เสือซ่อนยิ้ม Photo Room

  • Home
  • เสือซ่อนยิ้ม Photo Room

เสือซ่อนยิ้ม Photo Room บันทึกเรื่องราวผ่าน ภาพถ่าย ตัวอัก? ชาร์จแบตให้เต็มแล้วออกไปถ่ายภาพกันเถอะ

ไหว้พระโบสถ์กลางน้ำ - วัดขุนสมุทรจีน - สมุทรปราการวัดที่ยื่นไปในทะเล         วัดที่ยื่นไปในทะเลที่จังหวัดสมุทรปราการเราก...
18/10/2025

ไหว้พระโบสถ์กลางน้ำ - วัดขุนสมุทรจีน - สมุทรปราการ

วัดที่ยื่นไปในทะเล

วัดที่ยื่นไปในทะเลที่จังหวัดสมุทรปราการเราก็มีที่แบบนั้นด้วยเหมือนกัน วัดที่ถูกห้อมล้อมรอบด้วยน้ำทะเล และอยู่ติดกับปากอ่าวจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นดินบริเวณรอบ ๆ ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนพื้นดินหายไป จนวัดจำเป็นต้องยกพื้นพระอุโบสถ และกฏิให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำทะเลกัดเซาะจนเกิดความเสียหาย และสถานที่ที่พูดถึงนั่นก็คือ

วัดขุนสมุทรจีน หรือ วัดขุนสมุทราวาส ตั้งอยู่ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 โดยนายประเทือง เจริญนาค และผู้ใหญ่หั่น เข่งสมุทร (คลังข้อมูลชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2564)

เตรียมตัวออกเดินทางได้...

ในช่วงก่อนหน้านี้ หากต้องการจะไปเที่ยวยังวัดขุนสมุทรจีนก็จะต้องขับรถหรือหารถมายัง ต.แหลมฟ้าผ่าข้ามสะพานคลองสรรพสามิตแล้วให้เลี้ยวขวาตรงไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จะเจอท่าเรือป้ารี่ และเดินทางต่อโดยเรือโดยสารไปลงบริเวณท่าเรือของวัด ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จากนั้นจะต้องปั่นจักรยานหรือเดินเท้าต่อไปอีก เป็นไงหละครับกว่าจะมาได้ต้องใจรักจริง ๆ (แต่ผมก็ไม่เคยไปแบบนั้นนะครับ)

ในพุทธศักราช 2567 ประมาณเดือนเมษายนปลาย ๆ เราก็ได้ข่าวว่าเขาได้ทำถนนที่รถยนต์สามารถขับไปจอดใกล้ ๆ กว่านั้นได้ และเดินเท้าหรือขึ้นรถสามล้อของชาวบ้านที่มีรับส่งไปตามสะพานปูนที่ทอดจากฝั่งแผ่นดินไปยังวัดได้เลย (ไม่ต้องต่อเรือแล้ว) จะช้าอยู่ใยสตาร์ทรถและเตรียมตัวออกเดินทางได้ (เอ่อมัวแต่จะรีบไปลืมมองบนดูแผ่นฟ้าที่ตอนนี้แสงแดดช่างเปรี้ยงจ้า จนแขนเยิ้มสยองผิวกันเลยครับ)

ประตูสวรรค์

เมื่อขับรถยนต์มาจอดริมทางแล้ว (สังเกตุว่ารถจะจอดเป็นแถวยาวริมทางอย่าฝืนขับต่อเข้าไปเลยครับมันเป็นทางตัน) จากก็ลุยเดินกันต่อไปตามสะพานปูนนี้เพื่อไปยังจุดหมาย หรือใครไม่อยากเดินก็รอรถสามล้อที่จะแวะเวียนรับ-ส่งผู้คนที่หลั่งไหลกันมาอยู่บริเวณปากทางสะพานปุนก็ได้ก็ได้ราคาประมาณ 10 บาท ส่วนเรานั้นเดินเลยครับขืนถ้ารอตรงนี้ต่อจะต้องเป็นหมูย่างแน่นอน

ตลอดสองข้างทางตามสะพานปูน หากท่านเลือกโปรแกรมเดินก็จะได้รับชมกับวิวธรรมชาติป่าชายเลนที่พอเขียว ๆ ได้สบายตา หมู่นกหาปลา และเหล่าสัตว์ตามแนวต้นโกงกาง เช่นพวกปลาตีน ปู หอย โปล่ออกมาให้เราได้ยลโฉม สายลมที่พัดหอบความเค็มและไอร้อนสลับเย็นของทะเลมาเป็นพัก ๆ หากมือมันว่างจากการกางร่มก็สามารถสั่นระฆังให้ดังกังวาลที่มีแขวนเรียงรายไปตลอดเส้นทางได้ด้วยเช่นกัน

เพียงหนึ่งอึดใจที่มาพร้อมกับเหงื่อที่ซึมนิดหน่อย สะพานปูนที่เราเดินผ่านมาก็ไม่ได้ไกลอะไรมากนัก (เหมือนกับความทุกข์ที่ยังไงมันก็ต้องผ่านไปสักวันหนึ่ง) เราก็จะมาถึงบริเวณปากทางเข้าวัดขุนสมุทรจีน บริเวณปากทางมีร้านอาหาร ทั้งของสดจากทะเล และร้านค้าคอยให้บริการ หยุดพักแวะปั๊ม (ร้านค้า) เติมน้ำตาลให้ร่างกายกันก่อน

จากนั้นเดี่ยวเราขออนุญาตแนะนำสถานที่ จุดแลนด์มาร์คของวัดแห่งนี้ โดยจะแบ่งวัดออกเป็น 3 โซนด้วยกัน คือ โซนหน้า โซนกลาง และโซนหลัง และจะนำเสนอจากซ้ายไปขวา ทุกท่านสามารถดูจากรูปแผนที่ข้างล่างโดยสังเขปได้ดังนี้

จุดที่ 1 ศาลาไม้ริมทะเล ด้านในประดิษฐานสมเด็จพ่อโตและหลวงปู่ทวด บริเวณด้านหน้าศาลายังมีช่อฟ้าสามารถให้เราเอาผ้าสามสีไปผูก และร่วมทำบุญกันได้ (เมษายน 2567)

จุดที่ 2 ศาลาครุฑ ด้านในเป็นที่ประดิษฐาน พระปรางห้ามสมุทร หลวงพ่อเขาตะเครา หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อโต หลวงพ่อวัดไร่ขิง พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรที่แกะจากไม้ (บาตรแตก) หลวงพ่อโสธร และไอ้ไข่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับศาลาไม้ริมน้ำสมเด็จโตและหลวงปู่ทวด

จุดที่ 3 ทางขวามือของศาลาครุฑ จะเป็นศาลาสำหรับถวายสังฆทานหากใครมาถึงแล้วสามารถนำของมาถวายพระภิกษุได้ตรงจุดนี้ ซึ่งหลวงพ่อท่านก็จะให้พรและแจกพระผงพระพุทธชินราชเป็นที่ระลึกให้ด้วยคนละองค์ (เมษายน 2567) และเมื่อเข้ามาแล้วจะผ่านเลยไปไม่ได้ ด้านในยังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณทั้ง 3 ปางที่เปิดให้เข้าไปสักการะได้ด้วยเช่นกัน

จุดที่ 4 พระอุโบสถเก่ากลางน้ำ (โบสถ์มุด) สำหรับพระอุโบสถหลังนี้ ไม่ว่าคุณจะยิ่งใหญ่มาจากไหน ไม่ว่าคุณจะร่ำรวยหรือยากจน หากเข้ามาภายในพระอุโบสถหลังนี้แล้วนั้น ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เท่าเทียมกันคือต้องก้มศีรษะน้อมลงเคารพแด่องค์พระประธาน "เพราะถ้าหากคุณยังเชิดหน้าตั้งคอของคุณอยู่คงจะต้องชนเข้ากับขอบวงกบประตูโบสถ์อย่างแน่นอน" ด้วยที่พระอุโบสถมีการยกพื้นสูงขึ้นด้วยสาเหตุของน้ำทะเล แต่ขอบวงกบของประตูโบสถ์นั้นไม่ได้ขยับสูงตาม เมื่อคุณเข้ามาในพระอุโบสถก็ต้องใช้วิธีการ "มุด" ผ่านเข้าไปด้านใน เราจึงของอนุญาตเรียกชื่อพระอุโบสถเก่าแก่กลางน้ำแห่งนี้ว่า โบสถ์มุด (เสือซ่อนยิ้ม, 2567)

ร่องรอยการจมน้ำที่ยังคงทิ้งคราบไว้เสมือนย้ำเตือนเรื่องราวที่เคยผ่านมา แต่ภายนอกของอุโบสถหลังนี้ยังมีลวดลายปูนปั้น และศิลปะที่สวยงามมิเปลี่ยนแปลง ด้านในของพระอุโบสถเก่าหลังนี้เป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อรุ่งสมุทรศักดิ์สิทธิ์" ที่เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คน แสงแดดที่ระอุจากภายนอกที่แผดเผาช่างแตกต่างกับอากาศด้านภายในพระอุโบสถหลังนี้ เมื่อเข้ามาแล้วกลับรู้สึกถึงความร่มรื่นร่มเย็น ลมที่พัดผ่านเข้ามาตามหน้าต่างบานเล็ก ความสงบก็บังเกิดขึ้นในใจ ทุกสรรพสิ่งรอบตัวยังคงหมุนเวียนเคลื่อนไหวไป "ฉันอยากจะนั่งอยู่ตรงนี้นาน ๆ เสียเหลือเกิน" นั่นคือความรู้สึกในตอนนั้น

จุดที่ 5 พระอุโบสถ (ใหม่) เรือนไทยไม้สัก อยู่ตรงข้ามกับพระอุโบสถเก่า ส่วนด้านล่างเป็นใต้ถุนโปร่งมีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ หากออกมาด้านหน้าทางด้านขวาจะเป็นทางขึ้นไปยังพระอุโบสถใหม่ด้านบนชั้น 2 ที่เป็นเรือนไม้สักสวยงามเป็นอย่างมาก ด้านบนชั้น 2 เป็นโบสถ์ไม้สักเรือนไทย ด้านในประดิษฐานพระพุทธชินราชเช่นกัน

จุดที่ 6 เก๋งจีนเจ้าแม่กวนอิม ถัดไปโซนหลังติดกับริมทะเลทางซ้ายสุดเมื่อเราหันหน้าออกทะเล เราจะพบเก๋งจีนซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจ้าแม่กวนอิม บริเวณด้านนอกยังมีพื้นที่ให้เราสามารถนั่งพัก ชมวิวรับลมทะเลได้ด้วย (แต่ต้องเป็นตอนเย็นนะตอนนี้ไม่ไหวจริง ๆ )

จุดที่ 7 พ่อใหญ่ห้ามสมุทร ถัดมาจากเก๋งจีนบริเวณตรงกลางของโซนหลังติดริมทะเลเราจะพบกับพระพุทธองค์ใหญ่มหึมายืนเด่นสง่า องค์สีดำในท่าปรางห้ามสมุทร หันหน้าออกฝั่งทะเล

จุดที่ 8 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัย เรือพระ ถัดจากพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อยู่ตรงกลางในโซนสุดท้าย มุมขวาสุดหากเราหันหน้าเข้าทะเล ก็จะเป็น 3 จุดสุดท้ายของวัดนี้ เป็นรูปปั้นพระเจ้าตากสินทรงเรือ พระยาพิชัยดาบหัก เสด็จพ่อ ร.5 และเสด็จเตี่ย ส่วนมุมในสุดจะเป็นเรือไม้เก่าแก่ที่บรรจุพระพุทธรูปองค์เล็กเต็มลำเรือ และองค์เทพ ซึ่งเราสามารถเข้ามากราบสักการะกันได้

ธรรมสวัสดี

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เหงื่อออกกันแล้วหรือยัง สำหรับวัดขุนสมุทรจีน หรือวัดวัดขุนสมุทราวาส วัดเก่าแก่ที่มีความสวยงามและ unseen แห่งนี้ หากท่านใดพอจะมีเวลาว่าง ๆ แล้วไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน เราว่าที่แห่งนี้ก็น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว และที่สำคัญอยู่ไม่ห่างจาก กรุงเทพฯ ด้วย ช่วงนี้วัดกำลังพัฒนา หากท่านมีจิตศรัทธาอย่าลืมแวะเวียนกันมาสร้างศาสนสถานกันนะครับ

" สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ "
การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง

- สวัสดีเสือซ่อนยิ้ม -

พิกัดวัดขุนสมุทรจีน : https://goo.gl/maps/Mutk8ZUE5tEvz6r98

เปรต - วัดสุทัศน์ โดย : เสือซ่อนยิ้ม           หากย้อนกลับไปสมัยอดีต คุณเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ "ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเก...
10/10/2025

เปรต - วัดสุทัศน์
โดย : เสือซ่อนยิ้ม

หากย้อนกลับไปสมัยอดีต คุณเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ "ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ " เป็นคำพูดติดปากของคน รุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่นตา รุ่นยาย และตามความเชื่อที่ว่า " เปรต " คือคนที่ทำบาปกรรมไว้เช่น ด่าพ่อด่าแม่ ตีพ่อตีแม่ เมื่อตายไปแล้วจะเกิดเป็นเปรตเพื่อชดใช้กรรม ปากจะเท่ารูเข็ม มือจะใหญ่เท่าใบลาน ซึ่งตามความเชื่อเหล่านี้ถูกล่าวขานไว้ที่วัดแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเปรตวัดสุทัศน์เพราะอะไรนั้นหนะเหรอ...เราจะพาไปหาคำตอบกันครับ...

วัดสุทัศนเทพวราราม วัดเก่าแก่อายุมากกว่า ๒๐๐ ปี เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ประเภทราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็น ๑ ใน ๖ วัดของเมืองไทย และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๘ (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร )

วัดนี้สร้างขึ้นช่วงตอนต้นของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในพื้นที่พระนครชั้นใน เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ใช้เวลาสร้างถึง ๓ รัชกาลเลยทีเดียว โดยเริ่มจากรัชกาลที่ ๑ มีพระราชประสงค์โปรดเกล้าให้สร้างพระวิหารให้มีขนาดใหญ่เท่ากับพระวิหารวัดพนัญเชิง โดยเริ่มสร้างพระวิหารขึ้นเป็นอันดับแรกเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย และให้ชื่อว่า “วัดมหาสุทธาวาส”แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน

จนในรัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่จะมีการก่อสร้างเสร็จ ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกกันว่า วัดพระโต, วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้า ตามพระประธานในวิหาร จนกระทั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๙๐ จึงโปรดเกล้าให้สร้างจนแล้วเสร็จและในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี", "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" และพระราชทานชื่อใหม่ว่า " วัดสุทัศน์เทพวราราม"

วัดสุทัศน์ สามารถเดินทางมาได้หลายวิธี ส่วนเรานั้นลงสนามหลวงและเดินชมวิวตามตรอกซอยมาเรื่อย ๆ (ความชอบส่วนตัว) หาแลนด์มาร์ค ที่โดดเด่นเห็นชัดนั่นก็คือ เสาร์ชิงช้า สีแดงสูงเด่นตระการตาตั้งอยู่ที่บริเวณหน้าวัดนั่นเอง

พระวิหารหลวง

เมื่อเดินเข้าประตูมาเราจะพบกับ พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม ถือเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก มีความกว้าง ๒๓.๘๔ เมตร ยาว ๒๖.๒๕ เมตร ลักษณะอาคารแบบประเพณีนิยม มีศิลปะแบบช่างในสมัยรัชกาลที่ ๒ คือหลังคาซ้อนชั้น เครื่องลำยองประกอบด้วย ป้านลมเป็นนาคลำยอง หรือนาคสะดุ้ง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (posttoday : สมาน, 2562)

ที่สำคัญบริเวณหน้าบันพระวิหารเป็น พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และหน้าบันมุขที่รองลงมาเป็นรูปพระนารายทรงครุฑในกรอบซุ้ม ซึ่งสัมพันธ์กับชื่อวัดคือ สุทัศนเทพวราราม คือชื่อเมืองสุทัสสนนคร อันเป็นพระนครหลวงของพระอินทร์ที่ตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ภายในพระวิหาร มีจิตรกรรมเรื่องราวในไตรภูมิ โดยสเมือนว่าที่พระวิหารแห่งนี้ภายในอาคารคือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้านในพระวิหารหลวงมีพระประธานองค์สำคัญ คือ พระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปสัมฤทธิที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (หากนับย้อนไปก่อนสมัย ๒๕๐๐) และที่ใต้ชุกชีหรือฐานพระพุทธรูป หากสังเกตบริเวณผ้าทิพย์สีน้ำเงิน ได้มีการบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ไว้ด้วย

หนึ่งเดียวในโลก

สำหรับหลายท่านอาจจะมาวัดแหงนี้แล้วยังไม่รู้ ด้านหลังของพระประธานบริเวณฐานชุกชีมีแผ่นศิลาโบราณสลักนูนต่ำปิดทอง มีอายุตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ -๑๓ เป็นศิลปะสมัยทวารวดี โดยภาพด้านบนสุดเป็น ปางประทานเทศนา โปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปางถัดลงมาเป็น ปางยมกปาฏิหาริย์ และล่างสุดเป็นปางที่ลัทธินอกศาสนามาท้าพระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์

นอกจากนั้นยังมีรูปปั้น ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่แสดงอาการเต๊ะท่าอยู่ เสมือนว่าตอนนั้นเมื่อพบพระพุทธเจ้าหลังจากพระองค์บรรลุธรรมและได้กลับมาโปรด (ตอนนั้นปัญจวัคคีย์คิดว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้จึงแสดงอาการดังกล่าว)

ความลับ

อย่างที่บอกไปข้างต้น วัดแห่งนี้ที่ได้ชื่อว่า เปรตวัดสุทัศน์ ที่แท้จริงแล้วมาจากภาพจิตรกรรมที่เสาในพระวิหารหลวง ที่วาดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็น รูปเปรตตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่และมีพระสงฆ์กำลังยืนพิจารณาสังขาร ซึ่งภาพนี้มีชื่อเสียงมากเป็นที่ร่ำลือกันว่าหากใครได้มีโอกาสมายังวิหารหลวงนี้แล้ว ต้องไปดูรูปจิตรกรรม "เปรตวัดสุทัศน์" ตามคำกล่าวที่คล้องจองกันว่า

"แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" ยังไงลองไปเดินตามหากันดูนะว่าอยู่ที่เสาไหนภายในพระวิหาร และจงทำดีเข้าไว้ตายไปจะได้ไม่เป็นเปรต

ก่อเกิดสมาธิและปัญญา

นอกจากนี้ภายในพระวิหารหลวง หากเข้ามาจากประตูหน้า เมื่อเดินเข้าไปด้านในสุดทางด้านขวา ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ พระสุนทรีวาณี เป็นเทพธิดาตามคติในศาสนาพุทธในประเทศไทย มีหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาพระธรรมและพระไตรปิฎก (มีที่วัดแห่งนี้เป็นที่แรก) โดยสมัยรัชกาลที่ ๕ อดีตเจ้าอาวาสสมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้นิมิตฝันและให้จิตรกรหลวงเขียนรูปขึ้น (ปัจจุบันภาพถูกเก็บไว้ที่วัด) ว่ากันว่าหากเราหมั่นสวดมนต์พระคาถานี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้เกิดปัญญาและสมาธิ

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง

โบสถ์สุริยันต์จันทรา

พระอุโบสถนั้นตั้งอยู่ทางด้านหลังของพระวิหารหลวง ซึ่งหากจะวัดความยาวแล้วพระอุโบสถของวัดสุทัศน์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น พระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความกว้างประมาณ ๒๓ เมตร และมีความยาวถึง ๗๓ เมตรเลยทีเดียว ตั้งขวางเสมือนเป็นฉากหลังของพระวิหารหลวง และบริเวณหน้าบันของพระอุโบสถแห่งนี้ทางด้านตะวันตกเป็นตราพระจันทร์ ส่วนด้านตะวันออกเป็นตราพระอาทิตย์ เสมือนว่าดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์มีการโคจรรอบโลก หรือรอบเขาพระสุเมรุนั้นเอง โบสถ์นี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า โบสถ์สุริยันต์จันทรา (รายการศักดิ์สิทธิ์คงกระพัน, 2563)

พระประธาน

เมื่อถึงแล้วภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานเป็นองค์ประธาน มีพระนามว่า พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระมา และบริเวณหน้าพระประธานมีรูปปั้นพระสาวกอยู่ ๘๐ องค์เรียกว่า พระอสีติมหาสาวก ซึ่งจำลองเป็นตัวแทนพระเถรผู้ใหญ่รุ่นแรก ๆ ที่ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าสมัยพระองค์ยังมีพระชนชีพอยู่ และหากมองไปรอบ ๆ บริเวณผนังด้านในของพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่วิจิตรสวยงามเป็นอย่างมากซึ่งเป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ อีกด้วย

สายมูห้ามพลาด

และอีกจุดที่เราจะพาทุกท่านไป สายมูจะพลาดไม่ได้ เน้นพลาดไม่ได้ เมื่อกราบพระประธานในพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้เดินเลี้ยวมาด้านหลังพระอุโบสถ ยังมีอีก ๓ - ๔ ไฮไลท์สำคัญที่จะต้องแวะก่อนกลับนั่นก็คือ พระกริ่งใหญ่ องค์ท้าวเวสสุวรรณ พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และรูปหล่อหมอชีวก

พระกริ่งใหญ่

พระกริ่งใหญ่องค์นี้ได้มีการสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มีอายุครบ ๖๐ ปี โดยในการจัดสร้างพระกริ่งนั้นให้มีขนาดเท่ากับ ๖๐ นิ้วมือท่านสมเด็จ ฯ ที่วัดลงบนกระดาษ และอีกทั้งวัดสุทัศน์ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระกริ่งมาช้านานโดยมีเรื่องเล่าว่า

สมัยก่อนสมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้าวัดบวร กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่น) เสด็จมาเยี่ยม รับสั่งถามถึงอาการของโรคจึงสอบถามว่าที่วัดมีพระกริ่งไหม เนื่องจากที่วัดในตอนนั้นไม่มีพระกริ่ง ท่านจึงรับสั่งให้ไปอัญเชิญพระกริ่งปวเรศฯ ของวัดบวรนิเวศ มาแล้วอาราธนาอธิษฐานแช่น้ำพระพุทธมนต์ และให้สมเด็จพระวันรัต (แดง) ท่านฉัน ซึ่งเป็นเรื่องปาฏิหาริย์เมื่อฉันแล้วโรคอหิวาต์ก็บรรเทาหายเป็นปกติ (komchadluek, 2554)

ท้าวเวสสุวรรณ

" เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ " หากพูดถึงท้าวเวสสุวรรณ ที่แรกที่หลายคนพูดถึงกันคงเป็น ท้าวเวสฯ ที่อยู่ข้างพระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก และหากพูดถึงท้าวเวสสุวรรณที่เป็นวัตถุมงคล ที่วัดสุทัศน์แห่งนี้นับเป็นที่แรกที่มีการจัดสร้างขึ้นในสมัย ๒๔๙๓ โดย ท่านเจ้าคุณศรีสนธิ์ ลูกศิษย์พระสังฆราช (แพ) (ปัจจุบันเป็นที่ต้องการยิ่งนัก)

ส่วนองค์นี้มีการจัดหล่อขึ้นตั้งอยู่หลังพระอุโบสถเมื่อปี ๒๕๖๒ โดยมีกุศโลบายว่า เพื่อเป็นการรำลึกและแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัยโดยเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถก่อน จากนั้นเมื่อเดินออกมาทางประตูหลังจึงไปสักการะท้าวเวสสุวรรณเป็นลำดับต่อไป ว่ากันว่าใครได้มากราบจะเฮง ๆ มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ

และสุดสุดท้ายที่เราจะพาไปซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันก็คือ พระพุทธรูปปางปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และ รูปหล่อหมอชีวกฯ สำหรับจุดนี้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บผู้คนต่างมาขอพรกันที่จุดนี้กันไม่ขาดสาย

บทส่งท้าย

ปล.1 เกือบลืมไป นอกจากนี้ หากใครรู้สึกว่าชีวิตติดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การงาน ความรัก อยากตัดกรรม ตัดเจ้ากรรมนายเวร อยากขอขมากรรม หรือถอนคำสัญญา ถอนคำสาบาน ที่บริเวณศาลาการเปรียญ ยังมี "หลวงพ่อกลักฝิ่น" ที่สร้างในสมัยรัชการที่ ๓ โดยใช้กลักฝิ่นที่ยึดได้จากการปราบฝิ่นเป็นวัสดุหลักมาหล่อเป็นพระพุทธรูป และรัชกาลที่ ๔ พระราชทานนามให้ใหม่ว่า พระพุทธเสรฏฐมุนี

เป็นไงบ้างครับ วัดเดียวแบบ one stop sevice ได้ทั้งบุญ ได้ชมศิลปะ และเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ทางประวัติศาสตร์กันไปบ้างแล้ว วันหยุดแบบนี้หากไม่รู้จะไปไหนแนะนำเลยครับวัดนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน
..................................................................................................

สวัสดี
เสือซ่อนยิ้ม

ไหว้ ๔ ท้าวเวสสุวรรณ - มูปัง ๆ ณ วัดสายไหม ปทุมธานี
20/04/2024

ไหว้ ๔ ท้าวเวสสุวรรณ - มูปัง ๆ ณ วัดสายไหม ปทุมธานี

ยาม เกิด ไปขอให้พระตั้งชื่อที่(วัด) ยาม โต ต้องไปมูเตลูขอเงิน ของาน ขอความรักที่(วัด) ยาม แก่ ต้องการจิตให้สง....

หยุดนี้ไปเที่ยวกันฮิ
13/08/2023

หยุดนี้ไปเที่ยวกันฮิ

" เส้นทางเดินเท้าบนสะพานไม้ที่ทอดยาวไปด้วยระยะทางประมาณ 2.6 กิโลเมตร สามารถไปได้ถึงอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส....

Address

Kasetsart University

10900

Telephone

0824412597

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when เสือซ่อนยิ้ม Photo Room posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to เสือซ่อนยิ้ม Photo Room:

  • Want your business to be the top-listed Photography Service?

Share