12/02/2021
Sexual Health: “ใครจะไปอยากมีลูกในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำกับรัฐบาลทหาร” - นี่คือเสียงความคิดเห็นหนึ่งที่มีต่อนโยบายสนับสนุนการ ‘มีลูก’ ล่าสุดของรัฐไทย และยังมีหลายต่อหลายความเห็นที่ไปในทางต่อต้านนโยบายดังกล่าว วันนี้เราจะมาชวนคุยประเด็น ‘นโยบายเพิ่มเด็ก’ นี้ให้มากขึ้น ต่างประเทศมีไหม?
ต่างประเทศมีไหม? ต่างกันอย่างไร? ตลอดจนมิติสุขภาวะของการนำร่างกายของผู้หญิงไปสร้างแรงงานเพื่อผลิตทุน และขูดรีด ‘มดลูก’ เพื่อส่งเสริมรัฐชาติทุนนิยมที่ผู้ชายเป็นใหญ่
#จุดเริ่มต้นของนโยบายนี้ - หลังจากเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2021 มีงานแถลงข่าว ‘Life Balance Smart Family’ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) งานดังกล่าวมีขึ้นต้อนรับ ‘วาเลนไทน์’ โดยจะมีกิจกรรมหาคู่ให้คนโสดและกิจกรรมให้คำปรึกษากับคู่รักที่ต้องการมีบุตร การจัดงานดังกล่าว ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานนั้นเกิดขึ้นมาจากวิกฤติการเกิดเด็กไทยที่ลดต่ำลง โดยในปีที่ผ่านมา จำนวนการเกิดของเด็กไทยลดต่ำลงกว่า 600,000 คน
และย้อนกลับไปในปี 2018 ประเทศไทยก็มีปัญหาอัตราการเจริญพันธุ์ที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนแล้ว รองจากสิงคโปร์ โดยมีอัตราเด็กเกิดเพียง 1.5 คนต่อผู้หญิงช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15 - 49 ปี) และมีการคาดการณ์ว่าจะต่ำลงไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดปัญหาอย่าง ‘การขาดแคลนแรงงานในชาติ’
แล้วที่อื่นเขามีนโยบาย ‘ปั๊มลูก’
เพิ่มจำนวนประชากรอย่างไรบ้าง ?
นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ เพื่อชาติ - ในปี 1934 ระหว่างสงคราม นักสังคมวิทยาชาวสวีเดน ‘Alva and Gunnar Myrdal’ ได้ตีพิมพ์เปเปอร์เรื่อง ‘Crisis in the Population Question’ เสนอให้ยกระดับระบบสาธารณสุขและการดูแลเด็กอย่างถ้วนหน้าแบบรัฐสวัสดิการ จะเพิ่มอัตราการเกิดโดยรวมได้ โดยจะเพิ่มระดับจำนวนของเด็กในทุกชนชั้นทางสังคม เปเปอร์นั้นส่งผลให้ตลอดสงครามโลกครั้งที่ 2 สวีเดนที่ไม่ได้รับอันตรายจากสงครามมากนัก มีอัตราการเกิดขึ้นเพิ่มตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
นั่นอาจหมายความว่าถ้า ‘สวัสดิการรัฐ’ เพียงพอแล้ว คนจึงจะยอมมีลูกกันมากขึ้น อย่างในหลายประเทศนใช้วิธีสร้างแรงดึงดูดผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ โดยเงินก้อนใหญ่เมื่อมีลูก สามารถลดหย่อนภาษีได้ หรือ การช่วยค่าใช้จ่ายเด็กอย่างต่อเนื่อง หรืออย่าง ‘การจ่ายเงินเดือนระหว่างลาคลอด’ ในสวีเดน โดยรัฐกับนายจ้างแบ่งค่าใช้จ่ายกัน หรือในปี 2019 รัฐบาลฮังการีได้ประกาศให้แม่ที่มีลูกมากกว่า 3 คน ไม่ต้องจ่ายภาษี และเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงขยายช่วงเวลาการดูแลเด็กตอนกลางวันและเพิ่มการเข้าถึงโรงเรียนอนุบาลด้วย
ทว่านโยบายเพิ่มอัตราการเกิดในยุคก่อนก็มีการใช้บทลงโทษกับผู้หญิงด้วย อย่างสาธารณรัฐสังคมนิยมโรมาเนียในปี 1966 ก็มีการ ‘ห้ามทำแท้ง’ รวมไปถึงการ ‘งดจำหน่ายยาคุมกำเนิด’ ผู้หญิงจะถูกจับตามองต่อเดือนโดยสูตินรีแพทย์ หากท้องก็จะถูกติดตามจนกว่าจะคลอด มีการบังคับลงโทษผู้หญิงไม่แต่งงานและคู่รักที่ไม่มีบุตร รวมไปถึงการเรียนการสอนเรื่องเพศจะโฟกัสไปที่ ‘ความดีงามของความเป็นแม่’ ผลจากนโยบายดังกล่าวคืออัตราการเกิดพุ่งสูงขึ้นมาก และตามมาด้วยการที่ ‘เด็ก’ ต้องอยู่ในบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้ามากมาย เพราะพ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้
นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ กับการขูดรีดมดลูกในฐานะ ‘ปัจจัยการผลิต’ - การเกิดนโยบายดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อเพิ่ม ‘แรงงาน’ และ ‘ทุน’ ของรัฐ เพราะเมื่อมีเด็กมากขึ้นหมายถึงมีแรงงานในอนาคตที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐสะสมทุนได้มากขึ้น ทว่าคนที่มีลูกได้ต้องมี ‘มดลูก’ นโยบายจึงมักจะโฟกัสไปที่คนกลุ่มนั้นเป็นหลัก และขูดรีดร่างกายอย่างถึงที่สุด ผ่าน ‘การผลิตซ้ำทางสังคม’ (social reproduction) ที่กดขี่คนที่มีมดลูกผ่านบทบาทเพศกำเนิดหญิงที่สำคัญกำหนด อย่าง การเป็น ‘แม่’ และ ‘เมีย’
การผลิตซ้ำทางสังคมที่ว่าหมายถึงการผลิตซ้ำ ‘แรงงาน’ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตในโลกทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็น ‘แรงงานใหม่’ อย่างการเป็นเครื่องมือผลิตลูกให้กับรัฐ หรือ ‘แรงงานเก่า’ อย่างการถูกจำกัดให้ดูแลบ้าน ทำงานบ้าน หรือมีเซ็กซ์กับ ‘ผู้ชาย’ เพื่อให้พวกผู้ชายมีแรงทำ ‘งาน’ ในระบบได้อีกวัน ไม่เพียงแค่นั้นในโลกปัจจุบัน การกดขี่ด้วยทุนนิยมปิตาธิปไตยแบบนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้หญิงต้องเป็นทั้งแรงงานในบ้านและนอกบ้าน นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ ที่ว่าจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความกดดันทางสังคมให้กับคนที่มี ‘มดลูก’ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตลูกได้
#ประเด็นนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น - เราอาจย้อนมาดูความพยายามเพิ่มอัตราการเกิดในญี่ปุ่นได้ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้หนักสุด แม้จะมีนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาที่ดูแลเด็ก การให้ประโยชน์สำหรับคนมีลูก และบริการหาคู่โดยรัฐ รวมไปถึงมุ่งเน้นให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น มีการคุ้มครองทางกฎหมายจากการเลือกปฏิบัติจากการตั้งครรภ์ และให้ลาคลอดยาวขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับพบอุปสรรคทางวัฒนธรรมเรื่องบทบาทชายหญิงในญี่ปุ่นที่จำกัด ทำให้ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจไม่แต่งงาน
‘โยโกะ ฮารุกะ’ นักเขียนเรื่อง ‘Kekkon Shimasen’ (ฉันจะไม่แต่งงาน!) มองว่า ผู้หญิงถูกคาดหวังให้ต้องอยู่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน และเลี้ยงดูลูก หากลูกทำตัวไม่ดี เธอก็เป็นแม่ที่ไม่ดี หากสามีมีชู้ เธอก็คือภรรยาที่ล้มเหลว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเลือกเป็นโสดแทนที่จะแต่งงานและมีลูก เพราะหากแต่งงานและมีลูก ถึงแม้ว่าสามีจะยอมให้ทำงาน พวกเธอก็ยังต้องรับภาระดูแลบ้านและเลี้ยงดูลูก โดยที่สามีเพียงแค่ทำงาน กลับบ้านมาอยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นที่โสดเองก็ยังโดนกดดันอยู่เสมอว่าเป็นพวกล้มเหลว หรือมีการแปะป้ายว่าเป็น ‘โสดกาฝาก’ (Parasite Single) อีกด้วย
ไม่เพียงแค่นั้น นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ นั้นสัมพันธ์กับ ‘ความเป็นชาตินิยม’ อย่างเหนียวแน่นอีกด้วย
นโยบายปั๊มลูก ‘ชาตินิยม’ - บทบาทของ ‘มดลูก’ ที่ต้องผลิตเด็กนั้นถูกกดดันได้ผ่านอัตลักษณ์ของ ‘ชาติ’ เพราะแรงงานและทุนนั้นเป็นแหล่งที่มาของอำนาจ ‘ชาติ’ หากมีแรงงานในอนาคตเยอะ ก็หมายถึงรัฐจะมี คนงาน ผู้อยู่อาศัย และทหาร นั่นทำให้สังคมที่ชาตินิยมเหนียวแน่น สร้างนโยบายดังกล่าวขึ้นมาเพื่อกดดันผู้ที่มีมดลูกให้กลายเป็น ‘แม่’ อย่างในนาซีเยอรมันที่มีการมอบ ‘เหรียญเกียรติประวัติความเป็นแม่เยอรมันที่จะให้แก่แม่ ‘ชาวอารยัน’ ที่มีลูกอย่างน้อยสี่คน หรือแม้กระทั่งนโยบายมารดาประชารัฐของพรรค ‘ชาตินิยม’ ไทย อย่างพรรคพลังประชารัฐที่นำโดย ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’
นั่นอาจหมายความว่านโยบายส่งเสริมให้คนมีลูกไม่ได้ทำไปเพื่อเพิ่ม ‘แรงงาน’ เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างให้ ‘ชาตินิยม’ แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง ‘ทุน’ ทางสังคมให้กับรัฐบาลไทยที่ใช้วาทกรรมเรื่อง ‘ชาติ’ เข้ามากุมอำนาจ โดยใช้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างอย่าง ‘นโยบายปั๊มลูก’ เพื่อขูดรีดเรือนร่างของบุคคลที่มีมดลูกแทน ทั้งที่การทดแทนแรงงานอาจทำด้วยอย่างอื่นได้ นั่นอาจเพราะรัฐไทยต้องการสร้าง ‘รัฐชาติทุนนิยมปิตาธิปไตย’ ที่แข็งแกร่ง
Content by Va/Waranya Buranakarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
อ้างอิง
Matichon: https://bit.ly/3jJhHCv
Datacommons: https://bit.ly/3qggpBd
Crisis in the Population Question: https://bit.ly/3qiiGMg
Decree 770: https://bit.ly/2OwZTPx
USA Today: https://bit.ly/3aUEpUk
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ (Blog): https://bit.ly/2NmZ5ff
Tithi Bhattacharya: Social Reproduction Theory: Remapping Class, Recentering Oppression (Book), https://bit.ly/3tTz8oo
Nira Yuval-Davis: Gender and Nation (Book)
nytimes: https://nyti.ms/3qfcq8a
ภาพ: Illustration by Linda Huang; Photograph by H. Armstrong Roberts/ClassicStock, via The Image Works
#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน