ 60:40 ถึงจะต้องเผื่อการพับ แต่ตัวเบาะก็ไม่แบน มีจุดนูนปีกเบาะพอรั้งตัวได้ประมาณนึงในช่วงที่ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วมากขึ้น
ก่อนเข้าช่วงทดลองขับได้ทดลองระบบแอร์โดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากรถคันที่เลือกทดสอบเป็นคันเดียวที่บังเอิญถูกจอดดับเครื่องไว้กลางแดด ก้าวขึ้นนั่งในรถด้วยอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อน ตัวเบาะผ้าสลับหนังก็ไม่ได้อมความร้อนซักเท่าไหร่ พอได้สตาร์ตรถเปิดแอร์ ตัวแอร์ก็ทำงานได้ค่อนข้างไว อาจจะมีจุดสังเกตที่ช่องแอร์ด้านหน้าขนาดไม่ใหญ่ ลมแอร์อาจจะไม่ได้ออกกว้างมาก เน้นส่งลมแอร์เป็นเส้นแคบไปซักหน่อย แต่ให้ความเย็นทั่วถึงทั้งแอร์หน้าและหลัง
การขับขี่ ความเร็วต่ำ พวงมาลัยเบาและคล่องตัวในแบบที่ใกล้เคียงกับ MG 4 Electric โดยที่ช่วงล่างมีความนุ่มพอประมาณรวมกันแล้วให้ความรู้สึกสบายในส่วนความเร็วต่ำได้ดี น่าจะเป็นประโยชน์ในการลัดเลาะความเร็วต่ำและวนรถหาที่จอดในเมือง คันเร่งกะระยะง่าย เลี้ยงคันเร่งดีๆ ในช่วงที่ไฟในแบตเตอรี่มากพอในช่วงทดสอบสามารถวิ่ง EV Mode ได้ถึงความเร็ว 80 km/h ซึ่งน่าจะทำความเร็วในโหมดนี้ได้มากกว่านี้ได้ แต่ต้องหักหลบกะทันหันจากกองกรวยบนถนนเสียก่อน ทำให้เครื่องยนต์ติดขึ้นมาเพื่อช่วยส่งกำลังเผื่อในกรณีที่หลังหักหลบแล้วจำเป็นจะต้องใช้กำลังจากเครื่องในการเร่งทำความเร็วเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางเพิ่มเติม ถือว่าเป็นการป้องกันระบบขาดกำลังในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ดี
ในเรื่องของระบบเบรก น้ำหนักเบรกไม่มาก แต่ให้ความมั่นใจในการเบรกได้ดี ส่วนของระบบ Kinetic Energy Regenerative System หรือ KERS Mode ที่คอยหน่วงตัวรถขณะถอนคันเร่งทั้ง 3 ระดับก็ทำหน้าที่ได้ดีเลย ในระดับ KERS 1 มีการหน่วงความเร็วน้อย ใกล้เคียงรถยนต์นั่งเกียร์อัตโนมัติทั่วไปเมื่อถอนคันเร่ง ส่วนระดับ KERS 2 จะมีการหน่วงเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังขับได้แบบไม่เกร็ง ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องหน้าทิ่มแต่อย่างใด และระดับ KERS 3 ถึงแม้จะหน่วงมากขึ้น แต่ก็ยังต้องกดเบรกอยู่ ไม่สามารถใช้แทน One-Paddle Mode ได้ ต้องเลี้ยงคันเร่งดีๆ เมื่อปล่อยคันเร่งเร็วเกินไปจะดึงหน่วงความเร็วหน้าทิ่ม และในโหมด KERS 3 เมื่อถอนคันเร่งที่ความเร็วเกิน 30 km/h ขึ้นไป ไฟเบรกจะขึ้นให้โดยอัตโนมัติ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาทิ่มใส่ท้ายรถตอนที่รถกำลังหน่วงความเร็วตอนที่เรากำลังถอนคันเร่ง
สำหรับอัตราเร่งของเจ้า MG 3 Hybrid+ ซัดได้พอตัวเลย ไม่ว่าจะเป็น Normal Mode หรือ Sport Mode ก็ตอบสนองได้ค่อนข้างดี น้ำหนักผู้ทดสอบรวมประมาณ 3 คน ราว 240 kg แต่อัตราเร่ง 0 - 100 km/h ราวๆ 8 วินาทีนิดๆ ไม่เกินจริง และอัตราเร่งแซงที่ความเร็ว 80 - 120 km/h อยู่ที่ราวๆ 6 วินาทีนิดๆ ทั้งหมดทดสอบใน Normal Mode นับว่าให้ความมั่นใจในการออกตัวและเร่งแซงได้พอสมควร
โดยการทำงานของตัวเกียร์ E-AT 3 สปีดก็ทำงานได้ค่อนข้างต่อเนื่องดี จากข้อมูลที่ได้รับคือจังหวะเกียร์แรกจะทำงานในช่วงความเร็ว 0 - 50 km/h ก่อนจะขึ้นเกียร์จังหวะถัดมาที่จะทำงานช่วงความเร็ว 50 - 110 km/h และจะตัดเข้าการทำงานของเกียร์จังหวะสุดท้ายที่เน้นรอบการทำงานความเร็วเดินทางต่อเนื่อง และช่วงความเร็วที่สูงกว่าเกียร์ก่อนหน้า ในช่วงทดสอบอัตราเร่ง 0 - 100 km/h การตัดต่อกำลังต่อเนื่องและเนียนดี แต่ในช่วงทดสอบอัตราเร่ง 80 - 120 km/h จะพบจังหวะตัดต่อกำลังเล็กๆ ที่ความเร็วประมาณ 110 km/h โดยประมาณในช่วงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะทำความเร็วต่อเนื่องขึ้นไปถึง 120 km/h ในแบบที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่ได้กระทบต่ออัตราเร่งภาพรวมแต่อย่างใด
ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแปรผันตามรถคันหน้า Adaptive Cruise Control ทำงานได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ทั้งการเร่งความเร็วขึ้นไปตามความเร็วที่กำหนด การรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า และการชะลอความเร็วตามรถคันหน้าทำงานได้ค่อนข้างเนียนดีเลย เหลือเพียงแต่จังหวะเร่งความเร็วตามรถคันหน้าที่ยังมีจังหวะการไล่ระดับคันเร่งได้ไม่ละเอียดพอ อาการเหมือนกับคนที่เท้าไม่ค่อยนิ่งแต่พยายามจะค่อยๆ กดคันเร่งขับตามรถคันหน้า แต่ระแวงการเว้นระยะอยู่เรื่อยๆเท่านั้นเอง
และอาการของช่วงล่างในการขับขี่ช่วงความเร็วสูงก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของระยะยุบช่วงล่างจะติดนุ่ม และถ้าเจอรอยปะถนนที่ไม่คมมากมีเด้งนิดๆ แต่พอเลยระยะยุบช่วงแรกไปแล้ว ช่วงล่างในระยะถัดมาจะให้ความรู้สึกแน่นและมั่นใจได้มากขึ้นในการใช้ความเร็วเดินทางนิ่งๆ 70 - 120 km/h น้ำหนักเครื่องยนต์ที่เพิ่มมีอยู่ช่วงกดให้หน้ารถมีน้ำหนักและรู้สึกมั่นใจในน้ำหนักพวงมาลัยมากขึ้นด้วย ช่วยให้รู้สึกว่าขับสบาย ไม่ต้องเกร็งกับรถเล็กคันนี้ ถ้าไม่นับว่าเจออาการแปลกๆที่แป้นคันเร่ง ถ้ากดคันเร่งด้วยตัวเองแช่ไว้นิ่งๆ และไม่ได้ใช้ Adaptive Cruise Control จะพบอาการสั่นเบาๆ ที่คันเร่งต่อเนื่อง พอให้ได้จั๊กกะจี้แบบงงๆ
ภาพรวมอากัปกิริยาของรถในการขับขี่สถานการณ์ต่างๆออกมามีความเป็นกลางค่อนข้างมาก ในจังหวะออกตัวจากยูเทิร์นพร้อมกดคันเร่งเต็ม ล้อหมุนฟรีทิ้งบ้างไม่มาก พวงมาลัยมีแรงดีดกลับที่ค่อนข้างดี อาจจะดีดกลับช้าเล็กน้อยในช่วงท้ายๆ แต่สามารถแก้ได้ด้วยการหักพวงมาลัยกลับเองเพิ่มได้เลยวงรอบที่เหลือไม่มากเกินไป ส่วนอาการของรถในโค้งจากการหักเลี้ยวและการถ่ายน้ำหนักมีทั้งอาการอันเดอร์สเตียร์และอาการโอเวอร์สเตียร์พร้อมๆกันในขนาดที่ไม่มาก รถค่อยๆมีอาการออกมาให้สัมผัสโดยที่ไม่ได้มีระบบไฟฟ้าเข้ามาขวางหรือกรองอาการออกจากตัวรถมากเกินไป ทำให้จังหวะหักเลี้ยวต่างๆมีอาการต่างๆให้พอเล่นสนุกได้ มากขึ้นน้อยลงตามความเร็วที่กำลังใช้อยู่ได้เลย และไม่ได้น่ากลัวสำหรับคนที่ยังขับรถไม่คล่อง แถมให้ว่าตัวยางติดรถ Landcaster LV-88 ขนาด 195/55 R16 ก็ยังสามารถรักษาอาการของตัวรถไว้พอประมาณเลยแหละ นอกจากนี้ตัวรถก็ยังเก็บเสียงได้ดีพอตัวเลย ถึงความเร็วจะเกิน 100 km/h แล้วก็ตาม
สรุป จุดที่เคยติเคยชมใน MG 4 Electric และ MG 4 XPower มันกลับมาโผล่และมาแก้ใน MG 3 Hybrid+ ตัวนี้ซะหลายจุด แถมเป็นทางสายกลางที่รับจบซะด้วย ถ้าไม่ใส่ใจเรื่องขนาดตัวถังที่เล็กลง และการที่ไม่ได้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 100% แล้วล่ะก็ MG 3 Hybrid+ ก็ดีพอที่จะแทนกันได้นะ
พวงมาลัยที่เบาไปใน MG 4 RWD และพวงมาลัยไวไปนิดใน MG 4 XPower ก็ถูกแทรกกลางด้วย MG 3 Hybrid+ ที่มีน้ำหนักเครื่องเขามาช่วงถ่วงหน้ารถให้ไม่เบาและไวเกินไป
อัตราเร่งที่หายไปเมื่อเทียบกับ MG 4 และ MG 4 XPower จากการที่ไม่ได้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 100% แลกกับการเป็นรถไฮบริดที่มีกำลังแรงคล่องตัวและไม่ต้องรอชาร์จ เพียงเติมน้ำมัน RON 95 ขึ้นไป และมีเอทานอลไม่เกินระดับ E20 แทนก็เพียงพอ
ความสนุกที่หายไปจากการมีระบบไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง และขับเคลื่อนสี่ล้อ แทนด้วยบุคลิกรถยนต์ไฮบริดขับเคลื่อนล้อหน้า มาพร้อมกับช่วงล่างที่ไว้ใจได้ ขับขี่สนุกและคล่องตัว ก็พอแทนกันได้นะ
เท่าที่ดูคาดการณ์ราคาต่างๆแล้ว ส่วนต่างราคาจากคู่แข่งพิกัดเดียวกันหลักแสนบาท ค่อนข้างดึงดูดให้ผู้คนเข้าไปค้นหาคำตอบได้ไม่ยาก แถมตัวรถยังมีความน่าสนใจในตัวไม่ใช่น้อยเลย ถึงแม้จะแหกธรรมเนียมภาพจำ MG รุ่นท็อปต้องมีซันรูฟตามรุ่นพี่ที่รักอย่าง MG 4 Electric ไปติดๆ แต่ออปชันที่เห็นในรถคันจริงก็ดูดี ดูใช้ได้จริง และเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
จุดติเล็กๆ ของเจ้า MG 3 Hybrid+ จริงๆอยู่ที่ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับขี่เป็นหลัก เช่น พวงมาลัยปรับเข้าออกไม่ได้ เข็มขัดนิรภัยปรับสูงต่ำไม่ได้ ล็อกของเบาะที่ปรับเอนอาจจะไม่ลงตัวสำหรับบางสรีระ การวางแขนบนแผงประตูและคอนโซลกลางพอวางแขนได้ในระดับแอบต่ำอยู่นิดๆ เกือบพอดีตัวแล้วอีกนิดเดียว และคอนโซลกลางที่แอบเบียดขาซ้ายผู้ขับขี่อยู่หน่อยๆ อันนี้แนะนำให้ทดลองนั่งรถคันจริงประกอบการตัดสินใจด้วย ถ้าไม่พบปัญหาเหล่านี้ ก็จะไม่มีปัญหากับการอยู่ร่วมกันกับรถคันนี้โดยทั่วไป นี่ก็กลายเป็นเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจได้ไม่ยาก เหลือเพียงแค่เปิดราคาให้ชัดๆ ซักที
" ปิดจุดบอด ปลอดจุดสาป = รถที่น่าจะขายได้ดีๆซักทีนะ เอ็มจี " เพราะจุดอ่อนสุดท้ายที่เป็นจุดใหญ่เสมอมาของแบรนด์ MG คือการซ่อมแซมและระบบอะไหล่ ในช่วงนี้พยายามโปรโมตด้วยคำว่าประกอบไทยและมีอะไหล่ในไทย แต่สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังมากกว่านั้นคือการดูแลที่เข้าถึงปัญหาได้ตรงจุดและรวดเร็ว ขอให้ทุกอย่างเห็นภาพได้ชัดขึ้นในก้าวต่อไปของแบรนด์นะครับ
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณกิจกรรมทดลองขับ MG 3 Hybrid+ จาก เอ็มจี ประเทศไทย รวมถึงทีมสตาฟและอินสตรักเตอร์ สำหรับการบริการที่ดีตั้งแต่ต้นจนจบกิจกรรม สำหรับใครที่สนใจทดลองขับ สามารถตรวจสอบตารางกิจกรรมและสถานที่ได้ที่หน้าแฟนเพจเฟซบุ๊ก MG Thailand ได้เลยนะครับ
+ +