Thailand Heritage By Perseus 14th

Thailand Heritage By Perseus 14th nice and easy
(1)

พระพุทธรูปในภาพคือพระพุทธรูปไม้โบราณ ซึ่งจัดแสดงอยู่ใน โฮงหลวงแสงแก้ว (พิพิธภัณฑ์แสงแก้ว) ภายใน วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงร...
01/05/2026

พระพุทธรูปในภาพคือพระพุทธรูปไม้โบราณ ซึ่งจัดแสดงอยู่ใน โฮงหลวงแสงแก้ว (พิพิธภัณฑ์แสงแก้ว) ภายใน วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปเหล่านี้:

พุทธศิลป์: เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนาที่แกะสลักจากไม้ มักพบพระพักตร์ที่ดูอิ่มเอิบ สงบ และบางองค์มีลักษณะพระพักตร์ที่อ่อนหวานคล้ายสตรี

สถานที่จัดแสดง: โฮงหลวงแสงแก้วเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ทรงล้านนาประยุกต์ ภายในรวบรวมพระพุทธรูปสำคัญและวัตถุโบราณทรงคุณค่าของล้านนาไว้มากมาย

จารึก: ฐานของพระพุทธรูปในภาพมีตัวอักษรโบราณ ซึ่งอาจเป็นอักษรธรรมล้านนาหรืออักษรฝักขามที่ใช้บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนาในสมัยก่อน

หากคุณมีโอกาสไปเยือนเชียงราย วัดพระแก้ว ถือเป็นพระอารามหลวงสำคัญที่เป็นแหล่งค้นพบพระแก้วมรกตและมีโบราณวัตถุที่น่าสนใจมากครับ

วิจิตรศิลป์แห่งสยาม: ถอดรหัส ‘ทศกัณฐ์’ และ ‘สุครีพ’ ผ่านงานพุทธศิลป์หัวโขน ในโลกแห่งนาฏกรรมโขน "หัวโขน" ไม่ใช่เพียงแค่เค...
22/04/2026

วิจิตรศิลป์แห่งสยาม: ถอดรหัส ‘ทศกัณฐ์’ และ ‘สุครีพ’ ผ่านงานพุทธศิลป์หัวโขน ในโลกแห่งนาฏกรรมโขน "หัวโขน" ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องแต่งกาย แต่มันคือจิตวิญญาณที่หล่อหลอมงานช่างสิบหมู่และความเชื่อเข้าไว้ด้วยกัน วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเจาะลึก 2 อัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดจากวรรณคดีรามเกียรติ์

๑. ทศกัณฐ์: จอมราชันแห่งกรุงลงกา (The Mighty Demon King) หากจะพูดถึงตัวเอกฝ่ายยักษ์ คงไม่มีใครสง่างามเท่า ทศกัณฐ์ เศียรที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจนี้มีรายละเอียดที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาหัวโขนทั้งหมด
สัญลักษณ์แห่งทศพักตร์: เอกลักษณ์สำคัญคือการทำ "หน้าซ้อน" โดยชั้นล่างเป็นหน้ายักษ์ขนาดใหญ่ และมีหน้าเล็กๆ เรียงรายซ้อนขึ้นไปจนครบ 10 หน้า สะท้อนถึงพละกำลังและสติปัญญาที่เหนือกว่ายักษ์ตนใด
กายสีเขียวและมงกุฎยอดชัย: สีเขียวเป็นสีประจำกายของทศกัณฐ์ สวมมงกุฎยอดชัยที่ประดับตกแต่งด้วยลวดลาย "กระจัง" และ "รักร้อย" อย่างละเอียดลออ ปากแสดงอาการแสยะ ตาโพลงเขม็ง แสดงถึงความดุดันและหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีของพญายักษ์

๒. สุครีพ: พญาวานรผู้ซื่อสัตย์ (The Noble Vanara King)ทางด้านฝ่ายพลวานร สุครีพ ถือเป็นตัวละครที่มีสีสันและทรงพลัง ด้วยรูปลักษณ์ที่สื่อถึงความคล่องแคล่วและหัวใจที่กล้าหาญสีแดงชาดอันร้อนแรง: กายสีแดงของสุครีพไม่ได้หมายถึงความดุร้าย แต่สื่อถึงความกระตือรือร้นและพลังอำนาจในฐานะเจ้าเมืองขีดขิน
ลักษณะหน้าลิงปากอ้า: หัวโขนสุครีพมักทำเป็นลักษณะหน้าลิง "ปากอ้า" และ "ตาโพลง" สวมมงกุฎยอดชัยเช่นกันแต่มีสัดส่วนที่รับกับใบหน้าลิงได้อย่างลงตัว เส้นสายบนใบหน้าจะมีความพลิ้วไหว สื่อถึงธรรมชาติของวานรที่ว่องไวและเฉลียวฉลาด

เสียงแห่งพระนคร: ‘หอกลอง’ ปฐมบทสัญญาณบอกเวลาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ อาคารสีขาวทร...
19/04/2026

เสียงแห่งพระนคร: ‘หอกลอง’ ปฐมบทสัญญาณบอกเวลาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ อาคารสีขาวทรงสี่เหลี่ยมสูงตระหง่านที่มีความโดดเด่นด้วยหลังคาซ้อนชั้นแบบไทยประเพณีทาสีแดงชาดอย่างประณีตนี้ คือ “หอกลอง” โบราณสถานอันทรงคุณค่าที่เคยทำหน้าที่เป็น “เสียง” หัวใจหลักในการสื่อสารของชาวพระนครในยุคที่เทคโนโลยียังเข้าไม่ถึง

ความเป็นมาแห่งสยามสมัย
หอกลองประจำพระนครสร้างขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2325 ในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โดยทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นตามแบบอย่างหอกลองในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสถานีส่งสัญญาณเสียงแจ้งข่าวสารและบอกเวลาแก่ราษฎร ในอดีตหอกลองดั้งเดิมมีความสูงถึง 3 ชั้น ในแต่ละชั้นจะประดิษฐานกลองขนาดใหญ่ 3 ใบที่มีชื่อเรียกและหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
1.กลองย่ำพระสุริย์ศรี: อยู่ชั้นล่างสุด ใช้ตีบอกเวลาเช้าค่ำ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ทุ่ม” (เสียงกลองกระทบไม้ดังทุ่มๆ) ที่เราใช้เรียกเวลาในปัจจุบัน

2.กลองอัคคีพินาศ: อยู่ชั้นกลาง ใช้ตีส่งสัญญาณแจ้งเหตุเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในพระนคร

3.กลองพิฆาตไพรี: อยู่ชั้นบนสุด ใช้ตีบอกเหตุฉุกเฉินเมื่อมีข้าศึกประชิดเมืองหรือเกิดศึกสงคราม

ความสำคัญและมรดกทางวัฒนธรรม
ในยุคสมัยนั้น หอกลองไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม แต่คือ "ศูนย์กลางการสื่อสารของรัฐ" ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต ความปลอดภัย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเมือง แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 บทบาทของหอกลองจะลดน้อยลงจากการเข้ามาของนาฬิกาและโทรเลขจนถูกรื้อถอนไป แต่หอกลองที่ปรากฏในปัจจุบันคืออาคารที่ถูกสร้างจำลองขึ้นใหม่ในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เดิม เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงรากเหง้าและการบริหารบ้านเมืองในอดีต

ปัจจุบัน หอกลองยังเป็นที่ประดิษฐานของ "ศาลเจ้าพ่อหอกลอง" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพระนครและผู้คนย่านบ้านหม้อ-ท่าเตียนเคารพนับถือ เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงรอยต่อระหว่างยุคสมัยเก่าและใหม่ได้อย่างสง่างามใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์

พระพุทธนฤมิตร: พุทธปฏิมาฉลองพระองค์ สถิตถาวร ณ อารามริมเจ้าพระยา        ในบรรดาพุทธปฏิมาศิลปะรัตนโกสินทร์ที่ทรงคุณค่าและ...
15/04/2026

พระพุทธนฤมิตร: พุทธปฏิมาฉลองพระองค์ สถิตถาวร ณ อารามริมเจ้าพระยา

ในบรรดาพุทธปฏิมาศิลปะรัตนโกสินทร์ที่ทรงคุณค่าและมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ "พระพุทธนฤมิตร" นับเป็นพระพุทธรูปที่มีประวัติความเป็นมาผูกพันกับบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าอย่างแนบแน่น โดยประดิษฐานอยู่ในบุษบกยอดปรางค์บริเวณหน้าบันมุขเด็จของพระอุโบสถ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

ประวัติการสร้าง: สายใยแห่งศรัทธาสามรัชกาล
พระพุทธนฤมิตร มีประวัติการสร้างที่น่าสนใจยิ่ง โดยเป็นพระพุทธรูป "ฉลองพระองค์" ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)
พระราชดำริ: เริ่มต้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จำลองแบบมาจาก "พระพุทธนฤมิตร" องค์ต้นแบบที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

การจัดสร้าง: ทรงโปรดให้หล่อขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ (รัชกาลที่ 2)
การประดิษฐาน: การสร้างและประดับตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อปี พ.ศ. 2426 และได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดประจำรัชกาลที่ 2 แห่งนี้

วิจิตรศิลป์แห่งจักรพรรดิราชาพระพุทธนฤมิตร เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ที่เน้นความหรูหราและพุทธศิลป์แบบ "ทรงเครื่อง" อย่างกษัตริย์
ปางพระพุทธรูป: ทรงอยู่ในอิริยาบถยืนบนฐานบัว ปางห้ามสมุทร (ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นเสมอพระอุระ ฝ่าพระหัตถ์ตั้งตรงหันออกด้านหน้า) ซึ่งเป็นปางที่นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์
การแต่งกาย (เครื่องทรง): ทรงเครื่องจักรพรรดิราชาธิราชอย่างเต็มยศ ประกอบด้วย:

มงกุฎ: ทรงมงกุฎยอดแหลม (ศิราภรณ์) วิจิตรบรรจง
เครื่องประดับ: ปรากฏกรองศอ (สร้อยคอ), ทับทรวง (เครื่องประดับหน้าอก), สังวาล และพาหุรัด (ทองต้นแขน) ที่สลักลวดลายละเอียดถี่ถ้วน
ฉลองพระองค์: ทรงจีวรห่มคลุมประดับด้วยลวดลายกนกและลายดอกพุ่มข้าวบิณฑ์ ประดับกระจกและลงรักปิดทองอย่างงดงาม แผ่นพระเขนง (ผ้าห้อยหน้า) มีลักษณะคล้ายหางสิงห์หรือชายไหวชายแครงในชุดโขนละคร
พุทธศิลป์โดยรวม: วงพระพักตร์มีลักษณะอ่อนโยนตามแบบพิมพ์นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3-4 มีความสง่างามสะท้อนถึงพระบารมีแห่งธรรมราชา


บทสรุป
พระพุทธนฤมิตร ไม่เพียงแต่เป็นศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็น "จดหมายเหตุทางศิลปะ" ที่บันทึกความกตัญญูกตเวทีของพระมหากษัตริย์ไทย และแสดงถึงความรุ่งเรืองของงานช่างสิบหมู่ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่ยังคงทอแสงทองระยิบระยับต้อนรับผู้มาเยือนวัดอรุณฯ จนถึงปัจจุบัน

กระดานโหร หรือกระดานฉนวนโหราศาสตร์ไทย      มันมี 3 ส่วนหลัก: ด้านบน เป็นตารางรูปทรงเรขาคณิตพิเศษ แบ่งบ้าน 12 เรือน (ภพ) ...
14/04/2026

กระดานโหร หรือกระดานฉนวนโหราศาสตร์ไทย

มันมี 3 ส่วนหลัก:
ด้านบน เป็นตารางรูปทรงเรขาคณิตพิเศษ แบ่งบ้าน 12 เรือน (ภพ) แสดงชื่อเรือน เช่น ตนุ กฎุมพะ สหัชชะ ไปจนถึงวินาศ เพื่อดูเรื่องตัวตน เงินทอง เพื่อน งาน โชค ฯลฯ

ตรงกลาง เป็นวงกลม ราศีจักร แบ่ง 12 ราศี มีเส้นลากจากศูนย์กลางเป็นมุม 30 องศาแต่ละราศี ใช้คำนวณตำแหน่งดาวและลัคนา

ด้านล่าง เป็นตารางอีกแบบสำหรับคำนวณฤกษ์ยามพิเศษ เช่น ฤกษ์แต่งงาน เปิดกิจการ หรือทำนายเหตุการณ์
รวม ๆ แล้วมันคือเครื่องมือโหรใช้ผูกดวง ดูฤกษ์ และพยากรณ์ชะตาแบบโบราณครับ

ตารางบน เป็น 12 เรือนชะตา หรือ 12 ภพ ใช้ดูชีวิตแต่ละด้านของคน เรียงจากลัคนาเป็นเรือน 1 แล้วเวียนซ้ายตามเข็มนาฬิกา:
ตนุ: ตัวตน นิสัย สุขภาพ รูปร่าง
กฎุมพะ: เงินทอง ทรัพย์สิน ครอบครัว
สหัชชะ: พี่น้อง เพื่อน การติดต่อ
พันธุ: บ้าน ที่ดิน พ่อแม่ ยานพาหนะ
ปุตตะ: ลูก บริวาร โชค ความสนุก
อริ: ศัตรู โรค หนี้สิน อุปสรรค
ปัตนิ: คู่ครอง คู่สัญญา คดีความ
มรณะ: ความสูญเสีย มรดก ความตาย
ศุภะ: ความสงบ การเดินทางไกล
กัมมะ: อาชีพ งาน กรรมเก่า
ลาภะ: โชคลาภ ความสำเร็จ
วินาศ: ความเสียหาย ศัตรูลับ ความลับ

วงกลมตรงกลาง เป็น ราศีจักร แบ่ง 12 ราศี (เมษถึงมีน) ใช้วางตำแหน่งดาวเคราะห์แต่ละดวง แล้วนำมาประกอบกับเรือนข้างบนเพื่อดูผลดีร้าย

ตารางล่าง เป็นแผนผังสำหรับ คำนวณฤกษ์ยาม ใช้หาวันเวลาที่ดีสำหรับทำกิจการต่าง ๆ เช่น แต่งงาน เปิดร้าน ยกบ้าน หรือพิธีสำคัญ ดูดาว จันทร์ และปัจจัยอื่น ๆ ร่วมกัน
กระดานทั้งหมดเป็นเครื่องมือคำนวณดวงชะตาและฤกษ์มงคลแบบโบราณครับ

พระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) : อัญมณีแห่งศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมณฑป (หรือ หอไตรจตุรมุข) ซึ่งตั้งอยู่ภายใน วัดพระเชตุพ...
13/04/2026

พระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) : อัญมณีแห่งศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมณฑป (หรือ หอไตรจตุรมุข) ซึ่งตั้งอยู่ภายใน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กรุงเทพมหานคร

1. ประวัติและการสถาปนา
พระมณฑปหลังนี้สร้างขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นทดแทนหอไตรหลังเก่าที่เป็นเครื่องไม้มุงดีบุกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 วัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานและเก็บรักษา พระไตรปิฎก ที่ลงรักปิดทองประดับกระจกอย่างวิจิตร

2. สถาปัตยกรรมจตุรมุขและเครื่องยอดทรงมงกุฎ
รูปแบบผัง: เป็นอาคารทรงจตุรมุข (มี 4 ทิศ) ผนังภายนอกและเครื่องยอดประดับด้วย กระเบื้องเคลือบและถ้วยหลากสี ที่เรียงร้อยเป็นลวดลายดอกไม้อันวิจิตรบรรจงเครื่องยอดทรงมงกุฎ: ถือเป็นชั้นสูงสุดของงานสถาปัตยกรรมประเภทเครื่องยอด มีความซับซ้อนด้วยการยกเก็จ (การย่อมุม) ซึ่งสะท้อนถึงฝีมือช่างชั้นสูงในยุคนั้น

3. จารึกและจิตรกรรม: คลังแห่งปัญญา
โคลงโลกนิติ: ผนังภายนอกพระมณฑปเป็นที่ประดิษฐานศิลาจารึก "โคลงโลกนิติ" ซึ่งเป็นวรรณคดีสุภาษิตคำสอนที่มีชื่อเสียงของไทย
จิตรกรรมฝาผนัง: ภายในศาลารายที่ล้อมรอบพระมณฑปทั้ง 3 ด้าน มีภาพจิตรกรรมเรื่อง กำเนิดรามเกียรติ์ และภาพประเพณีสำคัญ เช่น การกวนข้าวทิพย์

4. "ยักษ์วัดโพธิ์" ตัวจริงในตำนาน
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือยักษ์ทวารบาลที่เฝ้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป ซึ่งคือ "ยักษ์วัดโพธิ์" ในตำนานที่หลายคนมักสับสนกับตุ๊กตาหินจีน (ลั่นถัน)
ลักษณะ: เป็นประติมากรรมยักษ์ขนาดเล็ก (สูงประมาณ 175 ซม.) หล่อด้วยโลหะผสมและลงสี
ยักษ์ 8 ตน: เดิมมีทั้งหมด 4 คู่ ยืนเฝ้าตามทิศต่างๆ เช่น ทศกัณฐ์และสหัสเดชะ (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ), อินทรชิตและสุริยาภพ (ทิศตะวันออกเฉียงใต้)

เกร็ดเสริม: วัดพระเชตุพนฯ ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้จารึกวัดโพธิ์เป็น "มรดกความทรงจำแห่งโลก" (Memory of the World) ซึ่งพระมณฑปหลังนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของร่องรอยประวัติศาสตร์อันล้ำค่านี้ครับ

โขน (Khon) คือนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างามและอลังการ จัดเป็นศิลปะการแสดงที่รวมเอาศาสตร์และศิลป์หลายแขนงเข้าไว้ด...
12/04/2026

โขน (Khon) คือนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างามและอลังการ จัดเป็นศิลปะการแสดงที่รวมเอาศาสตร์และศิลป์หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งวรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ และวิจิตรศิลป์

รากเหง้าและความเป็นมา (Historical Background)
โขนมีการพัฒนาและปรับปรุงมาจากการละเล่นโบราณ 3 ประเภทหลัก ได้แก่:


1ชักนาคดึกดำบรรพ์: นำเอาวิธีการแต่งกายและวิธีเล่นบางอย่างมาใช้

2กระบี่กระบอง: นำท่าทางการต่อสู้ที่โลดโผนกระฉับกระเฉง และท่าเต้นต่างๆ มาประยุกต์

3หนังใหญ่: นำศิลปะการพากย์ การเจรจา และเพลงหน้าพาทย์มาใช้ประกอบการแสดง

คำว่า "โขน" ปรากฏหลักฐานในเอกสารของชาวต่างชาติมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยนักวิชาการสันนิษฐานที่มาของคำไว้หลายทาง เช่น มาจากคำว่า “โขล” (เบงคาลี) ที่หมายถึงเครื่องดนตรี, “โกลัม” (ทมิฬ) หมายถึงการแต่งกายแสดงเพศ หรือ “ควาน/โขน” (อิหร่าน) หมายถึงผู้อ่านหรือขับร้องแทนหุ่น

องค์ประกอบสำคัญของการแสดง (Core Elements)
หัวโขน (Khon Mask): เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุด ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนปิดหน้าทั้งหมด (ยกเว้นตัวละครที่เป็นเทวดา มนุษย์ และมเหสีบางตัว) หัวโขนแต่ละใบถูกสร้างสรรค์ด้วยงานประณีตศิลป์สะท้อนรูปลักษณ์และนิสัยของตัวละครนั้นๆ

การแต่งกาย: เรียกว่า “การแต่งกายยืนเครื่อง” หรือทรงเครื่อง ซึ่งเลียนแบบมาจากเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ แบ่งเป็น 3 ฝ่ายหลักคือ ฝ่ายพระ-นาง, ฝ่ายยักษ์ และฝ่ายลิง

ดนตรีและบทพากย์: ใช้วง “ปี่พาทย์” บรรเลงประกอบการแสดง เนื่องด้วยผู้แสดงสวมหัวโขนจึงไม่สามารถพูดเองได้ จึงต้องมี "ผู้พากย์และเจรจา" ทำหน้าที่เล่าเรื่องและพูดแทนตัวละคร โดยใช้บทประพันธ์ประเภทกาพย์ยานีหรือกาพย์ฉบัง
เรื่องที่แสดง: นิยมแสดงเรื่อง “รามเกียรติ์” เป็นหลัก

ประเภทของการแสดงโขน
การแสดงโขนแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามลักษณะของสถานที่และรูปแบบการแสดง:

โขนกลางแปลง: แสดงบนพื้นดินกลางสนาม ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก
โขนนั่งราว (โขนโรงนอก): แสดงบนโรงที่มีราวไม้ไผ่ให้ตัวละครนั่งแทนเตียง
โขนหน้าจอ: แสดงบนโรงที่ขึงจอผ้าใบแบบหนังใหญ่
โขนโรงใน: เป็นการนำศิลปะของโขนมาผสมผสานกับละครใน มีการร่ายรำที่อ่อนช้อยมากขึ้น
โขนฉาก: เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดสร้างฉากประกอบตามท้องเรื่องที่แสดง

มรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (UNESCO)
ในปี พ.ศ. 2561 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน "โขนไทย" เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณค่าและความสำคัญของศิลปะแขนงนี้ในระดับสากล

พระที่นั่งไท่เหอ (Hall of Supreme Harmony) คือพระที่นั่งที่มีความสำคัญสูงสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดใน พระราชวังต้องห้าม (For...
12/04/2026

พระที่นั่งไท่เหอ (Hall of Supreme Harmony) คือพระที่นั่งที่มีความสำคัญสูงสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดใน พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่บนแกนกลางของพระราชวังและประทับอยู่บนฐานหินอ่อนสามชั้นที่สง่างาม

ความสำคัญของพระที่นั่งไท่เหอ
ศูนย์กลางแห่งอำนาจจักรพรรดิ: เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญที่สุดของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก (การขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิองค์ใหม่) และ พระราชพิธีอภิเษกสมรส ของจักรพรรดิ

สัญลักษณ์ทางรัฐศาสตร์: ชื่อ "ไท่เหอ" (Taihe) มีความหมายถึงความประสานสอดคล้องอันสูงสุดระหว่างสวรรค์และโลก สื่อถึงอำนาจอันชอบธรรมของจักรพรรดิในการปกครองแผ่นดิน

วาระพิเศษระดับชาติ: ใช้เป็นที่ประกอบพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของจักรพรรดิ, การประกาศผลสอบจอหงวน (ในสมัยราชวงศ์หมิง), และพิธีมอบตราตั้งแก่แม่ทัพก่อนออกศึก

ที่สุดแห่งสถาปัตยกรรมไม้: เป็นอาคารไม้โบราณที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการดูแลรักษาดีที่สุดแห่งหนึ่งในจีน ภายในประดิษฐาน "บัลลังก์มังกร" (Dragon Chair) อันวิจิตรบรรจงซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของอำนาจจักรพรรดิ

พระพุทธรูปในภาพคือ พระแก้วจันทรกานต์ (หรือพระแก้วจันทกานต์)     ข้อมูลสำคัญ:ลักษณะ: เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างจากรั...
12/04/2026

พระพุทธรูปในภาพคือ พระแก้วจันทรกานต์ (หรือพระแก้วจันทกานต์)

ข้อมูลสำคัญ:
ลักษณะ: เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างจากรัตนชาติหรือแก้วผลึกสีขาวนวล ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24

สถานที่ประดิษฐาน: ปัจจุบันประดิษฐานและจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมักจะมีการอัญเชิญออกมาให้ประชาชนได้สักการะเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่

พระแก้วจันทรกานต์ มีลักษณะทางพุทธศิลป์ที่โดดเด่นและละเอียดอ่อน ดังนี้ครับ

ลักษณะโดยรวม
ศิลปะ: จัดอยู่ในกลุ่ม ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 (ยุคต้นรัตนโกสินทร์)
วัสดุ: แกะสลักจาก แก้วผลึกสีขาวนวล หรือที่เรียกว่า "รัตนชาติ" มีความใสและเงางามเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า

ปาง: ปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) นั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (หน้าตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำที่พระชานุ (เข่า) นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นธรณี

รายละเอียดส่วนพระวรกาย (Body Details)

พระพักตร์ (ใบหน้า): มีความอ่อนโยนตามแบบฉบับรัตนโกสินทร์
พระขนง (คิ้ว) โก่งรับกับพระนาสิก (จมูก) ที่โด่งเป็นสัน
พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มยิ้มเล็กน้อยพองาม
พระเกศา (ผม): ขมวดเป็นก้นหอยขนาดเล็กและละเอียด เหนือพระเศียรประดับด้วย พระรัศมีเป็นรูปเปลวเพลิง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะสุโขทัยแต่ปรับให้ดูเรียบง่ายขึ้น
พระกรรณ (หู): ยาวลงมาเกือบจรดพระอังสา (ไหล่) ตามคติมหาบุรุษลักษณะ

รายละเอียดจีวรและการห่ม
การห่ม: เป็นการ ห่มเฉียง เปิดพระอังสา (ไหล่) ขวา
สังฆาฏิ: ปรากฏแถบผ้าสังฆาฏิพาดที่พระอังสาซ้าย ปลายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี (สะดือ) และมีลักษณะเป็นชายผ้าซ้อนทับกันอย่างประณีต

พุทธบัลลังก์หรือฐาน
ส่วนที่เสริมให้องค์พระดูสง่างามคือ ฐานชุกชี ซึ่งมีความละเอียดมาก:
เป็นฐานขาสิงห์ ซ้อนลดหลั่นกันหลายชั้น
มีการ จำหลักลายอย่างประณีต (แกะสลักลาย) และประดับด้วย การลงรักปิดทองล่องชาด รวมถึงมีการประดับกระจกสีหรืออัญมณีเล็กๆ ตามช่องลาย เพื่อเพิ่มความระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ
พระแก้วจันทรกานต์ จึงถือเป็นหนึ่งใน "นพปฏิมารัตนมารวิชัย" หรือพระแก้ว 9 องค์สำคัญ ที่แสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ครับ

ภาพ บานประตูพระวิหารหลวง วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ความโดดเด่นของบานประตูนี้อยู่ที่งานศิลปะ ลายรดน้ำ ที่วิจิตรบร...
11/04/2026

ภาพ บานประตูพระวิหารหลวง วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ความโดดเด่นของบานประตูนี้อยู่ที่งานศิลปะ ลายรดน้ำ ที่วิจิตรบรรจง โดยถ่ายทอดเรื่องราวของ สัตตรัตนะ หรือ แก้ว 7 ประการ ซึ่งเป็นสมบัติคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิตามคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา สัญลักษณ์ทั้ง 7 ประการที่ปรากฏบนบานประตู จากบนลงล่าง มีดังนี้ครับ:

จักรรัตนะ (จักรแก้ว): สัญลักษณ์แห่งอำนาจและแผ่ขยายเดชานุภาพ

หัตถีรัตนะ (ช้างแก้ว): พญาช้างเผือกตระกูลอุโบสถ สัญลักษณ์แห่งบารมีและความมั่นคง

อัสสรัตนะ (ม้าแก้ว): พญาม้าวลาหก สัญลักษณ์แห่งบริวารและการรับใช้ที่ดี

มณีรัตนะ (มณีแก้ว): แก้วมณีโชติ สัญลักษณ์แห่งสติปัญญาและความสว่างไสว

อิตถีรัตนะ (นางแก้ว): สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามและเป็นคู่บุญบารมีที่ดี

คหปติรัตนะ (ขุนคลังแก้ว): ผู้ดูแลทรัพย์สิน สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งบริบูรณ์

ปริณายกรัตนะ (ขุนพลแก้ว): ที่ปรึกษาคู่ใจหรือโอรสองค์ใหญ่ สัญลักษณ์แห่งการปกป้องและการมีที่ปรึกษาที่ดี

วัดโสมนัสวิหารสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี บานประตูนี้จึงถือเป็นงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงศิลปกรรมอันรุ่งเรืองในสมัยรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดี

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thailand Heritage By Perseus 14thผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thailand Heritage By Perseus 14th:

แชร์

ประเภท