Nat Sumanatemeya Fanpage

Nat Sumanatemeya Fanpage ภาพและเรื่องทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ
นัท สุมนเตมีย์

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฏาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ มหาชน ซึ่งเป็นแล...
22/07/2026

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฏาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ มหาชน ซึ่งเป็นแลปที่ออกแบบวิจัยและพัฒนาเคมีภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางค์และครีมกันแดด ในเครือสหพัฒน์ ที่ได้ร่วมทำ MOU กับกรมทรัพยากรธรรมชาติและชายฝั่ง หรือ ท.ช. ในการมุ่งมั่นพัฒนาสูตรครีมกันแดดท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Reef-safe sunscreen) และปราศจากสารเคมีต้องห้าม 4 ชนิดที่ประกอบไปด้วย Oxyenzone Octinoxate 4-Methylbenzylidene Camphor และ Butylparaben อาจจะส่งผลต่อแนวปะการัง ที่มีกรอบข้อตกลงในการทำงานต่อเนื่องร่วมกันเป็นระยะเวลา 5 ปี

และหนึ่งในข้อตกลงใน MOU นี้ก็คือการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล และขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์อย่างการซ่อมแซมผูกทุ่นจอดเรือและเก็บขยะในพื้นที่แหล่งดำน้ำในบริเวณหมู่เกาะแสมสาร ในเขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นจุดดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแห่งหนึ่งในอ่าวไทยที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมเข้าไปใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมเดินทางมาเปิดงานด้วยตนเอง นอกเหนือไปจากตำแหน่งงานบริหารแล้ว คุณอุกกฤต นั้นเป็นนักวิชาการทางทะเลที่ศึกษาในเรื่องปลาในแนวปะการังและแนวปะการังมาตลอดและท่านได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจในเรื่องของการอนุรักษ์ไว้ว่า สิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่สุดของงานอนุรักษ์คือความพยายามในการลดผลกระทบที่เกิดจากมนุษย์ อย่างเช่นการทำทุ่นจอดเรือ เพื่อลดการใช้สมอเรือที่จะเป็นผลกับแนวปะการังโดยตรง การลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายกับแนวปะการัง การระมัดระวังไม่ให้ขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกที่ไม่ย่อยสลายในธรรมชาตินั้นเข้าไปปนเปื้อนในธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทางธรรมชาติให้สมดุล

การผูกทุ่นจอดเรือสำหรับเรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ โดยใช้แท่นฐานซีเมนต์ขนาดใหญ่วางไว้บนแนวผืนทรายด้านนอกแนวปะการัง และทุ่นขนาดเล็กสำหรับเรือขนาดเล็กที่วางใกล้แนวเพื่อให้นักดำน้ำตื้นได้ลงดูแนวปะการัง โดยมีการกำหนดพื้นที่และแนวเขตอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมจำนวนเรือให้เหมาะสมก็เป็นแนวทางหนึ่งที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยึดถือมาตลอด

งานในครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก แบรนด์ MizuMi ที่ได้นำครีมกันแดดที่เป็นสูตร Reef-safe ที่เป็นมิตรต่อแนวปะการัง มามอบให้กับกลุ่มนักดำน้ำอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านด้วย

คุณธีระศักดิ์ วิกิตเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการบริหารของบริษัทเอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพร์ส จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่าการร่วมทำ MOU กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ และที่จะมีต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลา 5 ปีนี้ เป็นหนึ่งในความตั้งใจของบริษัทที่ทำในด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากลและจะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ดีมากขึ้นเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นความตั้งใจของบริษัทในเครือสหพัฒน์ทุกบริษัทเสมอมา

Skeleton shrimp  เป็นสัตว์ทะเลในกลุ่ม Amphipods ที่มีลำตัวยาวเหมือนกับกิ่งไม้แต่บางใสเหมือนกับโครงกระดูกที่เคลื่อนไหวได้...
07/07/2026

Skeleton shrimp เป็นสัตว์ทะเลในกลุ่ม Amphipods ที่มีลำตัวยาวเหมือนกับกิ่งไม้แต่บางใสเหมือนกับโครงกระดูกที่เคลื่อนไหวได้ ที่พรางตัวเล็กๆที่มีขนาดความยาวเพียงไม่กี่เซนติเมตรของมันไปกับ กิ่งก้านของ Hydroid หรือ สาหร่าย โดยมันจะใช้หางของมันเกี่ยวเกาะอยู่บนก้านของไฮดรอย และสาหร่ายหรือหญ้าทะเล และลำตัวที่บางใสเหมือนกระจกของมันก็จะโบกไกวไปกับกระแสน้ำใช้ปากของมันกรองกินแพลงก์ตอนที่ล่องลอยมาตามกระแสน้ำ

ด้วยขนาดที่บางใสราวกับเส้นด้ายของมันที่โบกไกวไปกับกระแสน้ำ การถ่ายภาพ Skeleton shrimp นั้นก็ไม่ง่ายนักเพราะตัวมันจะโบกไปมาตามกระแสน้ำ การจะโฟกัสให้ตาของมันชัดก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากนักเพราะว่ามันมักจะเกาะอยู่ที่เดิมนิ่งๆ ไม่ย้ายที่ไปไหน

ผมถ่ายภาพของ Skeleton shrimp ฝูงนี้ด้วยเลนส์ท่อ EMWL ของ Nauticam ที่ผมยืมไปใช้ เพราะต้องการจะเก็บภาพ แหล่งอาศัย หรือ Habitat ของมันในธรรมชาติในมุมกว้างเก็บมาด้วย ไม่ได้ที่จะเจาะจงเก็บไปที่ใบหน้าของมันให้ชัดเจนเพียงอย่างเดียว

ผมบันทึกภาพนี้จากในแนวน้ำตื้นเพียงไม่กี่เมตร จากในบริเวณจุดดำน้ำหน้ารีสอร์ท Crystal blue ที่ Anilao ประเทศฟิลิปปินส์

วาฬหลังค่อม นอกชายฝั่งแอฟริกาใต้ในช่วงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2014  ในระหว่างที่ผมไปเฝ้ารอปรากฏการณ์ซาร์ดีนรัน อยู่เกือบเดือ...
03/07/2026

วาฬหลังค่อม นอกชายฝั่งแอฟริกาใต้ในช่วงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2014 ในระหว่างที่ผมไปเฝ้ารอปรากฏการณ์ซาร์ดีนรัน อยู่เกือบเดือน ผมบันทึกภาพนี้จากบนเรือยางลำเล็กๆ ที่อยู่ในระดับน้ำทะเล วาฬตัวนี้กระโดดขึ้นมาห่างออกไปราว 20-30 เมตรจากเรือของเราหลายครั้ง ในขณะที่เราลอยลำดักรอจังหวะอยู่

ในยุคสมัยนั้นผมยังใช้กล้อง DSLR เป็นหลักในการทำงาน กับเลนส์ซูมระยะสั้น 70-200 ตัวหนึ่งที่ผมใส่กระเป๋ากันน้ำไว้ถ่ายภาพจากบนเรือ ส่วนใน Housing นั้นเป็นกล้อง DSLR อีกตัวหนึ่งที่ใส่ติด Housing ไว้ลงน้ำ

ทุกเช้าผมจะหิ้วกล้องสองตัว ใส่เวทสูทที่เปียกชื้น ลงเรือยางที่ไม่มีหลังคาบังแดด ฝ่าคลื่นลมออกไปกลางทะเลตั้งแต่เช้า และจะกลับมาที่ฝั่งในช่วงบ่ายในราวบ่าย 3-4 โมงเย็น ทุกวันติดต่อกันนานนับเดือน โดยที่บางวันก็ไม่ได้ลงน้ำเลยสักครั้ง และเวลาส่วนใหญ่ก็ใช้ไปกับการตามหาฝูงนกที่ลงมาโฉบปลาซาร์ดีนที่โลมาไล่ขึ้นมาจากความลึกมารวมกันที่ผิวน้ำ

ช่วงเวลาเกือบเดือนผมมีโอกาสลงน้ำไปรวมๆกันแล้วไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมงเพียงเท่านั้นเอง

แต่มีโอกาสพบเห็นฝูงวาฬหลังค่อมที่จะอพยพขึ้นมาตามชายฝั่งแอฟริกาแทบทุกวัน

ที่เอาภาพเก่าๆมาลง ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่มีเงินออกไปทำงาน ไม่ใช่ไม่อยากไปนะ

ฉลามครีบเงิน  Silvertip shark : Carcharhinus albimarginaus  ในบริเวณจุดดำน้ำที่เรียกว่า Silvertip bank ในกลุ่มกองหินใต้น...
16/06/2026

ฉลามครีบเงิน Silvertip shark : Carcharhinus albimarginaus ในบริเวณจุดดำน้ำที่เรียกว่า Silvertip bank ในกลุ่มกองหินใต้น้ำที่เรียกกันว่า Burma Banks ในทะเลพม่า เมื่อราวปี 2538 ในสมัยที่ผมออกไปดำน้ำกับเรือ Fantasea ในครั้งแรกๆ ที่ออกไปจากหาดป่าตอง ในช่วงที่ผมเริ่มต้นดำน้ำใหม่ๆ

ในยุคสมัยที่ผมไปนั้น เรือ MV. Fantasea ก็จัดทริพออกไปดำน้ำที่ Burma Banks ติดต่อกันต่อเนื่องมาหลายปีมากแล้วครับ ในยุคนั้น Silvertip bank นับได้ว่าเป็นจุดดำน้ำดูฉลาม Silvertip ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ที่ออกเดินทางจากภูเก็ต ไปบนเส้นทางที่เรียกว่า Andaman Triangle ที่เริ่มจากหมู่เกาะสิมิลัน ออกไป Burma Banks แล้วกลับมาที่กองหินริเชลิว เป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นเส้นทางที่ถูกสำรวจและวางแผนสำหรับทริพดำน้ำ 7 วัน โดยบริษัท Fantasea diver ที่หาดป่าตองจังหวัดภูเก็ต และได้เชิญสื่อต่างประเทศและนักดำน้ำชื่อดังจากทั่วโลกโปรโมทเส้นทางนี้มาต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี

ในยุคสมัยนั้น นักดำน้ำชาวไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งผมด้วย ส่วนใหญ่ก็ดำน้ำกันแค่แถวๆหมู่เกาะสิมิลัน (ซึ่งนั่นก็จัดว่าไกลปืนเที่ยงมากๆแล้ว)

ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีเรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard ที่ทันสมัยมากมายอย่างทุกวันนี้นะครับ เรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard ลำแรกๆเท่าที่สืบค้นมาได้ก็จะเป็นเรือใบลำเล็กๆของฝรั่งที่อยู่กันอย่างอัตคัดในพื้นที่แคบๆ (อันนั้นก่อนยุคที่ผมดำน้ำหลายปี ในยุคสมัย น้าดร์ล พี่ปัญญา ไปดำน้ำสิมิลันกันในยุคบุกเบิก)

มาถึงยุคสมัยที่ผมเริ่มดำน้ำแล้ว จะมีเรืออยู่ 2 ลำ ซึ่งเดิมเป็นเรือของบริษัทซีทราน ที่เป็นฝาแฝดกันคือ เรือ ทะเลนอก และ ทะเลใน ซึ่งเคยเป็นเรือตรวจการณ์ของเยอรมันที่ซีทรานซื้อต่อมา วางเครื่อง Mercedes Marine 2 เครื่องยนต์ (ซึ่งผมจำได้ดีเพราะเคยไปดูเรือสองลำนี้กับพ่อตอนเด็กๆ ในสมัยที่จอดคู่กันอยู่)

เรือสองลำนี้คือสิ่งที่พลิกโฉมวงการดำน้ำในเมืองไทย (ไว้เดี๋ยวผมเขียนเรื่องนี้ทีหลัง) เอาว่าเฉลยไว้ก่อนตรงนี้ว่า ลำหนึ่งก็คือ Andaman Pearl ลำแรก ที่ตอนหลังขายต่อมาให้กับ Fantasea Diver และกลายมาเป็นเรือ Fantasea ที่ออกไปสำรวจ Burma Bank ครั้งแรก เพราะเป็นเรือที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเดินทางออกไปกลางทะเลขนาดนั้นได้ ในเรื่องของมาตรฐานของความปลอดภัย เพราะเป็นเรือเหล็ก (ในขณะที่เรือให้บริการดำน้ำในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น ไดอาน่า คารีน่า อะไรก็ตามยังเป็นเรือไม้อยู่)

ส่วนเรืออีกลำ (ผมจำไม่ได้จริงๆว่าลำไหนคือทะเลนอก ทะเลใน) แต่เป็นลำที่สองนั้นสุดท้ายมาก็คือเรือ Divemaster II คือเรือให้บริการดำน้ำลำแรกของบริษัท DIvemaster ส่วน Divemaster I ที่ต่อขึ้นภายหลังมีขนาดใหญ่กว่า

คีย์แมนคนสำคัญที่ทำให้เกิดจุดดำน้ำที่ชื่อว่า Burma Banks ขึ้นมานี้ก็คือ พี่ปัญญา งามสุวรรณ ที่เคยทำงานที่บริษัท Fantasea นี่แหละ ที่เป็นคนชวนผมและชาวคณะ อสท ไปดำน้ำที Burma Banks เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

พี่ปัญญา เคยไปทำงานท่ีเกาะ Bandos ประเทศมัลดีฟส์ กับรีสอร์ทของ Herwarth Voightmann ช่างภาพชาวเยอรมันที่มาทำรีสอร์ท Bandos ที่มัลดีฟส์ ในยุค 1970-1980 พี่ปัญญาเคยไปเป็น Divemaster ที่ให้อาหารฉลามด้วยมือเปล่า ที่มัลดีฟส์มาก่อน

เมื่อกลับมาเมืองไทยในยุค 90's พี่ปัญญาก็มาทำงานที่ Fantasea diver และออกไปสำรวจ Burma Banks (ซึ่งในยุคสมัยนั้นเป็นจุดที่เรือทำการประมงผิดกฏหมายอย่างระเบิดปลาไปหากินในบริเวณนั้น ทำให้ฉลามค่อนข้างคุ้นเคยกับการเข้ามากินซากปลา)

การค้นหา Silvertip bank ก็คือการวนเวียนหาจุดที่จะลงดำน้ำได้อย่างปลอดภัยในความลึกที่ไม่มากนัก เพราะยอดหินโดยเฉลี่ยของกองหินต่างๆของ Burma Banks นั้นจะลึกโดยเฉลี่ย เกินกว่า 60 ฟุตลงไป จนมาเจอยอด Silvertip bank ที่ยอดอยู่ที่ประมาณ 30 ฟุต ก็ผูกทุ่น ทำหมาย GPS เอาไว้

ชื่อ Silvertip bank นี่ถ้าไม่ใช่พี่ปัญญาเป็นคนตั้ง ก็น่าจะเป็นใครสักคน ไม่ เยอรูน ก็ Mark หรือ ไม่ก็ ซูซาน นั่นแหละ เป็นคนตั้ง

และพี่ปัญญา เป็นคนแรกที่ลงไป Feed ฉลาม ก่อนที่จะสอนให้ Mark Strickland กับ Suzanne Forman ทำงานต่อจากเขา และเขากลับมาทำงานที่ Office ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นอีกหลายปี เรือไทยอีกหลายลำจึงค่อยๆออกไปดำน้ำที่ Burma Banks ไม่ว่าจะเป็น Divemaster II และ Aqua one ที่ผมเคยทำงานอยู่บนเรือในช่วงยุค หลังจากปี 2540

สำหรับประวัติศาสตร์เล็กๆที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้นี้ อาจจะไม่ได้มี คุณค่า มีความหมายอะไรที่จะมีใครมาสนใจ ในยุคสมัยที่ใครๆก็ค้นหาอะไรก็ได้จาก AI ต่างๆ

แต่สำหรับผมเองแล้ว การที่ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตบางส่วน อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวในช่วงท้ายๆนั้น ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องบันทึกเรื่องราวที่เคยพบเห็นมาอย่างถูกต้องที่สุดเก็บเอาไว้

เพราะว่าถ้าข้อมูลเริ่มต้นมันผิดไป และถูกบันทึกไว้ผิดเพี้ยนไป ตั้งแต่ต้น มันก็จะออกมาเหมือนกับเรื่องที่ชอบเล่าลือ กันไปว่า กัปตันคุสโต เป็นคนพบกองหินริเชลิว

ซึ่งจากบันทึกที่แท้จริงของคนที่เคยขึ้นไปบนเรือคาลิปโซที่สิมิลัน และเคยดำน้ำกับเรือคาลิปโซ อย่างครูพลัง หรือ พี่โต นักดำน้ำรุ่นพ่อของผม ท่านก็บอกไว้ชัดเลยว่า คุสโต ไม่ได้อยู่บนเรือตอนนั้น แต่บินตามมางานเลี้ยงที่กรุงเทพ

04/06/2026

หลายเดือนก่อนไปดำน้ำ Black Water ที่ Anilao มา จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่อยากจะไปตามล่าหาแต้มหาตัวประหลาดๆอะไรมาเก็บไว้เป็น Collection ภาพอะไรหรอก เพราะว่าเบื่อแล้วกับการใช้เงินเก็บที่มีไม่มากนักของตนเองออกไปทำอะไรแบบนั้น เอามาลงเพจที่ก็ไม่ได้อะไรมีเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ได้มีงาน ไม่ได้ขายอะไร ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรที่คุ้มค่ากับเวลา การเดินทางที่ใช้ไป และภาพที่ได้มาก็ไม่รู้จะไปทำอะไร

แต่มันเป็นความรู้สึกแค่ว่าอยากไปเห็น เมืองหลวง ของการดำน้ำแบบ Blackwater ของโลกนี้ว่าเป็นยังไงสักครั้งในชีวิตแค่นั้นเอง และก็ไปสัญญากับเพื่อนรุ่นน้องไว้ตั้งแต่ปีก่อนว่าจะไปด้วยกันแค่นั้นเอง

เราเลือกพักที่ Anilao Photo Academy เพราะว่าตำแหน่งที่ตั้งนั้นอยู่ในอ่าวฝั่งตะวันตกของ Anilao ซึ่งจุดที่ออกไปทำ Black water นั้นอยู่หน้าที่พักเลย ห่างออกไปแค่ประมาณ 500 เมตรก็เป็นแนว Drop off ที่ตัดลึกลงไปแล้ว อยู่ห่างจากจุดที่จอดเรือทำ Bon fire ไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นแนวลึกแล้ว ทำให้การดำน้ำแบบ Black water ที่ Anilao นี้มีความสะดวกและปลอดภัยมากกว่าจุดดำน้ำอื่นๆที่ต้องนั่งเรือออกไปไกลๆกลางทะเลมาก เพราะว่าอยู่ในอ่าวที่บังคลื่นลมที่มาจากทางด้านตะวันออก ในช่วงเดือนมีนาคม

ออกเรือไปดำน้ำไดฟ์แรกตอนราวๆหกโมงครึ่ง ทุ่มกว่าๆก็กลับมากินข้าว ไดฟ์ที่สองก็ออกเรือไปราวๆสองทุ่มกว่าๆ กลับมาอีกทีก็ราวๆสามทุ่มกว่าๆ ไม่ต้องใช้เวลาเดินทางอีกเป็นชั่วโมงกลับไปที่พัก

ในขณะเดียวกันถ้าเลือกจะไปดำน้ำในตอนกลางวัน จุดดำน้ำที่ดีส่วนใหญ่จะอยู่ทางใต้ที่ต้องนั่งเรือไปราวๆชั่วโมงนึง ถ้ามา Anilao เพื่อจะดำน้ำตอนกลางวัน การเลือกที่พักทางใต้ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าอยากมาดำน้ำ Black Water เป็นหลัก Anilao Photo Academy ก็เป็นทางเลือกที่ดี

การดำน้ำแบบ Black Water นั้นจะเริ่มตั้งแต่ช่วงหลังพระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว เรือจะออกไปแล้วผูกทุ่นทิ้งไฟเป็นระยะ เพื่อใช้ดึงดูดให้แพลงก์ตอนเข้ามารวมตัวกันใต้แสงไฟ และสรรพชีวิตจากห้วงลึก ไม่ว่าจะเป็นปลาหมึก และลูกปลาวัยอ่อนสารพัดชนิดจะว่ายวนเวียนเข้ามาในบริเวณใกล้แสงไฟนั้น แสงไฟที่ผูกเป็นระยะ จากความลึกที่ลึกสุดประมาณ 30 เมตร ไล่มาที่ 20 เมตร 10 เมตร และ 5 เมตร นั้นทำหน้าที่อีกอย่างในการเป็นหมุดหมายที่บอกความลึกให้กับกลุ่มนักดำน้ำ ที่ลอยตัวไปตามกระแสน้ำไปพร้อมกับทุ่นไฟที่ผูกทุ่นลอยไว้เหนือผิวน้ำ

การมาดำน้ำคราวนี้ผมไม่ได้มาทำ content อะไร ก็เลยไม่ได้ตั้งใจที่จะถ่ายวิดีโอเป็นพิเศษ ไม่ได้เอา Monitor ติดมา ตั้งใจว่าจะมาถ่ายภาพเล่นๆเท่านั้นเอง ไฟวิดีโอก็ใช้เพียงดวงเดียวติดบน Cold shoe เหนือ Housing เพราะว่าใช้ไฟแฟลช สองดวงเป็นหลักในการถ่ายภาพ

ส่วนวิดีโอนี้ก็รอจังหวะถ่ายมาตอนหลังจากที่เพื่อนๆในกลุ่มถ่ายภาพกันเสร็จแล้ว เพราะว่าถ้าไปถ่ายวิดีโอตอน Black Water กับกลุ่มเพื่อนช่างภาพนั้นมันจะติดแสงไฟแฟลชวูบวาบมาตอนที่ไฟแฟลชยิงออกมาเป็นระยะๆ ก็เลยมีฟุตเตจ อยู่ไม่มาก ประมาณนี้

ภาพทั้งหมดในวิดีโอนี้ใช้เลนส์ MFO-3 ของ Nauticam ที่ช่วยเปลี่ยนเลนส์ มาโคร 100 ให้กลายเป็นเลนส์ 60 มาโครที่ใช้งานได้คล่องตัวมากกว่า

โลกใต้ทะเลจากในบริเวณจุดดำน้ำที่เรียกว่า East of Eden ในบริเวณเกาะเจ็ดอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ในราวปี  พ.ศ. 2550 จ...
18/05/2026

โลกใต้ทะเลจากในบริเวณจุดดำน้ำที่เรียกว่า East of Eden ในบริเวณเกาะเจ็ดอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ในราวปี พ.ศ. 2550 จากฟิล์มฟูจิ Velvia 50 ซึ่งเป็นภาพชุดสุดท้าย หนึ่งในราวสิบกว่าม้วน ที่ผมถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์ เพื่อบันทึกภาพในโปรเจ็คหนังสือ 9 Days in The Kingdom ร่วมกับช่างภาพชื่อดังจากทั่วโลกอีก 54 คน ที่เดินทางมาร่วมบันทึกภาพประเทศไทยในเวลา 9 วัน

ช่างภาพแต่ละคนเดินทางมาจากทั่วโลก เพื่อร่วมในพิธีเปิดที่กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะรับ Assignment ออกไปบันทึกภาพประเทศไทยในช่วงระยะเวลา 9 วันของโปรเจ็คที่แต่ละคนก็เลือกจะออกไปทำงานในมุมมองและสายงานที่ตนเองถนัด

ส่วนผมเองได้รับมอบหมายให้ไปบันทึกภาพของโลกใต้ทะเลในเมืองไทย เพื่อนำภาพกลับมาทำหนังสือเล่มใหญ่ที่จะบันทึกเรื่องราวต่างๆหลากหลายแง่มุมของประเทศไทยเอาไว้ ในหนังสือเล่มนี้

มีช่างภาพเพียงสองหรือสามคนเพียงเท่านั้นในโปรเจ็คนี้ที่เลือกใช้ฟิล์มในการบันทึกภาพ เพราะในช่วงเวลานั้น กล้องดิจิตอลโดยเฉพาะกล้อง DSLR เริ่มเข้ามาเป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานของช่างภาพทั่วโลกมาหลายปีแล้ว

แต่เนื่องจากหนังสือที่จะพิมพ์มีขนาดใหญ่มาก กล้องดิจิตอลที่ผมใช้อยู่ในเวลานั้นมีความละเอียดแค่ 6 ล้านพิกเซล ซึ่งเล็กไปกว่าขนาดไฟล์ภาพที่เขาต้องการ หลังจากพูดคุยกันอยู่นานมาก ในตอนแรกว่าจะหา Sponsor กล้องตัวใหม่ที่ความละเอียดสูง กับสั่ง Housing ตัวใหม่จากต่างประเทศมาจะทันกับงานไหม

ในที่สุดผมก็บอกกับทีมงานว่า ถ้าผมจะเอาฟิล์มสไลด์ในการทำงานในโปรเจ็คนี้แทนจะได้ไหม เพื่อลดความยุ่งยากต่างๆในข้อจำกัดของการพิมพ์ลงไป

การถ่ายภาพใต้น้ำด้วยกล้องฟิล์มนั้นมีข้อจำกัดมากมายเมื่อเทียบกับกล้องดิจิตอล สิ่งแรกก็คือจำนวนภาพที่จำกัดอยู่เพียง 36 ภาพในฟิล์มหนึ่งม้วนที่เราเปลี่ยนฟิล์มใต้น้ำไม่ได้ เรื่องของแสงที่ค่า ISO ต่ำกว่ากล้องดิจิตอลมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่สามารถ Preview ดูภาพที่เราถ่ายไปแล้วได้

ในช่วงเวลานั้นผมเปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอลแทนกล้องฟิล์มมา 4-5 ปีแล้ว และไม่ได้ใช้กล้องฟิล์มมานานมาก การทำงานที่พลาดไม่ได้กับจำนวนฟิล์มที่มีอยู่จำกัดนั้นคือแรงกดดันที่มหาศาล กับการทำงานที่ผมมีเวลาแค่ 4 วันบนเรือ Liveaboard

ผมขอฟิล์มไปทั้งหมด 20 ม้วน เอากล้องฟิล์มไปสองชุด ให้ผู้ช่วยช่างภาพถือกล้องสำรองไปอีกตัว

เมื่อเสร็จงานแล้วกลับมาที่กรุงเทพ ผมก็ส่งฟิล์มที่ยังไม่ได้ล้างทั้งหมดกลับไปให้กับทีมงานตามสัญญา เพื่อคัดเลือกภาพ และผมไม่ได้เห็นภาพที่ผมถ่ายมาเลยว่าเป็นยังไง จนเวลาผ่านมาอีกปีหนึ่งเต็มๆ หลังจากที่หมดสัญญาในการห้ามเผยแพร่ไปแล้ว ทางผู้จัดทำหนังสือก็ส่งฟิล์มทั้งหมดกลับมาให้ผม

ผมจึงได้เห็นภาพชุดนี้ หลังจากที่ผมบันทึกภาพไปแล้วปีหนึ่งเต็มๆ

WildAid Thailand ช่วยสัตว์ป่า ส่งหมวกและผ้าพันคอมาให้ชวนคนมาเป็น Team shark ในการไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฉลาม โดยให้ผมร่ว...
12/05/2026

WildAid Thailand ช่วยสัตว์ป่า ส่งหมวกและผ้าพันคอมาให้ชวนคนมาเป็น Team shark ในการไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฉลาม โดยให้ผมร่วมแคมเปญด้วยการโพสใบหน้าของผมเอง กับหมวกและผ้าพันคอของ WildAid ที่ส่งมาให้เป็นที่ระลึก

ผมมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนในโครงการนี้ แต่ผมขอต่อรองทีมงานว่าขอไม่ลงหน้าของผมในโซเชี่ยลได้ไหม? เพราะว่าหน้าตาของผมนั้นคงจะไม่ช่วยทำให้ใครอยากมาร่วมเป็น Team shark หรือช่วยรณรงค์ในการรักษาฉลามสายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยและบนโลกใบนี้สักเท่าไร และหลายๆคนคงงงว่า ไอ้ลุงคนนี้มันเป็นใคร?

เขาตอบว่าไม่ได้ค่ะ งั้นผมขอต่อรองนิดนึงก็แล้วกันคือ ผมขออนุญาตลงภาพของฉลามและกระเบนสายพันธุ์ต่างๆและเล่าเรื่องช่วงต่างๆในชีวิตของผมที่ผ่านมาที่ผูกพันกับฉลามและกระเบนสายพันธุ์ต่างๆไปด้วยแล้วกัน อ้อ แล้วขออนุญาตไม่ผูกผ้าพันคอนะครับ ผมลองพยายามแล้วมันดูแปลกๆไปนิดนึง

ในชีวิตของผมจำได้ว่าผมเห็นฉลามตัวแรกในชีวิตตอนประมาณ 5-6 ขวบ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2519-2520 ตอนนั้นผมไปเที่ยวพัทยากับพ่อ แล้วเพื่อนของพ่อมาบอกว่ามีฝรั่งตกปลาฉลามหัวค้อนตัวใหญ่น้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม ได้ที่หลังเกาะคราม ตอนนี้เอามาแขวนไว้ที่บ้านบางเสร่ ผมรบเร้าให้พ่อพาไปดู ในความรู้สึกตอนนั้น จำได้ว่ารู้สึกว่าฉลามตัวนั้นใหญ่มากๆ ผมทบทวนความทรงจำและเชื่อว่าฉลามตัวนั้นน่าจะเป็นฉลามหัวค้อนยักษ์หรือ Great Hammerhead shark ที่ในปัจจุบันผมเชื่อว่าน่าจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วเพราะไม่เคยมีรายการการจับได้มานานมากๆแล้ว

ส่วนในภาพแรกนั้นคือ Great Hammerhead shark ตัวแรกที่ผมบันทึกจากใต้น้ำที่เกาะ Bimini ประเทศ Bahamas และเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสพบเห็นฉลามชนิดนี้ใต้น้ำเมื่อไม่กี่ปีก่อน นี้เอง ห่างจากครั้งแรกที่ผมเห็นฉลามหัวค้อนตัวนั้นที่บ้านบางเสร่นานเกือบ 50 ปี

ภาพที่สองคือปลาโรนัน ซึ่งเป็นปลาในกลุ่มปลากระเบนในขณะที่กำลังจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์เหนือกองหินริเชลิว เนื่องจากฉลามและกระเบนเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้น้อย ออกลูกครั้งละประมาณ 6-7 ตัวเท่านั้น ผิดกับปลากระดูกแข็งอื่นๆที่ขยายพันธุ์ได้ครั้งละเป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนของฉลามและกระเบนนั้นถ้าหากสูญเสียไปในธรรมชาติแล้วจะฟื้นตัวกลับมาได้ยากมาก

ภาพที่สามคือฉลามหัวบาตร ที่ผมบันทึกภาพมาจากกองหินชุมพรใกล้กับเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นฉลามขนาดใหญ่ตัวแรกที่ผมบันทึกภาพได้ในน่านน้ำไทยเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน โอกาสที่จะดำน้ำแล้วพบฉลามขนาดใหญ่ในบ้านเรานั้นค่อนข้างน้อยมาก ผิดกับในหลายๆประเทศที่เป็นหมู่เกาะที่มีการอนุรักษ์ฉลามอย่างจริงจัง เช่นมัลดีฟส์ หรือ ปาเลา ที่กำหนดให้พื้นที่ทั้งประเทศเป็น Shark sunctuary หรือเขตอนุรักษ์ฉลาม

และภาพสุดท้ายคือฉลามขาว ที่ผมบันทึกภาพจากตอนใต้ของออสเตรเลีย ที่เป็นต้นตำนานที่มาของภาพยนตร์เรื่อง Jaws ที่ทำให้คนทั่วโลกหวาดกลัวและเข้าใจฉลามผิดมาหลายสิบปี

จากประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา ผมอยากบอกว่าฉลามทุกสายพันธุ์บนโลกใบนี้ มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศไม่ต่างจากปลาชนิดอื่นๆ แต่เนื่องจากฉลามส่วนใหญ่ขยายพันธุ์ได้ค่อนข้างช้ากว่าปลากระดูกแข็งชนิดอื่นๆ การนำขึ้นมาใช้ประโยชน์นั้นควรจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจำนวนประชากรอย่างเคร่งครัดครับ

05/05/2026

กองหินริเชลิว เป็นกองหินปริ่มน้ำที่ในสมัยโบราณอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหินโสโครกที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ กองหินแห่งนี้ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในแผนที่เดินเรือของอังกฤษหมายเลข 842 ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2422 เป็นครั้งแรก ตามรายงานการสำรวจของ กัปตันริเชลิว หรือ อังเดร ดู เปลสิส เดอ ริเชอริเออ ที่ภายหลังได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชากรมทหารเรือของสยาม ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ล่องเรือสำรวจแผนที่เดินเรือในบริเวณภูเก็ตและอันดามันเหนือในช่วงปี 2419

กองหินเล็กๆที่มีรูปคล้ายเกือกม้าที่มีความยาวประมาณ 200 เมตรแห่งนี้เป็นกองหินที่มีความสำคัญในระบบนิเวศของทะเลอันดามันตอนเหนือเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลเปิด และยังเป็นจุดสำคัญที่ปลากลางน้ำและปลาเศรษฐกิจหลากหลายชนิดเข้ามารวมตัวกันเพื่อใช้เป็นพื้นที่ขยายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นฝูงปลากะมง และปลาตะคองเหลือง ที่ผมเคยเฝ้าสังเกตดูพฤติกรรมในการจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมันในช่วงแสงสุดท้ายเหนือกองหินแห่งนี้ และประจักษ์พยานที่ผมบันทึกภาพวิดีโอในชุดนี้มาได้ก็คือ ปลากะมงที่เปลี่ยนสีสันตัวเองให้เป็นสีดำ เพื่อใช้ในการสื่อสารในฝูง เพื่อใช้ดึงดูดความสนใจในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นอกจากนี้ เมื่อหลายปีก่อน ผมยังเคยบันทึกภาพการจับคู่ผสมพันธุ์ของปลาโรนัน ซึ่งเป็นปลาในตระกูลปลากระเบนขนาดใหญ่ในขณะที่ปลาตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่า 3 ตัวในขณะที่แย่งกันจับคู่กับปลาตัวเมียที่มีขนาดใหญ่กว่าเกือบเท่าหนึ่งในบริเวณกองหินแห่งนี้

กองหินริเชลิวนั้นตั้งอยู่ค่อนข้างกึ่งกลางบนเส้นทางระหว่างทางจากแผ่นดินใหญ่ค่อนไปทางหมู่เกาะสุรินทร์ ห่างจากชายฝั่งไปประมาณ 45 กิโลเมตรซึ่งถ้าหากมีการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งในจังหวัดระนอง รวมถึงมีการเปิดใช้เส้นทางเดินเรือที่ยังไม่ชัดเจนในรายงานนั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลถึงความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกองหินแห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดดำน้ำที่ดีที่สุดในประเทศไทยซึ่งทำรายได้จากการท่องเที่ยวดำน้ำโดยตรงปีละนับพันล้านบาท และทำรายได้ทางอ้อมให้จากธุรกิจการท่องเที่ยวในภาพรวมปีละนับแสนล้านบาท ต่อเนื่องกันมายาวนานกว่า 30 ปี
นั้นจะเปลี่ยนไปในทางใด ก็ยากที่จะหาคำตอบได้

ยิ่งถ้าใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันแล้วละก็ ถ้าเรือบรรทุกน้ำมันสักลำหนึ่งเกิดจมลงในบริเวณนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายกับผลิตผลมวลรวม ทั้งในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศขนาดไหน

หลายๆคนอาจจะบอกว่าเรือสมัยนี้โอกาสจะจมลงใต้ทะเลนั้นยากมาก ยิ่งเป็นกองหินที่มีระบุในแผนที่แบบนี้โอกาสแทบจะเป็นศูนย์ ผมจะลองยกตัวอย่างเรือจมแห่งหนึ่งที่เป็นจุดดำน้ำมานานหลายสิบปีก็คือเรือ King Cruser ที่เคยวิ่งให้บริการรับส่งผู้โดยสารระหว่างภูเก็ตกับเกาะพีพี ทุกวัน ที่ชนเข้ากับกองหิน Anemone reef ข้างกองหินมูสัง แล้วจมลงในบริเวณนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน นั่นคือเส้นทางเดินเรือของเรือเพียงลำเดียวนะครับ

ในยุคที่ผู้คนต่างเป็นกูรูผู้รู้คาดเดาต่างๆนานา และทำภาพประกอบออกมาด้วย Ai และข้อมูลบนกระดาษและถามเอาจาก Chat GPT ผมขอนำภาพวิดีโอที่ผมบันทึกภาพของกองหินริเชลิว ในช่วง 5-6 ปีต่อเนื่อง จากการลงพื้นที่ดำน้ำจริง ถ่ายทำมาด้วยตนเอง มาเป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่าสิ่งที่ผมเห็นกับสายตาของผมเองนั้นในพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร และมันสำคัญแค่ไหนที่เราควรจะต้องรักษาเอาไว้เป็นมรดกให้กับลูกหลาน

ถ้าเปรียบการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์นี้ เป็นการลงทุนของบริษัทใดสักบริษัทหนึ่ง ที่ประชาชนชาวไทยทุกคนเป็นเสมือนผู้ที่ถือหุ้นในบริษัทนั้น สิ่งที่รัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการและวางแผนดำเนินงานก็ควรจะชี้แจงถึง ความเป็นไปได้ หรือ Scenario ให้ผู้ที่ถือหุ้นนั้นได้เห็นทั้ง Best Case Scenario และ Worst case scenario ให้ครบถ้วนทุกสิ่ง ก่อนที่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะอนุมัติว่าควรจะทำหรือยกเลิกโครงการนี้

ผมในฐานะของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และได้เห็นกองหินแห่งนี้ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี ก็มีความจำเป็นที่จะต้องนำเอาข้อมูลของทรัพยากรทางธรรมชาติที่เรามี มาเสนอให้กับผู้ถือหุ้นทุกคนเช่นกัน

ว่าเราจะแลกความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในท้องทะเลอันดามันแห่งนี้ กับโครงการที่ยังไม่มีความแน่นอนชัดเจนอะไรสักอย่างในรายละเอียดไหม?

ผมจะไม่พูดถึงประเด็นอื่นนะครับ ขอเอาแค่ประเด็นเรื่องที่ผมรู้และเข้าใจ และสัมผัสมาด้วยประสบการณ์ของตนเอง ไม่ใช่จากจินตนาการครับ



#แลนด์บริดจ์

30/04/2026

Best of Maldives หรือเส้นทางในการดำน้ำของเรือ Liveaboard หรือที่ Maldives จะเรียกว่า Safari boat ที่เป็นเส้นทาง Classic ที่เริ่มมาตั้งแต่ในยุคปี 1980's และพัฒนาเส้นทางขึ้นมาจนถึงยุค 90's และมาจนถึงปัจจุบัน

เรือให้บริการดำน้ำและห้องพักในเรือนั้นก็มีพัฒนาการต่อเนื่องมาเรื่อยๆ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเรือให้บริการดำน้ำที่มัลดีฟส์นี้คือ ลักษณะของเรือที่เป็นที่พักซึ่งเป็นเหมือนโรงแรมลอยน้ำขนาดใหญ่นั้นจะแยกส่วนกับเรือที่เราใช้ออกไปดำน้ำ ที่จะใช้เรือที่เรียกว่า Dhoni ที่มีเครื่องอัดอากาศในเรือ ที่เราจะ Set อุปกรณ์ดำน้ำและใช้เรือเล็กนี้เป็นพาหนะในการออกไปดำน้ำจากเรือแม่ซึ่งเป็นที่พักของเรา

เส้นทาง Best of Maldives นี้จะวิ่งเป็นวงรอบเริ่มตั้งแต่ เรือ Dhoni จะมาคอยรอรับเราที่สนามบินบนเกาะ Hulumale และจะเริ่มต้นดำน้ำในบริเวณ North Male Atoll ในวันแรก ก่อนที่จะเดินทางไปยัง South Male Atoll ข้ามไปยัง Vaavu Atoll ที่อยู่ใต้ลงไปอีก ก่อนที่จะวกกลับมายัง Ari Atoll ที่ถือเป็น Highlight ของการดำน้ำใน Route นี้ ซึ่งการวนรอบในวงใหญ่นี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกวนไปทางซ้ายหรือวนไปทางขวาก็สุดแล้วแต่ว่าจะลงไป South Male atoll ก่อนหรือจะไป Ari Atoll ก่อนแล้ววนลงใต้ย้อนกลับมา Vaavu Atoll

อันที่จริงในแต่ละ Atoll ของมัลดีฟส์ก็มีจุดดำน้ำที่เป็น Highlight ที่โดดเด่นของตนเอง อย่าง Kandooma Thila ที่เป็นกองหินขนาดใหญ่อยู่กลางร่องน้ำที่ South Male Atoll หรือ Miyaru Kandu ที่เป็น Channel ที่เป็นช่องทางไหลของกระแสน้ำที่ไหลผ่านเข้าและออกของ Vaavu atoll ในบริเวณใกล้ๆกับโรงแรม Alimantha ส่วน Ari Atoll นั้นทางตอนใต้ในบริเวณ เกาะ Dhigurah และ Maamigili ก็จะเป็นพื้นที่ที่พบเห็นฉลามวาฬได้เกือบตลอดทั้งปี และทางตอนเหนือของ Ari atoll ในบริเวณที่เรียกว่า Madivaru Gaa นั้นก็เป็นจุดที่เป็น Cleaning station ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน Ari atoll แน่นอนที่สุดสิ่งที่เป็น Highlight อีกอย่างหนึ่งของทริปก็คือ การลงดำน้ำในตอนกลางคืนกับฝูง Manta ray ในบริเวณอ่าว Fesdu lagoon

สำหรับนักดำน้ำที่ชอบปลาใหญ่ อยากพบเห็นฉลามสายพันธุ์ต่างๆนั้น Maldives เป็นจุดดำน้ำแห่งหนึ่งที่เราจะพบเห็นฉลามและกระเบนหลากหลายสายพันธุ์ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ผมได้รับการเชิญชวนจาก Changnoi Diving Scuba School ซึ่งเป็นตัวแทนของ Fun Azul Fleet ซึ่งเป็น Fleet เรือให้บริการดำน้ำที่มีเรือให้บริการดำน้ำในจุดดำน้ำต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นที่ Mexico หรือที่ Maldives ให้มาดำน้ำกับเรือ Blue หรือ Fun Azul Maldives ที่นอกจากจะเป็นเรือให้บริการดำน้ำที่สะดวกสบายและอาหารที่เยี่ยมยอดแล้ว ผมพบว่าเป็นเรือลำหนึ่งใน Maldives ที่ลูกเรือนั้นให้การบริการที่ดีเยี่ยมเรียกได้ว่าไม่มีที่ติเลย

ตลอดช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เราล่องเรือไปดำน้ำกับ Blue ในท้องทะเลมัลดีฟส์นี้ผมก็บันทึกเรื่องราวต่างๆในช่วงเวลาสำคัญออกมาเป็นวิดีโอสั้นๆประมาณ 2 นาที

ขอเชิญรับชมครับ

ช่วงวันหลังๆของการลงดำน้ำที่มัลดีฟส์ ผมเปลี่ยนจากการถ่ายภาพนิ่ง มาเป็นการถ่ายวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวแทน  ความตั้งใจที่จะ...
27/04/2026

ช่วงวันหลังๆของการลงดำน้ำที่มัลดีฟส์ ผมเปลี่ยนจากการถ่ายภาพนิ่ง มาเป็นการถ่ายวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวแทน ความตั้งใจที่จะอัพเดทภาพทุกวันก็เลย ใช้คำว่ายังไงดี เอาว่าพูดตามตรงเลยดีกว่าว่าขี้เกียจ เพราะเวลาที่อยู่ในเรือ อยู่ในสภาพแวดล้อมของการทำงานที่เรารัก บางทีการจะมาเปิดโซเชียลโพสอะไรทุกวันมันก็เบื่อๆ ในการที่จะต้องหาเรื่องหาภาพมาโพส ทั้งๆที่สัญญาณเน็ตก็มี แต่เวลาที่อยู่ในทะเลแล้ว มีเรื่องอะไรให้ทำมากกว่าดูหน้าจอเยอะ...(เช่นการนอนตอนกลางวัน ทำกล้อง ชาร์จแบต บินโดรน )

ตัดมาวันสุดท้ายเลยแล้วกัน เรากลับมาที่ Hulumale อีกครั้ง กับจุดดำน้ำที่เรียกกันว่า Neru หรือว่า Shark tank กับฝูงปลากระเบน ที่ส่วนใหญ่จะเป็น Jenkin's whipray (Pateobatis jenkinsii) นับร้อย และกระเบนขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆเช่น Mangrove whipray และ Marble ray จำนวนมากที่มารวมตัวกันอยู่ในบริเวณนี้เพื่อคอยกินซากปลาที่โยนลงมาจากเรือ

จริงๆแล้วจุดดำน้ำในบริเวณ Shark tank นี้ถือว่าเป็นจุดดำน้ำที่เกิดขึ้นมาไม่นานนี้เองที่มาได้รับความนิยมในช่วงหลัง โควิด19 นี้เอง

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นที่ทิ้งซากปลาทูน่าจากตลาดในเมืองหลวง ที่กลายมาเป็นจุดดำน้ำที่คนนิยมมาดูฉลามและกระเบนหลากหลายสายพันธุ์ จนหลายๆครั้งมีคนบอกว่าไปมัลดีฟส์ แค่ลงไปดำน้ำที่ Shark tank ตรงท่าเรือก็ไม่ต้องไปที่อื่นแล้ว

ซึ่งในมุมของการถ่ายภาพทำ Content หรือหาตัวอะไรมาขิงในโลกโซเชียลนั้น ผมก็เห็นด้วยว่าไม่มีจุดดำน้ำที่ไหนในมัลดีฟส์ที่จะมาเทียบได้ เพราะเราอาจจะเจอฉลามเสือ ฉลามหัวค้อน โรนัน หรือแม้แต่โรนิน ที่แวะเวียนเข้ามาในบริเวณนี้เสมอๆ และแน่นอนที่สุดคือฝูงปลากระเบนนับร้อยที่อยู่ในบริเวณนี้เสมอ

แต่ในมุมหนึ่งของการดำน้ำนั้น สิ่งที่เราพบเจอและประสบการณ์ในการดำน้ำนั้น มันมากกว่าแค่ Content แค่นั้น ทุกวันที่เราล่องเรือออกไปในท้องทะเลกว้าง ไปในแต่ละอะโทล จุดดำน้ำแต่ละจุดนั้นก็มีเรื่องราวและความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น Manta point อย่างที่ Maavaru Gaa การลงดำน้ำในตอนกลางคืนกับ Manta ที่ Fesdu lagoon จุดดำน้ำที่เป็นกองหินกลางร่องน้ำอย่าง Kandooma thila หรือปากแชนแนลอย่าง Miyaru Kandu ใน Vaavu atoll ที่การลงดำน้ำในแต่ละครั้งนั้นปัจจัยในเรื่องของกระแสน้ำและช่วงเวลานั้นมีผลเป็นอย่างมาก แน่นอนที่สุดจุดดำน้ำเหล่านี้เป็นจุดที่ใหญ่ และปลาจะกระจายตัวกันออกไปอยู่ตามจุดต่างๆ เมื่อช่วงเวลาที่มีกระแสน้ำแรงจึงมารวมตัวกันในบางจุด ซึ่งการลงดำน้ำในแต่ละครั้งในแต่ละทริปจึงแตกต่างกันออกไป

ผมแคปภาพนี้จากวิดีโอที่ผมถ่ายมาและกำลังตัดต่ออยู่ ที่น่าจะเสร็จในเร็วๆนี้ครับ

ที่อยู่

Bangkok
10210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Nat Sumanatemeya Fanpageผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Nat Sumanatemeya Fanpage:

ทางลัด

แชร์

ประเภท