Nat Sumanatemeya Fanpage

Nat Sumanatemeya Fanpage ภาพและเรื่องทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ
นัท สุมนเตมีย์

ช่วงที่ผ่านมานี้ผมดำน้ำน้อยลง และถ่ายภาพใต้น้ำน้อยลง แต่สิ่งที่ผมกลับมาเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆในตอนนี้คือการหันกล...
02/04/2026

ช่วงที่ผ่านมานี้ผมดำน้ำน้อยลง และถ่ายภาพใต้น้ำน้อยลง แต่สิ่งที่ผมกลับมาเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆในตอนนี้คือการหันกลับมาถ่ายภาพขาวดำ ด้วยฟิล์มขาวดำ จากกล้องเก่าๆ ที่ทรงคุณค่า กล้องบางตัวเป็นกล้องของพ่อของผมเองที่ผมเห็นในตู้มาตั้งแต่ยังเด็ก ในขณะที่กล้องบางตัวนั้นผมเพิ่งซื้อหามาด้วยสนนราคาที่ถือว่าไม่แพงนักเมื่อเทียบกับคุณค่าในตัวเองของมันที่ผู้คนที่ไม่รู้จักคุณค่าของมันมองข้ามผ่านมันไป

ผมบันทึกภาพใบนี้จากกล้อง Voightlander Bessa II ที่ออกมาตั้งแต่ช่วงยุค 1950 หรือในราว 76 ปีมาแล้ว มันใช้ฟิล์ม Roll ขนาด 120 และให้ภาพขนาด 6x9 เซนติเมตร จำนวน 8 ภาพ ในฟิล์ม 1 ม้วน

มันเป็นกล้องกลไกที่ระบบการทำงานเรียบง่ายมาก ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว ระบบขึ้นฟิล์มใช้มือหมุนค่อยๆหมุนไปเรื่อยๆ ไม่มีระบบหยุดฟิล์มอัตโนมัติ เราต้องคอยส่องดูจากด้านหลังกล้องที่มีช่องเล็กๆสีแดงให้เราดูเลขบนกระดาษด้านหลังฟิล์ม

ไม่มีระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ ระบบติดตามโฟกัสที่จับตามตาของคนในเฟรมภาพที่เราจะถ่าย ไม่มีระบบเลื่อนฟิล์มอัตโนมัติที่ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 30 เฟรม ต่อวินาที ไม่มีระบบเปิดดูภาพที่เราถ่ายไปแล้วว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นยังไง

ในยุคสมัยที่ใครๆที่ถือกล้องถ่ายภาพ หรือโทรศัพท์มือถือก็เป็นช่างภาพได้ นิยามความหมายของการถ่ายภาพนั้น เคลื่อนที่ไปตามเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้า สวนทางกับคุณค่าในภาพถ่ายที่ลดน้อยลงไปในสื่อหน้าจอที่ท่วมท้นไปด้วยภาพสวยงามมากมาย ที่ถูกนำเสนอด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆที่แตกต่างกันออกไป

เอาจริงๆผมเบื่อการถ่ายภาพในนิยามนี้มาก ยิ่งในหน้า Feed ที่แต่ละคนเอาภาพที่ตนถ่ายไปผูกกับการตลาดเพื่อที่จะขายกล้องและอุปกรณ์ Gadget ต่างๆ เพื่อให้คนเชื่อว่า ถ้าจ่ายเงินไป ก็สามารถที่จะซื้อกล้องแพงๆที่เปี่ยมล้นไปด้วยเทคโนโลยีและก็สามารถถ่ายภาพสวยๆออกมาเรียกร้องความสนใจจากผู้คนในโลกโซเชียลได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องมาเรียนรู้และทำความเข้าใจอะไรกับการถ่ายภาพเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งกับโทรศัพท์ในยุคสมัยนี้ ยกขึ้นมาก็เห็นภาพที่เราต้องการจะถ่ายแล้ว การถ่ายภาพมันช่างง่ายดายเสียนี่กระไร

ผมกลับมาเริ่มต้นถ่ายภาพขาวดำด้วยฟิล์มอีกครั้งหลังจากที่เคยใช้เวลาสนใจศึกษามาบ้างในช่วงสมัยที่เรียนที่ธรรมศาสตร์เมื่อ 30 กว่าปีก่อนแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไร

จนมาเริ่มฝึกงานและทำงานที่อนุสาร อสท ผมก็เริ่มต้นใช้ฟิล์มสไลด์เป็นหลักในการถ่ายภาพ และก็เปลี่ยนมาจนใช้กล้องดิจิตอลเหมือนกับทุกๆคน

มาเมื่อต้นปีก่อน เพื่อนสนิทของผมยกกล้อง Large Format มาให้ผมตัวหนึ่งแล้วชวนมาถ่ายภาพขาวดำ เพื่อ Detox ความเป็นดิจิตอลลง และเริ่มถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มดูบ้าง

ผมพบว่าผมเริ่มสนุกกับการกลับมาถ่ายภาพอีกครั้ง ด้วยกล้องฟิล์ม ที่มีอุปสรรคต่างๆนานามากมาย และกลับมาเรียนรู้ในการถ่ายภาพใหม่อีกครั้งด้วยอุปกรณ์เดิมๆ ที่เบสิคมากๆ แม้ว่าราคาค่าฟิล์มจะสูงขึ้นมากก็ตาม

ผมซื้อ Voightlander Bessa II ตัวนี้ตามคำแนะนำของพี่ปุ๋ย Thienprasit Chaiyapatranun ว่า กล้องตัวนี้ให้ฟิล์มขนาดใหญ่ และถือถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องตั้งขา และเมื่อพับเก็บแล้วเล็กมากเพราะมันจะหดเลนส์เข้าไปเหลือแต่ตัวกล้องแบนๆ พกพาง่าย

แล้วผมก็ให้พี่อ้วน รอน แรมทาง ตัดเย็บกระเป๋าหนังไว้สะพายใส่กล้องตัวนี้ เวลาที่ออกไปถ่ายภาพ Large Format ผมก็จะเอากล้องตัวนี้ติดไปเป็นกล้องสำรอง ไว้ถ่ายภาพเวลาที่เราตั้งขาตั้งกล้องไม่ได้ หรือไม่สะดวก อย่างในภาพนี้ ที่ผมถ่ายจากบนสะพานไม้เล็กๆในสวนพฤกษศาสตร์ระยอง ที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา

เลนส์ 105 มิลลิเมตรของมันก็ให้มุมมองใกล้เคียงกับเลนส์ 50 มิลลิเมตรบนกล้อง 135

ในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาที่ทดลองหัดล้างฟิล์มขาวดำเอง ปรับแก้เวลาในการล้างฟิล์มจนเข้าที่ ผมก็พบว่าตอนนี้เริ่มจะควบคุม ภาพที่เรามองเห็นก่อนการถ่ายว่าอยากจะให้ออกมาเป็นแบบใด กับการวัดแสง และการล้างฟิล์มได้ชัดเจนขึ้นแล้ว จากฟิล์ม 8 ใบในฟิล์มม้วนนึงก็น่าจะเห็นเป็นภาพได้อย่างน้อย 5-6 ภาพแล้ว

ที่สำคัญไปกว่านั้น มันทำให้ผมสนุกและตื่นเต้นกับการออกไปถ่ายภาพมากกว่าเดิมที่ใช้กล้องดิจิตอล หรือ โทรศัพท์ ที่ยกมาแล้วกดๆไปมากมาย

และคงเป็นกิจกรรมที่ผมคงทำไปได้เรื่อยๆจนแก่เฒ่า และไม่ได้เปลืองเงินเหมือนกับการออกไปดำน้ำ ที่ออกไปทำงานในแต่ละครั้งใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสน ได้ภาพมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรให้มันคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปตั้งมากมายในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

Pearl fish larvae  ลูกปลาวัยอ่อนของ Pearl fish ที่ลำตัวบางใสและยาวกว่า 1 ฟุต ที่มีก้านครีบบนหลังเป็นสายยาวเกือบเท่ากับลำ...
16/03/2026

Pearl fish larvae ลูกปลาวัยอ่อนของ Pearl fish ที่ลำตัวบางใสและยาวกว่า 1 ฟุต ที่มีก้านครีบบนหลังเป็นสายยาวเกือบเท่ากับลำตัวที่บางใสของมันที่เลียนแบบเส้นหนวดของแมงกะพรุนที่ล่องลอยไปในห้วงน้ำในยามค่ำคืน

ภาพของ Pearl fish larvae ปรากฏเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในหนังสือชื่อ " Within a rainbow sea" ของ Christopher Newbert ในช่วงยุค 1980 ที่ Newbert ลงไปถ่ายภาพยามค่ำคืนแบบ Black water เพียงลำพังนอกชายฝั่งฮาวาย ที่น่าจะเป็นภาพแรกๆของ Pearl fish larvae ที่ปรากฏต่อสื่อที่ทำให้โลกได้เห็นและรู้จัก แต่ในช่วงเวลาที่คริส บันทึกภาพนั้นไว้ในยุคต้น 80's นั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าลูกปลาที่ปรากฏเบื้องหน้าของเขานั้นคืออะไร เขาบันทึกไว้ด้วยความประหลาดใจว่า ปลาตัวยาว ผอมบางคล้ายริบบิ้นลอยตัวนิ่ง ผมตะลึงกับเส้นใยเล็กๆที่ยื่นออกมาจากหัวของมันและทอดยาวไปเท่ากับความยาว 18 นิ้วของลำตัว เราจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะเริ่มว่ายน้ำหนีไป ด้วยการว่ายน้ำถอยหลัง

ในยุคหลังๆต่อมาเมื่อมีการดำน้ำแบบ Black Water night dive มากขึ้นในหลายๆพื้นที่ทั่วโลกก็มีรายงานพบเห็นบ่อยขึ้นและนำไปสู่คำตอบจากวงการวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งที่เขาพบเห็นและบันทึกภาพไว้ได้นั่นคือตัวอ่อนของปลา Pearl fish ที่ชีวิตของมันนั้นน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ชีวิตในช่วงต้นในราวสามเดือนของ Pearl fish นั้นจะร่อนเร่ไปกลางมหาสมุทรในรูปของแพลงก์ตอนที่เลียนแบบรูปร่างของมันให้ดูคล้ายแมงกะพรุน แต่เมื่อมันเติบโตขึ้นมันจะกลับลงไปอาศัยอยู่ในตัวของปลิงทะเล และลำตัวของมันจะหดสั้นลง และมันจะอาศัยอยู่ในตัวของปลิงทะเลเหล่านั้นไปอีกประมาณ 3 ปีจนถึงอายุขัยของมัน และจะเข้าออกมาจากตัวของปลิงทะเลเหล่านั้นทางช่องขับถ่ายของปลิงทะเลเหล่านั้นเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

ส่วนชื่อที่มาของ Pearl fish นั้นมีที่มาจากปลาในกลุ่มนี้บางชนิดจะเข้าไปอยู่ในตัวของหอยบางชนิดรวมท้ังหอยมุก ทำให้ในบางครั้งเกิดไข่มุกรูปทรงแปลกประหลาดที่เป็นปลา Pearl fish ที่ถูกเคลือบไว้ในเปลือกหอยมุกเป็นรูปปลา

Paratrooper  ภาพที่ดูเหมือนทหารพลร่มนี้ คือลูกปลาวัยอ่อนตัวหนึ่งที่พลัดเข้าไปติดอยู่บนหนวดของแมงกะพรุน ที่ล่องลอยอยู่เหน...
10/03/2026

Paratrooper ภาพที่ดูเหมือนทหารพลร่มนี้ คือลูกปลาวัยอ่อนตัวหนึ่งที่พลัดเข้าไปติดอยู่บนหนวดของแมงกะพรุน ที่ล่องลอยอยู่เหนือห้วงความลึกของมหาสมุทร ในบริเวณนอกชายฝั่งของ Anilao ในประเทศฟิลิปปินส์

ผมเองไม่แน่ใจว่าทำไมปลาบางชนิดถึงใช้แมงกะพรุนเป็นที่หลบภัยในห้วงน้ำอันกว้างใหญ่ได้ ในขณะที่ปลาบางชนิดอย่างในภาพนี้ดูเหมือนจะตกเป็นเหยื่อของแมงกะพรุนเสียเอง

ผมไม่แน่ใจในการจำแนกสายพันธุ์ของลูกปลาชนิดนี้และแมงกะพรุนชนิดนี้ว่ามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าอะไร

แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการไปดำน้ำแบบ Black Water ในเวลากลางคืนนี้คือในห้วงความลึกอันมืดมิดของมหาสมุทรนี้ ความสัมพันธ์ของสรรพชีวิตที่ถูกล่อเข้ามาในวงของแสงไฟในยามค่ำคืนเพื่อหาอาหาร และในบางครั้งก็เพื่อที่จะตกเป็นอาหารของสัตว์ชนิดอื่นในระบบห่วงโซ่อาหารที่ซับซ้อนในท้องทะเล

ทุกครั้งที่แสงไฟฉายเล็กๆของเรากราดไปกระทบกับวัตถุบางอย่างที่ล่องลอยมากับกระแสน้ำในยามค่ำคืน หลายครั้งหลายหนที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับเราได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นลูกปลาวัยอ่อนที่พรางร่างของมันให้มีเส้นสายระโยงระยางราวกับแมงกะพรุน สรรพชีวิตที่เคลื่อนไหวร่างกายที่ในบางครั้งก็โปร่งแสง บางใสพรางตัวไปกับกระแสน้ำ

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูแปลกใหม่ไปหมดสำหรับตัวผมเองทั้งๆที่มีประสบการณ์ในการดำน้ำมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปีแล้ว

แต่ผมเพิ่งจะได้มีโอกาสมาดำน้ำแบบ Black Water อย่างจริงจังต่อเนื่องกันหลายๆวันในทริปนี้เป็นครั้งแรกที่ Anilao ในครั้งนี้

การดำน้ำแบบ Black Water Night dive ที่เราใช้แสงไฟเพื่อล่อปลาให้เข้ามารวมกันในยามค่ำคืนนั้น ทำให้เรามีโอกาสได้พบเห็นลูกปล...
09/03/2026

การดำน้ำแบบ Black Water Night dive ที่เราใช้แสงไฟเพื่อล่อปลาให้เข้ามารวมกันในยามค่ำคืนนั้น ทำให้เรามีโอกาสได้พบเห็นลูกปลาชนิดต่างๆที่เข้ามารวมหมู่กันใต้แสงไฟ เพื่อไล่จับกินแพลงก์ตอนที่มีขนาดเล็กกว่าเพื่อเป็นอาหาร แม้กระทั่งลูกปลาวัยอ่อนของปลาบางชนิดท่ีเราแทบจะไม่มีโอกาสได้พบเห็นได้เลยจากการดำน้ำด้วยอุปกรณ์ Scuba เนื่องจากพวกมันเมื่อโตเต็มที่แล้วจะเป็นปลาน้ำลึกที่อาศัยอยู่หน้าดินในความลึกของห้วงมหาสมุทรนับพันเมตร

Jellynose fish หรือ Tadpole fish เป็นปลาในกลุ่ม Ateleopodidae นั้นเป็นปลาที่นักวิทยาศาสตร์พบเห็นและบันทึกภาพจากยานสำรวจใต้น้ำในมหาสมุทรทั่วโลก พวกมันมีราว 12 สายพันธุ์และน่าจะยังมีที่สำรวจไม่พบหลงเหลืออยู่อีกเนื่องจากการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ใต้ทะเลลึกนั้นยังทำได้ไม่มากนักในปัจจุบัน ในแหล่งอาศัยของพวกมันแม้กระทั่งในบริเวณ Mariana trenchs ที่เป็นพื้นสมุทรส่วนลึกที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์เคยสำรวจมา

เมื่อโตเต็มที่ปลาในกลุ่มนี้อาจจะมีขนาดยาวถึง 2 เมตร และมีรูปทรงที่แปลกประหลาด(ผมแนบลิงก์วิดีโอของปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มวัยจากอินเตอร์เนตให้ดูใน Comment นะครับ)

เราพบเห็นเจ้า Jellynose นี้ในไดฟ์แรกที่เราลงดำน้ำแบบ Bonfire กันในบริเวณแนวน้ำตื้นหน้า Anilao photo Academy ที่เราพักกัน

ผมเองไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับลูกปลาชนิดนี้ที่มีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตรมากมายนัก (เพราะว่าผมไม่รู้จัก) จนกระทั่งเมื่อกลับขึ้นมาที่รีสอร์ท ข่าวที่เราพบลูกปลาวัยอ่อนของ Jellynose ในไดฟ์แรกของการดำน้ำก็เป็นสิ่งที่ฮือฮาพอสมควรเมื่อไดฟ์ลีดเดอร์ของเราไปคุยกับไดฟ์ลีดเดอร์ของเรือลำอื่น

โจนส์ เวนย์ ช่างภาพที่อยู่ที่ Anilao Photo Academy ที่ปกติเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยพูดอะไร เดินเข้ามาแสดงความยินดีกับพวกเรา แล้วบอกผมว่า ลูกของ Jellynose fish ไม่ได้พบบ่อยมากนัก แม้กระทั่งที่ Anilao นี่ เขาเคยพบลูกปลาชนิดนี้เมื่อปีก่อน (ซึ่งเขาลงดำน้ำแทบทุกวัน)

เมื่อผมเอาภาพกลับมาโหลดที่ห้องก็พบว่ามันเป็นปลาที่มีหน้าตาตลกมากชนิดหนึ่ง

สิ่งแรกที่ผมนึกถึงเมื่อเห็นหน้าของมันในภาพนี้ก็คือ เจ้ากบ Kermit ที่มีดวงตากลมโปนออกมาและปากของมันที่ดูตลกเหมือนกับกบ Kermit มากๆ

ผมถ่ายภาพลูกของ Jellynose นี้ไว้เพียงไม่กี่ภาพ เพราะไม่รู้มาก่อนว่ามันหายาก แต่รู้อย่างเดียวว่าครีบของมันนั้นสวยดี และหน้าตามันตลกดีแค่นั้นเอง

วันรุ่งขึ้นเราก็พบกับลูก Jellynose อีกตัวหนึ่งตอนที่ทำ Black Water ในบริเวณใกล้ๆกัน

จากการเฝ้าสังเกตมาหลายวันผมพบว่าช่วงเวลาไหนที่เราจะพบลูกสัตว์วัยอ่อนชนิดใด เรามักจะเจอลูกสัตว์ชนิดนั้นซ้ำๆกันเสมอ อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาที่มันออกมาจากไข่และเติบโตขึ้นและกระแสน้ำที่พัดพาเข้ามานั้นจะเป็นช่วงเวลาเดียวกัน

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตในห้วงลึกที่ผมชอบมากที่สุดชนิดหนึ่งในทริปที่ผมออกไปทำ Black water nightdive นี้ ไม่ใช่ของหายากที่พบเห็...
05/03/2026

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตในห้วงลึกที่ผมชอบมากที่สุดชนิดหนึ่งในทริปที่ผมออกไปทำ Black water nightdive นี้ ไม่ใช่ของหายากที่พบเห็นแล้วต้องถ่ายภาพมาขิงกันเหมือน หมึกผ้าห่ม หมึกไดมอนด์ หรือว่าสัตว์หายากในตำนานอื่นๆที่มีไว้ขิง แต่มันเป็นสัตว์ตัวเล็กๆชนิดหนึ่งที่ล่องลอยไปมาในห้วงน้ำ และเมื่อมองให้ดีเราจะเห็นว่ามันดูคล้ายยานอวกาศของเอเลี่ยน หรือยานรบที่โผล่มาจากหนังไซไฟในยุค 80-90 ท่ีเราเคยดูตอนเป็นเด็ก ที่ล่องลอยไปในห้วงอวกาศ ปีกเล็กจิ๋วของมันขยับไปมา ส่วนบนของลำตัวดูคล้ายกับ Cockpit ของเครื่องบินรบขนาดจิ๋วที่มีนักบินประจำการอยู่ตรงกลาง

มันคือ The glass slipper of Cymbulia หรือ Cymbulia peronii ซึ่งสัตว์ในกลุ่มที่เรียกว่า Sea butterfly ที่เป็นสัตว์ในกลุ่มหอย หรือ Mollusc ชนิดหนึ่ง หรือถ้าจะเรียกให้ชัดกว่านั้นก็คือ Pteropods หรือ winged snails ทีมีขนาดเพียง 3-4 เซนติเมตร ที่ขยับปีกบางใสของมันล่องลอยไปในห้วงความลึกของมหาสมุทร

ด้วยความที่มันมีเยอะ ทำให้ช่างภาพในกลุ่ม Black water ไม่ค่อยสนใจที่จะเอามาขิงกันเท่าไร เพราะว่าใครๆก็มีกัน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ดำน้ำแบบ Black water เป็นประจำ ผมเชื่อว่าน่าจะชื่นชอบกับสัตว์ตัวจิ๋วชนิดนี้ไม่ต่างไปจากผม

แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่ารูปร่างที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟก็คือ พวกมันมีบทบาทมากในการกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเอาไว้ในเปลือกของมัน และเป็นฐานของระบบห่วงโซ่อาหารในท้องทะเล

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนกำลังกังวลถึงภาวะเป็นกรดของมหาสมุทรที่จะส่งผลต่อสรรพชีวิตในท้องทะเล นักวิทยาศาสตร์บางท่านก็ออกมายืนยันว่าสัตว์พวกนี้จะอยู่รอดต่อไปได้อย่างแน่นอนหลังจากที่มนุษย์ได้สูญพันธุ์จากโลกไปเหมือนกับไดโนเสาร์ พวกมันมีอยู่มานานหลายล้านปีก่อนหน้าที่จะมีไดโนเสาร์และมนุษย์ที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกใบนี้ และมนุษย์นั่นแหละจะเป็นฝ่ายที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้จากการกระทำของพวกเขาเอง

เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก Naturalis Biodiversity Center

ภาพฉลามวาฬใต้แสงไฟจากท้ายเรือและฝูงปลาหมึก Bigfin reef squid ที่มัลดีฟส์ที่เข้ามากินลูกปลาที่เข้ามากินแพลงก์ตอนอีกที ที่...
04/03/2026

ภาพฉลามวาฬใต้แสงไฟจากท้ายเรือและฝูงปลาหมึก Bigfin reef squid ที่มัลดีฟส์ที่เข้ามากินลูกปลาที่เข้ามากินแพลงก์ตอนอีกที ที่ผมถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 2017 ที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ลงนิตยสารหรือบนกระดาษที่ไหน กำลังจะตีพิมพ์ลงนิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนมีนาคม ที่ว่าด้วยช่างภาพ Wildlife ของเมืองไทย ที่ผมได้รับเกียรติให้ไปบอกเล่าเรื่องราวร่วมกับช่างภาพ Wildlife แขนงอื่นๆ อีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น พี่เชน ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ ก้อง บารมี เต็มบุญเกียรติ ชิน ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย พี่ปุ๋ย ปริญญา ผดุงถิ่น โกจู๊ด อติพจน์ ศรีสุคนธ์ และอีกหลายๆท่านที่จะมาพูดถึงงานของพวกเขา

สำหรับคนที่ทำงานนิตยสารมาตั้งแต่ 30-40 ปีก่อน การได้เห็นภาพถ่ายของตนเองตีพิมพ์ในนิตยสารนั้นทรงคุณค่ามากไปกว่าการลงภาพแล้วแชร์ไปในโซเชียลมีเดียแล้วมีคนกดไลค์เป็นหมื่นเป็นแสนหรือมีคนแชร์ไปเป็นพันเสียอีก

น่าเสียดายท่ีมีนิตยสารคงเหลืออยู่ไม่มากนักในโลกทุกวันนี้ และช่างภาพสารคดีและนิตยสารที่ยังคงประกอบอาชีพนี้เลี้ยงชีวิตได้ก็ยิ่งเหลืออยู่น้อยลงไปอีก

สิ่งที่น่าขบขันในบางครั้งก็คือในขณะที่พวกเขาหลายๆคนใช้ชีวิตทุ่มเทไปกับการบอกเล่าเรื่องราวของสรรพสัตว์ที่หลายๆชนิดอาจจะกำลังใกล้สูญพันธ์ุ แต่บางทีพวกเขาเองก็อาจจะนึกไม่ถึงว่าระหว่างอาชีพและงานของพวกเขากับสรรพสัตว์ในโลกธรรมชาติที่พวกเขาพยายามถ่ายทอดเรื่องราวออกมานั้น หรือนิตยสารที่ตีพิมพ์งานพวกนี้ อะไรที่จะสูญพันธุ์ไปก่อนกัน ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ในเรื่องของการให้คุณค่า

ผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดเสมอว่า ผมไม่ได้ประกอบอาชีพช่างภาพธรรมชาติ หรือช่างภาพใต้น้ำเลี้ยงชีวิตมานานกว่า 10ปีแล้ว และผมรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกมากที่เลือกทางเดินใหม่ให้กับชีวิตเมื่อเริ่มทำร้าน outdoor กับเพื่อนเมื่อ 16 ปีก่อน และนำรายได้จากงานนั้นมาหาเลี้ยงชีวิต แทนที่จะเลือกจมอยู่กับงานที่ตนเองรักแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรจากสังคมและประเทศนี้

ผมยังคงทำงานท่ีผมรักต่อไป แต่ทำเมื่ออยากทำและเมื่อมีเงินออกไปทำโดยใช้เงินส่วนตัวของผมเองที่พอมีอยู่เล็กน้อย แค่นั้นเองโดยที่ไม่ต้องสนใจอัลกอริทึม และต้องทำตัวให้มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำอะไรของสังคมในยุคสมัยที่ใครๆก็เป็นอินฟลูมี FC นับล้านในทุกวงการ

ส่วนผมก็อยากเป็นแค่ช่างภาพธรรมดาๆที่อยู่หลังกล้องและทำงานที่เรารักต่อไปเหมือนเมื่อ 30 ปีที่ผ่านแค่นั้นเอง งานของผมอยู่หลังกล้อง ไม่ใช่หน้ากล้อง

ทุกครั้งที่หน้าเพจของผมเริ่มมีคนเข้ามาอ่านเยอะขึ้น อัลกอริทึมเปิดกว้างขึ้น จนเริ่มที่จะมี Comment แปลกๆโผล่ขึ้นมา

ผมจะหยุดโพส ปล่อยให้อัลกอริทึมนั่นลืมเลือนเราไปก่อน บางทีอาจจะนานนับเดือน เพราะผมตั้งใจจะสื่อสารกับคนที่อยากจะสื่อสารกับเราจริงๆแค่นั้นเอง

ผมไม่อยากให้อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียนั้น มากำหนดเรา ว่าจะต้องโพส จะต้องทำรีล จะต้องทำยังไงเพื่อให้มีผู้ติดตามมากขึ้น และเปิดการมองเห็น และมีชื่อเสียงโด่งดัง

สิ่งนั้นไม่ใช่หนทางสำหรับตัวผมเอง ผมขอไม่เลือกไปในทางเส้นนั้น

“ผมพยายามบอกว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการอนุรักษ์คือความพอดี ดำน้ำเจอฉลามก็ไม่ต้องกลัวถึงขนาดว่ามันจะเข้ามากินเรา แต่ก็ไม่ใช่ว่ายเข้าไปไล่เพียงเพื่อจะถ่ายรูปใกล้ ๆ”
“การถ่ายรูปธรรมชาติหรือ wildlife คือการจดบันทึกข้อมูลใหม่ ๆ คือการทำงานวิจัยระยะยาว โดยใช้กล้องบันทึกภาพ หลายปีที่ผ่านมามีหลายภาพช่วยเปิดโลก อย่างออร์กาหรือวาฬเพชฌฆาต คนคิดว่ามีอยู่เฉพาะแถวอาร์กติก แต่เมื่อ 30 ปีก่อนผมบันทึกภาพได้ในน่านน้ำไทย เป็นหลักฐานยืนยันว่าวาฬชนิดนี้มีกลุ่มที่อาศัยและเดินทางอยู่ในน่านน้ำเขตร้อนทั่วโลกและบ้านเรา”
นัท สุมนเตมีย์ สะท้อนมุมมองการถ่ายรูปที่เน้นบันทึกธรรมชาติและพฤติกรรมของสัตว์ นอกเหนือจากความงามอันแสนมหัศจรรย์ของโลกใต้ทะเลซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่ลี้ลับ
การถ่ายรูปใต้น้ำจึงเป็นงานท้าทายมากที่สุดแขนงหนึ่ง
นัทมีความเชื่อลึก ๆ ว่าเราไม่อาจหลงรักสิ่งที่เราไม่รู้จักและไม่เข้าใจ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ต้องทำความเข้าใจโลกใต้ทะเลให้มากขึ้น
“เพราะเป็นพื้นที่ที่เราไม่รู้จัก หรือถึงรู้จักมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 30 หรือ 40 ปีก่อน แต่มายุคนี้เรากลับมองอีกแบบ ยกตัวอย่างผมเคยดูหนัง Jaws ภาคแรก ตอนนั้นทุกคนพากันกลัวฉลาม กลัวทะเล จะลงไปดำน้ำต้องเจอคำถาม ‘ไม่กลัวฉลามเหรอ’ ถึงวันนี้แทนที่เราจะตระหนักรู้มากขึ้นว่าฉลามเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ มีความเป็นตัวของตัวเอง และต้องเคารพยำเกรงฉลามกลับกลายเป็นแค่ฉากหลังของการถ่ายรูป ของการประกาศว่าฉันได้ไปเห็นมาแล้ว ผมพยายามบอกว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการอนุรักษ์คือความพอดี ดำน้ำเจอฉลามก็ไม่ต้องกลัวถึงขนาดว่ามันจะเข้ามากินเรา แต่ก็ไม่ใช่ว่ายเข้าไปไล่เพียงเพื่อจะถ่ายรูปใกล้ ๆ”
ย้อนไปในวัยเด็ก นัทมีโอกาสติดตามพ่อท่องทะเล ทำให้มีความผูกพันและมีทักษะการดำน้ำตื้น (skin diving) ตั้งแต่จำความได้ และเริ่มเรียนดำน้ำลึก (scuba diving) จริงจังในเวลาต่อมา พร้อมหัดบันทึกความงามของโลกใต้ผืนน้ำสีครามด้วยกล้องถ่ายรูปใต้น้ำนับแต่นั้น
ดำดิ่งสู่โลกใต้สมุทร
นัท สุมนเตมีย์
เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพ : นัท สุมนเตมีย์
_____
นิตยสารสารคดี ฉบับ 492
มีนาคม 2569
ช่างภาพสัตว์ป่าเมืองไทย
Thai Wildlife Photographers
ราคาเล่มละ 195 บาท
ค่าส่ง 30 บาท
สั่งจองได้ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2569
สั่งซื้อ ลิงก์ในคอมเมนต์ ↓↓↓

Diamond Squid (Thysanoteuthis rhombus) วัยเด็กที่มีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตร ที่เราพบเจอในระหว่างลงดำน้ำในค่ำคืนวันที่ 14...
02/03/2026

Diamond Squid (Thysanoteuthis rhombus) วัยเด็กที่มีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตร ที่เราพบเจอในระหว่างลงดำน้ำในค่ำคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ในคืนแรกที่เราเดินทางไปถึง Anilao หลังจากที่เดินทางออกมาจากกรุงเทพในเวลาประมาณ 7 โมงเช้าจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

หมึก Diamond squid เป็นหมึกน้ำลึกที่มีขนาดเมื่อโตเต็มที่แล้วมีความยาวมากกว่า 1 เมตรและมีน้ำหนักมากกว่า 30 กิโลกรัม สิ่งที่เป็นจุดเด่นของหมึกชนิดนี้คือครีบข้างของมันจะมีความยาวเท่ากับลำตัว และทำให้รูปร่างของตัวมันมีรูปทรงคล้ายกับเพชรเมื่อโตเต็มที่และลำตัวนั้นจะยาวออกเป็นทรงยาวและครีบข้างก็จะยาวขึ้นมาด้วย

ผมพยายามนึกว่ามี Destination ที่ไหนในโลกบ้างที่เราสามารถที่จะออกเดินทางในตอนเช้าจากบ้านในกรุงเทพ แล้วตอนเย็นๆหรือค่ำๆเราสามารถลงดำน้ำได้เลยในวันเดียวกันเหมือนที่ Anilao ที่เราใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงไปถึงมะนิลา ราวๆเที่ยง แล้วต่อรถยนตร์อีกเพียง 3 ชั่วโมง ก็มาถึง Anilao ตอนบ่าย แล้วเย็นๆราว หกโมงเย็นลงดำน้ำได้เลย (อาจจะมีอีกท่ีก็คือที่ Tulamban เกาะบาหลี ) ในขณะที่ Destination อื่นๆนั้นมักจะต้องต่อเครื่องบินเดินทางข้ามคืนที่อาจจะต้องไปพักกลางทาง หรือแม้กระทั่งจะไปดำน้ำที่ภูเก็ตเองก็ตาม ก็จะต้องออกเดินทางตั้งแต่ค่ำไปลงเรือแล้วถึงจะเดินทางลงเรือข้ามเกาะไปดำน้ำที่สิมิลันในเช้าวันรุ่งขึ้น

ทริพ Anilao ที่ผ่านมาเป็นมหากาพย์ในการดำน้ำของผมอีกครั้งหนี่งในรอบปีที่ผ่านมาที่ใช้เวลาเดินทางไปทั้งสิ้น 8 วัน 9 คืน และดำน้ำติดต่อกันวันละ 4 ไดฟ์ 2 ไดฟ์ในช่วงเช้า และอีก 2 ไดฟ์ในช่วงหัวค่ำและตอนดึกหลัง 3 ทุ่ม รวมกันทั้งสิ้น 30 ไดฟ์ต่อเนื่องกันทุกวันตลอด 8 วัน

Diamond squid เป็นหมึกน้ำลึกท่ีพบไม่บ่อยนักอีกชนิดหนึ่งในการดำน้ำแบบ Black water Night Dive แต่เราก็พบเห็นหมึกชนิดนี้ที่ Anilao ทั้งสองคืนติดต่อกันในคืนวันที่ 14 และ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ถ้าตัวอ่อนของ Wanderpus นั้นจะมีรูปทรงที่ดูคล้ายมนุษย์ต่างดาวแล้ว ลูกของ Diamond squid นี้ก็มีรูปทรงคล้ายกับยานอวกาศดีดีนี่เอง....

ด้วยเลนส์ MFO 3 ของ Nauticam ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งาน Black water Nightdive โดยตรงที่จะเปลี่ยนเลนส์ 90 หรือ 100 มาโครให้เป็นเลนส์ 60 มาโคร ที่สามารถโฟกัสได้ชิดหน้าเลนส์เลย และยังถ่ายทอดรายละเอียดและสีสันออกมาได้ดีมาก (ลองดูรายละเอียดของจุดสีบนตัวหมึกไดมอนด์ในภาพนี้ดูครับ)

ทำให้ MFO 3 เป็นเลนส์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักดำน้ำท่ีลงถ่ายภาพ Black Water ที่ผมสังเกตเห็นในช่วงเวลา 8 คืนที่ลงดำน้ำที่ Anilao แม้ว่าจะเป็นเลนส์ที่เพิ่งออกมาไม่กี่เดือนนี้เองก็ตาม

ขอขอบคุณ Nauticam Thailand ที่ให้ยืมเลนส์ตัวนี้มาทดสอบครับ

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า กระแสน้ำคือลมหายใจของห้วงมหาสมุทร  ผมบันทึกภาพลูกปลาวัยอ่อนท่ีอยู่ใน Larva stage  ของปลา Crocodil...
24/02/2026

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า กระแสน้ำคือลมหายใจของห้วงมหาสมุทร ผมบันทึกภาพลูกปลาวัยอ่อนท่ีอยู่ใน Larva stage ของปลา Crocodile toothfish (Chimsodon sp.) ปลาน้ำลึกที่เรามีข้อมูลของมันอยู่น้อยมาก ทั้งสองตัวนี้ ที่อยู่ใน Stage ที่แตกต่างกัน จากในไดฟ์เดียวกัน ในระยะที่ห่างกันไม่มากนัก

ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการลงดำน้ำ Black Water มากมายนัก แต่ผมตั้งข้อสังเกตจากที่ผมเฝ้าสังเกตในการลงดำน้ำต่อเนื่องมาสัปดาห์หนึ่งว่า ช่วงเวลาท่ีเราลงดำน้ำแบบ Black water นั้น ถ้ามีกระแสน้ำจากที่พัดพาจากที่ลึกขึ้นมานั้น เรามักจะพบสิ่งมีชีวิตแปลกที่ขึ้นมาจากความลึกมากกว่าช่วงเวลาที่กระแสน้ำหยุดนิ่งหรือช่วงเวลาน้ำลงที่กระแสน้ำลงพัดพาตะกอนออกมาจากชายฝั่ง

และถ้าเราพบเจอลูกปลาชนิดใดก็ตาม เรามักจะเจอปลาชนิดนั้นซ้ำๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน เหมือนกับว่ากระแสน้ำได้พัดพาเอาลูกปลากลุ่มนั้นเดินทางเข้ามาพร้อมๆกันในช่วงเวลานั้น

เรื่องราวของกระแสน้ำกับการไหลเวียนของสรรพชีวิตในท้องทะเลนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ที่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นโครงสร้างของมหาสมุทรได้ชัดเจนขึ้น

ท้องทะเลและมหาสมุทรนั้นไม่ได้ถูกแบ่งแยกด้วยพื้นดิน หรือเขตแดนที่มนุษย์กำหนดขึ้น แต่เชื่อมต่อและร้อยรัดเรื่องราวของสรรพชีวิตไว้ร่วมกันโดยอาศัยกระแสน้ำที่เป็นเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตในท้องทะเลเอาไว้

ผลกระทบจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในที่หนึ่ง อาจจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอีกพื้นที่หนึ่งโดยที่เราอาจจะคาดไม่ถึง

หลายปีก่อนตอนที่ไปถ่ายทำสารคดี 4 องศามหาสมุทร ผมกับเพื่อนๆได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลหลายท่าน ที่อธิบายปรากฏการณ์ในการฟื้นตัวของแนวปะการังทางตอนเหนือของทะเลอันดามันในเขตประเทศไทย ในบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ว่า การฟื้นตัวของแนวปะการังหลังจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ในทะเลไทยในปี 2010 นั้นค่อยๆฟื้นตัวจากทางตอนเหนือแล้วค่อยๆไล่ลงมาทางใต้ เพราะแนวปะการังในพม่าที่อุณหภูมิน้ำค่อนข้างต่ำกว่านั้นแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ในคราวนั้น

ผ่านมาราวสิบหกปี อาจจะกล่าวได้ว่าเราพบการฟื้นตัวค่อนข้างดี และเร็วกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้โดยที่มนุษย์แทบไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงกลไกของธรรมชาติด้วยการทำ CSR ปลูกปะการังเลย เพียงแค่เฝ้าดูแลและปล่อยให้ธรรมชาติค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาเอง

แน่นอนที่สุด นาฬิกาของธรรมชาติ ไม่ใช่นาฬิกาเรือนเดียวกับมนุษย์ที่คิดว่าตนเองรู้และสามารถที่จะควบคุมทุกสิ่งได้ดังใจ (และแน่นอนที่สุดย่อมไม่ใช่นาฬิกาเรือนที่ยืมเพื่อนมาใส่)

เวลา 20-30ปี ของมนุษย์อาจจะเป็นเวลาที่ยาวนานสำหรับช่วงชีวิตของคนแต่ละคน

แต่เป็นช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียวของธรรมชาติในการปรับสร้างสมดุลครั้งใหม่

ท่ีสุดท้ายอาจจะไม่มีส่ิงมีชีวิตที่เรียกว่าคน อยู่ในสมการนั้นก็เป็นได้....

ผมมา Black Water Night Dive ที่อนิเลาประเทศฟิลิปปินส์ครั้งนี้ด้วยคำชวนของ Rawewatchara Khunprom ที่ชวนไว้ตั้งแต่งาน TDEX...
23/02/2026

ผมมา Black Water Night Dive ที่อนิเลาประเทศฟิลิปปินส์ครั้งนี้ด้วยคำชวนของ Rawewatchara Khunprom ที่ชวนไว้ตั้งแต่งาน TDEX เมื่อปีก่อน ซึ่ง รวีบอกว่าช่วงเวลาที่เขาจองไว้นี้เป็นช่วงเวลาที่มี่รายงานการพบเห็นหมึกผ้าห่ม หรือ Blanket Octopus ( Tremoctopus violaceus) บ่อยมากที่สุดของปีที่อนิเลาที่จะต้องจองเวลากันล่วงหน้านานนับปี

หมึกผ้าห่มเป็น สัตว์ที่ลึกลับอย่างหนึ่งในท้องทะเล พวกมันร่อนเร่อาศัยอยู่ในห้วงความลึกของมหาสมุทร และอาจจะว่ายเข้ามาใกล้แนวปะการังบ้างในยามค่ำคืนเพื่อล่าเหยื่อจำพวกลูกปลาตัวเล็กๆเป็นอาหาร ในบางครั้งมันจึงแวะเวียนเข้ามาใกล้ไฟที่เราใช้ล่อในตอนกลางคืนในระหว่างที่ทำ Black water Night dive

หมึกผ้าห่มตัวเมียเมื่อโตเต็มที่อาจจะมีขนาดลำตัวยาวถึง 6 ฟุต แต่ตัวผู้จะมีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นเอง ที่มันได้ชื่อว่าหมึกผ้าห่ม เพราะหมึกผ้าห่มตัวเมียจะมีผังผืดอยู่ในบริเวณหนวดสี่เส้นด้านหลังของมัน และเมื่อมันต้องการที่จะขยายตัวของมันให้ดูใหญ่โตขึ้นมันจะแผ่ผ้าห่มที่มันพับอยู่ด้านหลังคล้ายร่มชูชีพออกมาเพื่อข่มขู่ศัตรูของมันที่จะทำให้มันดูมีขนาดใหญ่โตขึ้นไปอีก

นอกเหนือไปจากผ้าห่มแล้ว หมึกผ้าห่มยังสะสมพิษของ Portiguese man o' war ไว้บนตัวของมันเพื่อใช้ป้องกันตัวอีกด้วย

แม้ว่าช่วงเวลาที่เราไปจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการพบเจอ หมึกผ้าห่ม ที่
อนิเลา แต่โอกาสที่จะเจอกับหมึกผ้าห่มก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนจ่ายเงินไปดูสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์ เพราะว่าเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า หมึกผ้าห่มจะโผล่ขึ้นมาจากความลึกในบริเวณไหนและเมื่อไร

ขนาดช่างภาพหรือไดฟ์ลีดเดอร์ที่อยู่ที่รีสอร์ทและออกไปดำน้ำ Black water night dive ทุกวัน ก็ยังบอกเองว่าโอกาสที่จะพบเห็นหมึกผ้าห่มนั้นมีค่อนข้างน้อยมาก

เราลงดำน้ำกัน 8 วันเต็มๆ และลงดำน้ำ Black water กันวันละสองไดฟ์ รวีเจอลูกหมึกผ้าห่มตัวผู้ที่ตัวเล็กจิ๋วพอๆกับ Paper Nautilus ตัวผู้ตัวหนึ่ง ในวันที่สาม ส่วนลูกแก้วเจอหมึกผ้าห่มตัวเมียที่ยังโตไม่เต็มวัยครั้งหนึ่งในวันที่สี่หรือห้าของการดำน้ำ

ส่วนผมเองนั้นพูดตามตรงว่าไม่ได้คาดหวังที่จะเจอหรือมาตามล่าอะไร เพราะเอาจริงๆทริปนี้เป็นทริป Black water ครั้งแรกของผมที่ออกมาดำ Black water จริงจังต่อเนื่องกันยาวนับสัปดาห์ ไม่ว่าเจออะไรก็ตื่นเต้นไปหมดอยู่แล้ว

จนคืนสุดท้ายที่เราจะลง Black water Nightdive กันในคืนวันเสาร์ ผมก็ลงดำน้ำไปด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่เจอแน่ๆ ไว้ปีหน้าค่อยมาเฝ้าใหม่อีกรอบ

ในความลึกประมาณ 60 ฟุต ดีดี้ ไดฟ์ลีดเดอร์ที่ว่ายน้ำผมไปสัก 10 เมตรก็ส่องไฟมาหาผมแล้วกวักไฟไปมาเรียกให้ผมเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่ไฟฉายอีกข้างในมือของเขาก็จับไปที่ร่างใสๆ ของปลาหมึกตัวหนึ่ง ซึ่งมองจากระยะไกลผมนึกว่าเป็น Diamond squid หรือ Wunderpus ที่เราพบเห็นกันเกือบทุกวัน

เมื่อเข้าไปใกล้ปรากฏว่าเป็นหมึกผ้าห่มตัวเมียที่ยังโตไม่เต็มวัย ที่มีขนาดความยาวลำตัวเพียงประมาณ 5-6 นิ้วเพียงเท่านั้นเอง แต่สิ่งท่ีสังเกตเห็นได้ชัดอีกอย่างคือมันจะมีหนวดคู่ที่ยาวที่สุดที่เป็นเส้นที่มันพับเก็บได้ ที่พี่ป้อม tepsaskul ผู้ที่เป็นช่างภาพที่บันทึกภาพหมึกผ้าห่มในเมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน และเป็นบัดดี้ในการดำน้ำในครั้งนี้ของผมเล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่เห็นหมึกผ้าห่มก็งงๆว่าตัวอะไร และเมื่อมันคลี่ผ้าห่มออกตัวมันดูยาวขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะหนวดคู่ที่มันพับเก็บเอาไว้ที่มีขนาดยาวกว่าลำตัวของมันนี้นั่นแหละที่ทำให้ดูว่าตัวของมันขยายขนาดได้

ผมเริ่มต้นถ่ายภาพ ดีดี้ใช้ไฟฉายข้างหนึ่งในมือส่องไฟให้กับผม และใช้ไฟฉายในมืออีกข้างเรียกให้ทุกคนที่ว่ายน้ำอยู่รอบไฟล่อนั้นให้มารวมกัน และเราก็ล่องลอยตามหมึกผ้าห่มตัวนั้นไปในกระแสน้ำ ออกห่างจากทุ่นไฟไปเรื่อยๆ จนไม่เห็นแสงไฟในสายตา แต่ในเมื่อทุกคนมาอยู่รวมกันแล้วก็ปล่อยตัวลอยตามกระแสน้ำออกไปเรื่อยๆ และผลัดกันถ่ายภาพหมึกผ้าห่มกันจนอากาศหมด และก็จับกลุ่มขึ้นมาที่ผิวน้ำพร้อมๆกัน

ผมเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณลุงชาวฮ่องกง ที่มาร่วมคณะบนเรือของเราเป็นครั้งแรก เขาบอกว่าเขาใฝ่ฝันที่จะเห็นหมึกผ้าห่มและเดินทางมาในช่วงเวลานี้ติดต่อกันมาหลายครั้งแล้ว และนี่เป็นวันสุดท้ายของการดำน้ำของเขาที่อนิเลาในทริปนี้

และเป็นวันดำน้ำวันสุดท้ายของเราเช่นกัน

ดีดี้ ไดฟ์ลีดเดอร์ยื่นมือมาให้ผมจับ แล้วบอกว่า คุณต้องเลี้ยงเบียร์ผมนะ...

และในคืนวันเสาร์วันนั้น เราลงดำน้ำ Black water กันแค่ไดฟ์เดียว พอเรือกลับเข้าฝั่ง ลูกเรือก็เก็บอุปกรณ์กลับขึ้นมาล้างทันที

ไม่มีประโยชน์ที่จะใส่เวทสูทเปียกๆออกไปตากลม ฝ่าคลื่นกลางทะเลในไดฟ์ที่สองอีกต่อไป

ทะเลได้มอบของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับทุกคน เพียงพอแล้ว...

ผมเชื่อว่าโพสนี้คงจะมีคนให้ความสนใจน้อย  แต่ไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าผมอยากจะเล่าเรื่องนี้...หลายสิบปีก่อนในช่วงสมัยที่ผมยั...
21/02/2026

ผมเชื่อว่าโพสนี้คงจะมีคนให้ความสนใจน้อย แต่ไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าผมอยากจะเล่าเรื่องนี้...

หลายสิบปีก่อนในช่วงสมัยที่ผมยังถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม ช่างภาพใต้น้ำในยุคนั้นโดยเฉพาะช่างภาพใต้น้ำชาวญี่ปุ่น ให้ความสนใจกับปลาบู่ทะเลมากกว่าปลาชนิดอื่นๆมากเป็นพิเศษ

ปลาบู่ทะเลหลายๆชนิดกลายเป็นของที่มีไว้ขิง เป็นของแพง เป็นของที่หายาก ในสายตาของกลุ่มช่างภาพใต้น้ำในยุคสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อน

Magnificent goby ( Tomiyamichthys emilyae) เป็นปลาที่เพิ่งจะได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมานี้เอง แน่นอนที่สุดว่าในปลายยุค '90 นั้น มันเป็นของใหม่ ที่ใครๆก็อยากมีภาพไว้ขิงกัน

บวกกับลักษณะนิสัยของมันที่เป็นปลาบู่ทะเลที่ค่อนข้างจะขี้อายและพบน้อยกว่าปลาบู่ทะเลชนิดอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะว่าแหล่งแพร่กระจายพันธุ์ของมันอาจจะค่อนข้างแคบก็ได้ ทำให้ปลาชนิดนี้กลายเป็นของหายากในยุคนั้น ที่ช่างภาพมักจะใช้เวลาเกือบทั้งไดฟ์ไปเฝ้าปลาชนิดนี้

ในจุดดำน้ำหลายๆจุดที่มีปลาบู่ชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่เกาะมาบูล หรือเกาะเดราวัน ถ้ามีช่างภาพใต้น้ำชาวญี่ปุ่นไปพร้อมๆกันหลายชุด อาจจะต้องมีการขอคิวว่าจะไปเฝ้าปลาบู่ทะเลชนิดนี้ (ที่ในสมัยนั้นเรียกกันว่า Black sailfin goby ) กันวันไหน

ผ่านมาเกือบสามสิบปี เทรนด์ของการถ่ายภาพใต้น้ำเปลี่ยนไป เมื่อช่างภาพใต้น้ำหันมาสนใจนูดี้ หรือ ทากทะเลกันมากกว่าปลา และ Black sailfin goby ก็กลายเป็น มาโครโลกเก่าที่ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป ถ้าจะเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆในยุคสมัยหนี่งปลาบู่ชนิดนี้ก็เคยเป็นเหมือน ทากโครงกระดูก หรือ Malibe colemani หรือ Pygmy Seahorse นั่นแหละครับ พอเลิกเห่อแล้ว คนไม่เล่นกันแล้วก็ลืมเลือนไป เพราะว่าใครๆก็มี เอาไปขิงใส่ใครไม่ได้อีกแล้ว

แม้แต่ตัวผมเองก็ลืมไปแล้วว่าเคยถ่ายปลาชนิดนี้เอาไว้หลายม้วนด้วยกันในยุคสมัยฟิล์มเมื่อ 30 ปีก่อน

จนกระทั่งเมื่อวันก่อนไดฟ์ลีดเดอร์ถามว่าวันนี้อยากไปดูอะไร ไปดู Magnificent goby กันไหม?

ผมรีบตอบว่าไปครับ ไม่ได้อยากไปถ่ายภาพมาขิงใครนะครับ...(เพราะเอาไปขิงใครก็ไม่้มีใครรู้จัก ไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้ว)

แต่บางทีเราก็อยากย้อนเวลาลองกลับไปอยู่ในบรรยากาศเก่าๆ ที่เราคิดถึง มาโครโลกเก่า เมื่อ 20-30 ปีก่อนตามประสาคนแก่

ก็เท่านั้นเอง

ป.ล. ลงเรือที่ฟิลิปปินส์นี้ซดชาขิงร้อนๆทุกวัน อันนี้ขิงจริงๆนะ ไม่ใช่ ซุยขี้ขิง สิงห์ขี้คุย...

วันนี้ขอพักจาก Black Water diving ก่อนสักวันหนึ่ง จะพามาดำน้ำในตอนกลางวันที่ Anilao กันบ้างครับแม้ว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่...
20/02/2026

วันนี้ขอพักจาก Black Water diving ก่อนสักวันหนึ่ง จะพามาดำน้ำในตอนกลางวันที่ Anilao กันบ้างครับ

แม้ว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในท้องทะเลจะเริ่มต้นจากการเป็นแพลงก์ตอนที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ในรูปแบบการกระจายพันธ์ุที่กว้างแบบเปิด ที่เรียกกันว่า Open Population ที่ทำให้การแพร่กระจายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลนั้นจะแพร่กระจายพันธุ์ใปในท้องทะเลและห้วงมหาสมุทรตามกระแสน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลาชนิดต่างๆหรือแม้แต่ตัวอ่อนของปะการังที่เป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดในท้องทะเลก็ตาม

แต่มีสัตว์หลายๆชนิดที่มีแหล่งกระจายพันธุ์ที่ค่อนข้างแคบกว่าที่จะพบเฉพาะในบางพื้นที่ อย่างเช่นปลาอมไข่ Banggai Cardinal fish (Pterapogon kauderni) ที่เดิมแหล่งแพร่กระจายพันธุ์จะอยู่ในแถบหมู่เกาะ Banggai ในบริเวณตอนกลางของเกาะสุลาเวสี เพราะว่าปลาชนิดนี้ตัวผู้จะอมไข่เอาไว้ในปากจนฟักเป็นตัวและจะไม่ปล่อยลูกออกไปตามกระแสน้ำ ฉะนั้นการกระจายพันธุ์ของมันจะอยู่ในรัศมีที่ไม่กว้างเหมือนปลาชนิดอื่นๆ และจากเกาะ Banggai ลูกปลาชนิดนี้มาโผล่ที่่ช่องแคบเลมเบห์จากการขนส่งปลาชนิดนี้ในตลาดปลาตู้ที่ต้องมาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือในบริเวณนั้น แล้วมีปลาบางส่วนหลุดรอดลงไปในแหล่งน้ำนั้นที่ทำให้การกระจายพันธุ์ของปลาชนิดนี้มี Pattern ที่แปลกไป คือไม่ได้มาจากกระแสน้ำแต่มาจากคนนั่นเอง

สำหรับที่อนิเลานั้น สิ่งที่ผมอยากมาถ่ายภาพมากที่สุดอย่างหนึ่งนอกจาก Black water Diving ในตอนกลางคืนแล้ว ก็คือ กุ้ง Skeleton shrimp ( Caprellidae) ที่หลายๆคนอาจจะบอกว่าที่เมืองไทย พัืทยา แสมสารก็มีเยอะแยะ แต่ Skeleton Shrimp ที่อนิเลานั้นจะตัวโตกว่าปกติที่เราเห็นทั่วๆไป และเรามักจะเห็นพฤติกรรมของ Skeleton shrimp ที่ลูกๆตัวจิ๋วของมันจะมาเกาะอยู่ตามตัวของแม่ยุบยับไปหมด คล้ายๆกับแมงป่องที่เอาลูกตัวเล็กๆเกาะอยู่บนหลังของมัน

มาดำน้ำในทริปนี้ที่อนิเลา ผมจะดำน้ำในช่วงเช้า 2 ไดฟ์ ในช่วงบ่ายจะพักผ่อนยาวไปจนถึงหกโมงครึ่ง ก่อนที่จะเตรียมตัวลงดำน้ำ Black Water 2 ไดฟ์ในตอนกลางคืน ในเวลาหกโมงครึ่ง ก่อนที่จะกลับขึ้นมากินข้าวเย็นในราวสองทุ่ม และจะออกไปดำน้ำอีกครั้งในเวลาประมาณสามทุ่ม ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในตอนราวๆสี่ทุ่มกว่าๆ จัดเตรียมของโหลดการ์ดทำอะไรต่อมิอะไรกว่าจะเสร็จก็หลังเที่ยงคืน

ในขณะที่มีนักดำน้ำอีกกลุ่มจากญี่ปุ่นที่มาดำน้ำเฉพาะ Black Water คือลงดำน้ำไดฟ์แรกตอนหกโมงครึ่ง และกลับมากินข้าว ก่อนที่จะออกไปอีกสามไดฟ์ และกลับมาตอนเช้า และพักผ่อนในตอนกลางวันแทน

Christmas Point  ในราวปี 2010  ถ่ายด้วยกล้อง Fuji S5 Pro คริสต์มาสพ็อยท์ เป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ในยุค 1980's...
14/11/2025

Christmas Point ในราวปี 2010 ถ่ายด้วยกล้อง Fuji S5 Pro

คริสต์มาสพ็อยท์ เป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ในยุค 1980's เคียงคู่มากับ กองหินแฟนตาซี และกองหินหัวกระโหลก จะเรียกได้ว่าเป็นจุดดำน้ำในโลกเก่าก็ว่าได้ ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยรุ่นบุกเบิกในการดำน้ำเริ่มออกมาดำน้ำกันที่สิมิลันในยุคแรก

สมัยที่ผมหัดดำน้ำใหม่ๆในยุค 90's คริสต์มาสพ็อยท์ก็ยังเป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของสิมิลัน ที่ผ่านความเปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้

ผมบันทึกภาพนี้ในราวปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆของความอุดมสมบูรณ์ที่ยังพอจะหลงเหลือความงดงามในตำนานให้เห็นได้อยู่ ก่อนที่ทุกวันนี้ นักดำน้ำGen หลัง ในโลกใหม่หลังยุค 2000 หลายๆคนอาจจะไม่เคยได้เห็น และตั้งคำถามว่า คริสต์มาสพ็อยท์มีอะไร? ทำไมดำน้ำลงไปดูหินโล้นๆกัน

กล้อง Fuji S5 pro เป็นกล้องที่ไฟล์ดีที่สุดตัวหนึ่งในยุคนั้น แม้ว่าจะใช้ Platform ของ Nikon D200 ก็ตาม แต่ไฟล์ที่ออกมาแตกต่างกันพอสมควร

ข้อเสียอย่างหนึ่งของ Fuji S5 Pro ก็คือ ไฟล์ Raw นี้ต้อง รอนานจริงๆ รอแล้วรออีก

ที่อยู่

Bangkok
10210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Nat Sumanatemeya Fanpageผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Nat Sumanatemeya Fanpage:

แชร์

ประเภท