Fumiverse01 Part-time photo collector

11/08/2021
12/02/2021

Sexual Health: “ใครจะไปอยากมีลูกในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำกับรัฐบาลทหาร” - นี่คือเสียงความคิดเห็นหนึ่งที่มีต่อนโยบายสนับสนุนการ ‘มีลูก’ ล่าสุดของรัฐไทย และยังมีหลายต่อหลายความเห็นที่ไปในทางต่อต้านนโยบายดังกล่าว วันนี้เราจะมาชวนคุยประเด็น ‘นโยบายเพิ่มเด็ก’ นี้ให้มากขึ้น ต่างประเทศมีไหม?
ต่างประเทศมีไหม? ต่างกันอย่างไร? ตลอดจนมิติสุขภาวะของการนำร่างกายของผู้หญิงไปสร้างแรงงานเพื่อผลิตทุน และขูดรีด ‘มดลูก’ เพื่อส่งเสริมรัฐชาติทุนนิยมที่ผู้ชายเป็นใหญ่
#จุดเริ่มต้นของนโยบายนี้ - หลังจากเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2021 มีงานแถลงข่าว ‘Life Balance Smart Family’ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) งานดังกล่าวมีขึ้นต้อนรับ ‘วาเลนไทน์’ โดยจะมีกิจกรรมหาคู่ให้คนโสดและกิจกรรมให้คำปรึกษากับคู่รักที่ต้องการมีบุตร การจัดงานดังกล่าว ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานนั้นเกิดขึ้นมาจากวิกฤติการเกิดเด็กไทยที่ลดต่ำลง โดยในปีที่ผ่านมา จำนวนการเกิดของเด็กไทยลดต่ำลงกว่า 600,000 คน
และย้อนกลับไปในปี 2018 ประเทศไทยก็มีปัญหาอัตราการเจริญพันธุ์ที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนแล้ว รองจากสิงคโปร์ โดยมีอัตราเด็กเกิดเพียง 1.5 คนต่อผู้หญิงช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15 - 49 ปี) และมีการคาดการณ์ว่าจะต่ำลงไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดปัญหาอย่าง ‘การขาดแคลนแรงงานในชาติ’
แล้วที่อื่นเขามีนโยบาย ‘ปั๊มลูก’
เพิ่มจำนวนประชากรอย่างไรบ้าง ?
นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ เพื่อชาติ - ในปี 1934 ระหว่างสงคราม นักสังคมวิทยาชาวสวีเดน ‘Alva and Gunnar Myrdal’ ได้ตีพิมพ์เปเปอร์เรื่อง ‘Crisis in the Population Question’ เสนอให้ยกระดับระบบสาธารณสุขและการดูแลเด็กอย่างถ้วนหน้าแบบรัฐสวัสดิการ จะเพิ่มอัตราการเกิดโดยรวมได้ โดยจะเพิ่มระดับจำนวนของเด็กในทุกชนชั้นทางสังคม เปเปอร์นั้นส่งผลให้ตลอดสงครามโลกครั้งที่ 2 สวีเดนที่ไม่ได้รับอันตรายจากสงครามมากนัก มีอัตราการเกิดขึ้นเพิ่มตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
นั่นอาจหมายความว่าถ้า ‘สวัสดิการรัฐ’ เพียงพอแล้ว คนจึงจะยอมมีลูกกันมากขึ้น อย่างในหลายประเทศนใช้วิธีสร้างแรงดึงดูดผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ โดยเงินก้อนใหญ่เมื่อมีลูก สามารถลดหย่อนภาษีได้ หรือ การช่วยค่าใช้จ่ายเด็กอย่างต่อเนื่อง หรืออย่าง ‘การจ่ายเงินเดือนระหว่างลาคลอด’ ในสวีเดน โดยรัฐกับนายจ้างแบ่งค่าใช้จ่ายกัน หรือในปี 2019 รัฐบาลฮังการีได้ประกาศให้แม่ที่มีลูกมากกว่า 3 คน ไม่ต้องจ่ายภาษี และเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงขยายช่วงเวลาการดูแลเด็กตอนกลางวันและเพิ่มการเข้าถึงโรงเรียนอนุบาลด้วย
ทว่านโยบายเพิ่มอัตราการเกิดในยุคก่อนก็มีการใช้บทลงโทษกับผู้หญิงด้วย อย่างสาธารณรัฐสังคมนิยมโรมาเนียในปี 1966 ก็มีการ ‘ห้ามทำแท้ง’ รวมไปถึงการ ‘งดจำหน่ายยาคุมกำเนิด’ ผู้หญิงจะถูกจับตามองต่อเดือนโดยสูตินรีแพทย์ หากท้องก็จะถูกติดตามจนกว่าจะคลอด มีการบังคับลงโทษผู้หญิงไม่แต่งงานและคู่รักที่ไม่มีบุตร รวมไปถึงการเรียนการสอนเรื่องเพศจะโฟกัสไปที่ ‘ความดีงามของความเป็นแม่’ ผลจากนโยบายดังกล่าวคืออัตราการเกิดพุ่งสูงขึ้นมาก และตามมาด้วยการที่ ‘เด็ก’ ต้องอยู่ในบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้ามากมาย เพราะพ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้
นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ กับการขูดรีดมดลูกในฐานะ ‘ปัจจัยการผลิต’ - การเกิดนโยบายดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อเพิ่ม ‘แรงงาน’ และ ‘ทุน’ ของรัฐ เพราะเมื่อมีเด็กมากขึ้นหมายถึงมีแรงงานในอนาคตที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐสะสมทุนได้มากขึ้น ทว่าคนที่มีลูกได้ต้องมี ‘มดลูก’ นโยบายจึงมักจะโฟกัสไปที่คนกลุ่มนั้นเป็นหลัก และขูดรีดร่างกายอย่างถึงที่สุด ผ่าน ‘การผลิตซ้ำทางสังคม’ (social reproduction) ที่กดขี่คนที่มีมดลูกผ่านบทบาทเพศกำเนิดหญิงที่สำคัญกำหนด อย่าง การเป็น ‘แม่’ และ ‘เมีย’
การผลิตซ้ำทางสังคมที่ว่าหมายถึงการผลิตซ้ำ ‘แรงงาน’ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตในโลกทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็น ‘แรงงานใหม่’ อย่างการเป็นเครื่องมือผลิตลูกให้กับรัฐ หรือ ‘แรงงานเก่า’ อย่างการถูกจำกัดให้ดูแลบ้าน ทำงานบ้าน หรือมีเซ็กซ์กับ ‘ผู้ชาย’ เพื่อให้พวกผู้ชายมีแรงทำ ‘งาน’ ในระบบได้อีกวัน ไม่เพียงแค่นั้นในโลกปัจจุบัน การกดขี่ด้วยทุนนิยมปิตาธิปไตยแบบนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้หญิงต้องเป็นทั้งแรงงานในบ้านและนอกบ้าน นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ ที่ว่าจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความกดดันทางสังคมให้กับคนที่มี ‘มดลูก’ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตลูกได้
#ประเด็นนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น - เราอาจย้อนมาดูความพยายามเพิ่มอัตราการเกิดในญี่ปุ่นได้ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้หนักสุด แม้จะมีนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาที่ดูแลเด็ก การให้ประโยชน์สำหรับคนมีลูก และบริการหาคู่โดยรัฐ​ รวมไปถึงมุ่งเน้นให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น มีการคุ้มครองทางกฎหมายจากการเลือกปฏิบัติจากการตั้งครรภ์ และให้ลาคลอดยาวขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับพบอุปสรรคทางวัฒนธรรมเรื่องบทบาทชายหญิงในญี่ปุ่นที่จำกัด ทำให้ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจไม่แต่งงาน
‘โยโกะ ฮารุกะ’ นักเขียนเรื่อง ‘Kekkon Shimasen’ (ฉันจะไม่แต่งงาน!) มองว่า ผู้หญิงถูกคาดหวังให้ต้องอยู่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน และเลี้ยงดูลูก หากลูกทำตัวไม่ดี เธอก็เป็นแม่ที่ไม่ดี หากสามีมีชู้ เธอก็คือภรรยาที่ล้มเหลว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเลือกเป็นโสดแทนที่จะแต่งงานและมีลูก เพราะหากแต่งงานและมีลูก ถึงแม้ว่าสามีจะยอมให้ทำงาน พวกเธอก็ยังต้องรับภาระดูแลบ้านและเลี้ยงดูลูก โดยที่สามีเพียงแค่ทำงาน กลับบ้านมาอยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นที่โสดเองก็ยังโดนกดดันอยู่เสมอว่าเป็นพวกล้มเหลว หรือมีการแปะป้ายว่าเป็น ‘โสดกาฝาก’ (Parasite Single) อีกด้วย
ไม่เพียงแค่นั้น นโยบาย ‘ปั๊มลูก’ นั้นสัมพันธ์กับ ‘ความเป็นชาตินิยม’ อย่างเหนียวแน่นอีกด้วย
นโยบายปั๊มลูก ‘ชาตินิยม’ - บทบาทของ ‘มดลูก’ ที่ต้องผลิตเด็กนั้นถูกกดดันได้ผ่านอัตลักษณ์ของ ‘ชาติ’ เพราะแรงงานและทุนนั้นเป็นแหล่งที่มาของอำนาจ ‘ชาติ’ หากมีแรงงานในอนาคตเยอะ ก็หมายถึงรัฐจะมี คนงาน ผู้อยู่อาศัย และทหาร นั่นทำให้สังคมที่ชาตินิยมเหนียวแน่น สร้างนโยบายดังกล่าวขึ้นมาเพื่อกดดันผู้ที่มีมดลูกให้กลายเป็น ‘แม่’ อย่างในนาซีเยอรมันที่มีการมอบ ‘เหรียญเกียรติประวัติความเป็นแม่เยอรมันที่จะให้แก่แม่ ‘ชาวอารยัน’ ที่มีลูกอย่างน้อยสี่คน หรือแม้กระทั่งนโยบายมารดาประชารัฐของพรรค ‘ชาตินิยม’ ไทย อย่างพรรคพลังประชารัฐที่นำโดย ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’
นั่นอาจหมายความว่านโยบายส่งเสริมให้คนมีลูกไม่ได้ทำไปเพื่อเพิ่ม ‘แรงงาน’ เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างให้ ‘ชาตินิยม’ แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง ‘ทุน’ ทางสังคมให้กับรัฐบาลไทยที่ใช้วาทกรรมเรื่อง ‘ชาติ’ เข้ามากุมอำนาจ โดยใช้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างอย่าง ‘นโยบายปั๊มลูก’ เพื่อขูดรีดเรือนร่างของบุคคลที่มีมดลูกแทน ทั้งที่การทดแทนแรงงานอาจทำด้วยอย่างอื่นได้ นั่นอาจเพราะรัฐไทยต้องการสร้าง ‘รัฐชาติทุนนิยมปิตาธิปไตย’ ที่แข็งแกร่ง





Content by Va/Waranya Buranakarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
อ้างอิง
Matichon: https://bit.ly/3jJhHCv
Datacommons: https://bit.ly/3qggpBd
Crisis in the Population Question: https://bit.ly/3qiiGMg
Decree 770: https://bit.ly/2OwZTPx
USA Today: https://bit.ly/3aUEpUk
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ (Blog): https://bit.ly/2NmZ5ff
Tithi Bhattacharya: Social Reproduction Theory: Remapping Class, Recentering Oppression (Book), https://bit.ly/3tTz8oo
Nira Yuval-Davis: Gender and Nation (Book)
nytimes: https://nyti.ms/3qfcq8a
ภาพ: Illustration by Linda Huang; Photograph by H. Armstrong Roberts/ClassicStock, via The Image Works
#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

04/02/2021

SEXOLOGY: “รัฐบาลควรมีกฎหมายที่ทำให้นักโทษที่จำคุกเป็นเวลานานได้มีความสุขทางเพศกับคู่สมรส” เสียงหนึ่งจากกลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำหญิงเคนยากล่าว กับการเรียกร้องรัฐบาลเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อให้มี ‘เซ็กซ์’ กับคู่สมรสระหว่างการมาเยี่ยมเยียนในเรือนจำ เนื่องจากปัจจุบันยังยอมให้คู่สมรสและญาติใกล้ชิดเยี่ยมโดยไม่ได้ใกล้ชิดกัน ซึ่งการเรียกร้องนี้นั้นเริ่มเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2014
“Conjugal Visit” คนไทยหลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่ในหลายๆ ประเทศที่สิทธิในทัณฑสถานก้าวหน้านั้นสิ่งนี้คือสิ่งหนึ่งที่ต้องมี มันคือการอนุญาตให้ผู้ต้องขังได้มีเวลาส่วนตัวกับครอบครัว โดยส่วนใหญ่จะกล่าวถึง ‘คู่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย’ ก็คือมีเซ็กซ์กันได้นั่นแหล่ะ ซึ่งประเทศที่ดีๆ มาก เช่น แคนาดาโดยทางเรือนจำจะจัดห้องส่วนตัวให้ลักษณะเหมือนห้องในบ้านหรือบางที่ถึงขั้นโรงแรมเลยด้วยซ้ำ หรือ หลายประเทศก็มีคนเสนอให้คู่รักเพศเดียวกันที่จดทะเบียนยังไม่ได้มีเซ็กซ์ด้วยกันได้ด้วย ตลอดจนแม้ไม่ใช่คู่รัก เช่น การมีเซ็กซ์กับผู้ค้าบริการทางเพศ หรือมีการให้ เซ็กซ์ทอย หรือ แม้กระทั่งเซ็กซ์บอท
“ทำไมต้องมีสิทธินี้ต่อนักโทษล่ะ? (คนพวกนี้มันน่ารังเกียจจะตาย)” - เชื่อว่าต้องมีใครหลายๆ คนต้องคิดงี้ แต่ประเทศเขาใส่ใจสิทธิมนุษยชนของคนจริงเขาไม่คิดอย่างนี้หรอกนะ เพราะเขาเชื่อว่าแม้จะทำผิดมาทุกคนก็ยังเป็นมนุษย์ ดังนั้นสิทธิพื้นฐานในชีวิตก็ยัวรมี และความสุขทางเพศนั้นก็คือสิทธิเช่นกัน โดยจากงานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจของสหรัฐอเมริกาในปี 2014 นั้นพบว่า 5 รัฐที่ปล่อยให้นักโทษมีเซ็กซ์กับคู่ได้นั้นอัตราความรุนแรงทางเพศน้อยกว่ารัฐอื่นๆ ถึงเกือบสี่เท่า รวมไปถึงสิทธินี้จะช่วยลดอัตราโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกด้วย
เพราะความต้องการทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ...
เมื่อมีการห้าม รูปแบบเซ็กซ์แบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ดีในเรือนจำ
#เซ็กซ์ระหว่างนักโทษด้วยกัน - แม้ในเรือนจำหลายพื้นที่จะมีกฎระเบียบห้ามการมีเซ็กซ์อย่างชัดเจน แต่เซ็กซ์ระหว่างผู้ต้องขังนั้นเกิดขึ้น ‘เป็นประจำ’ ในทุกที่ โดยมักจะเป็นเซ็กซ์กับคนเพศกำเนิดเดียวกัน เนื่องจากเรือนจำมักจะแยกคนออกจากกันด้วยเพศกำเนิดเป็นหลัก บางพื้นที่นั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับเซ็กซ์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางเพศในเรือนจำเลยด้วยซ้ำ อย่างในไทยจากรายงานพิเศษของ ‘ประชาไท’ ก็ได้กล่าวถึงการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ซุ้มม่านรูด’ ซึ่งจะเช่าซุ้มเพื่อมีเซ็กซ์อย่างเดียว หรือ ซื้อบริการทางเพศก็ได้ โดยจ่ายเป็นบุหรี่บ้าง หรือแล้วแต่ตกลง อย่างไรก็ตามจะทำได้เฉพาะช่วงที่ปลอดสายตาผู้คุม
“คนในคุกเขาก็มองเป็นเรื่องปกติ มีมาชวนเที่ยวไปอยู่เลย ติดคุกหลายปีมันก็ต้องหาทางปลดปล่อยกันบ้าง ไม่มีใครแซวหรือล้ออะไร เพราะสำหรับเขามันคือเรื่องธรรมดา” - อดีตผู้ต้องขังในไทยกล่าวในรายงานพิเศษนี้ ซึ่งแน่นอนว่าก็ยังมีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นอยู่ดี จากการข่มขู่โดนบีบบังคับ ซึ่งถ้าไม่ยินยอมก็อาจมีปัญหาในคุกตามมาอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีปัญหากับผู้มีอิทธิพลในเรือนจำ
#เซ็กซ์ระหว่างผู้คุมกับนักโทษ - หลังจากที่ในประเทศอังกฤษมีข่าวผู้คุมหญิงถูกกล่าวหาว่ามีเซ็กซ์กับนักโทษในปี 2010 มีบทสัมภาษณ์อดีตนักโทษถึงเรื่องเซ็กซ์ในเรือนจำ พบว่า การมีเซ็กซ์ระหว่างผู้คุมหญิงกับนักโทษชายมีเป็นปกติ ซึ่งแน่นอนว่ามันกลายเป็นปัญหา เนื่องจากอำนาจที่เจ้าพนักงานมีเหนือกว่าผู้ต้องขัง ทำให้ชีวิตในคุกจะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับอีกคนนึง ส่งผลให้การมีเซ็กซ์ระหว่างผู้คุมกับนักโทษเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแม้ว่าจะยินยอมก็ตาม อย่างในรายงานจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรปี 2014 พบว่าผู้ต้องขังหญิงในอังกฤษและเวลส์นั้นมักถูกบังคับให้มีเซ็กซ์กับเจ้าหน้าที่เพื่อแลกกับบุหรี่และแอลกอฮอล์
“ไม่เคยมีการเรียกร้องอะไรจริงจัง แต่ก็มีปรับทุกข์กัน ว่าน่าจะให้มีสักวันหนึ่งคนละ 10-15 นาที ผมออกมาแล้ว ผมคิดว่าก็ควรมี เพราะคนคุกมันทรมาน การได้อยู่กับคนที่คุณรัก การมีเซ็กซ์ด้วยความรัก อย่าว่าแต่มีเซ็กซ์เลย แค่จดหมายจากเมีย เขาก็เฮดีใจกันทั้งแดน” - อดีตผู้ต้องขังในไทยกล่าว
ปัจจุบัน ในประเทศไทยเอง สิทธิ Conjugal Visit ก็ยังดีกว่าในเคนยา โดยเรียกสิ่งนี้ว่าโครงการ ‘เยี่ยมพิเศษชีวิตคู่ของผู้ต้องขัง’ แต่ดันจำกัดเพียงแค่ทัณฑสถานเปิดหรือเรือนจำชั่วคราวบางที่เท่านั้น และผู้ต้องขังจะได้รับอนุญาตเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยฝ่ายคู่ที่เป็นผู้หญิงจำเป็นต้องคุมกำเนิดก่อน รวมถึงต้องมีทะเบียนสมรส นั่นหมายความว่ากลุ่มคนหลากหลายทางเพศซึ่งยังไม่ได้รับสิทธิ ‘สมรสเท่าเทียม’ อาจไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว ไม่เพียงแค่นั้นยังไม่มีนโยบายที่บังคับใช้ในเรือนจำทั่วประเทศอีกด้วย
“ความจริงเรื่องเพศในคุกสามารถใช้เป็นช่องทางทำให้นักโทษบรรเทาภาวะต่างๆ ทางจิตใจได้ โดยเฉพาะหากเป็นความยินยอมพร้อมใจ รวมถึงรู้จักการป้องกัน” - เสียงจากรศ.ดร. ‘ศิริวรรณ ไกรสุรพงศ์’ ผู้ทำวิจัยเรื่อง ‘เพศในคุก’ เมื่อปี 2014 โดยจากในงานระบุว่า การไม่มีนโยบายที่ชัดเจนต่อวิถีทางเพศของนักโทษ อาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรงทางเพศได้ง่ายขึ้น องค์กรที่ทำงานกับนักโทษจึงต้องตระหนักในเรื่องนี้ด้วย
ความสุขจากเพศเป็นเรื่องที่ทุกคนควรเข้าถึงได้
นักโทษเองก็ควรจะได้รับสิทธิในการมีเซ็กซ์เช่นกัน



Content by Va/Waranya Buranakarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
อ้างอิง
Vice: https://bit.ly/2LkTSnS
Prachatai: https://bit.ly/3oDfsl2
Prison Legal News: https://bit.ly/3tonx0z
Wikipedia: https://bit.ly/3tntue8
Myjoyonline: https://bit.ly/3jfjjUs
Vantage: https://bit.ly/3cAASgj
บัณฑิตศึกษา DPU: https://bit.ly/3tl3EHP, https://bit.ly/3tjqnDU
ทัณฑสถานเปิดบ้านโป่ง: https://bit.ly/3aswsFu, https://bit.ly/3tpe1Kz
ภาพ (representative): https://bit.ly/36XEy8n
#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

15/01/2021
Random Talad Noi Posting x a lil bit of Bangkok Design Week 2020
02/02/2020

Random Talad Noi Posting x a lil bit of Bangkok Design Week 2020

28/01/2018

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fumiverse01ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Fumiverse01:

แชร์

ประเภท