วันวาน เก่าเก่าที่คิดถึง

วันวาน เก่าเก่าที่คิดถึง เพจเรื่องราวเก่าเก่าในอดีตที่ผ่าน

“เรือนิภา” ไททานิคของเมืองไทย โศกนาฏกรรมกลางอ่าวไทยที่ถูกกลืนหายไปพร้อมกับกาลเวลาทะเลไทยในวันนี้อาจเป็นภาพของการท่องเที่...
13/08/2026

“เรือนิภา” ไททานิคของเมืองไทย โศกนาฏกรรม
กลางอ่าวไทยที่ถูกกลืนหายไปพร้อมกับกาลเวลา

ทะเลไทยในวันนี้อาจเป็นภาพของการท่องเที่ยว ความสวยงาม
และการเดินทาง แต่หากย้อนกลับไปในอดีตกว่าร้อยปี
ท้องทะเลเหล่านี้เคยเป็นเส้นทางสำคัญของผู้คน เรือโดยสาร
และเรือสินค้าแล่นเชื่อมกรุงเทพฯ กับเมืองชายฝั่งและหัวเมืองต่าง ๆ
และแน่นอนว่า การเดินทางทางทะเลย่อมมีทั้งความปลอดภัย
และอันตราย ตลอดประวัติศาสตร์ มีเรือหลายลำประสบเหตุ
อับปางกลางทะเล แต่หนึ่งในเรื่องที่ยังถูกกล่าวถึงจนถึงทุกวันนี้
คือเรื่องของ “เรือนิภา” เรือโดยสารที่ประสบชะตากรรมในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนบางคน
เรียกขานว่า “ไททานิคของเมืองไทย”

แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร เรื่องราวของเรือนิภาก็ยังคง
เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางทะเลที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง
ของไทย ก่อนถึงเรื่อง “นิภา” ต้องย้อนกลับไปที่ “บางเบิด”
หนึ่งในเหตุการณ์เรือล่มที่มีหลักฐานบันทึกไว้อย่างละเอียด
เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2456 เรือกลไฟโดยสารชื่อ
“บางเบิด” ถอนสมอจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่อ่าวบ้านดอน
โดยไม่มีใครบนเรือคาดคิดว่า การเดินทางครั้งนั้นจะกลาย
เป็นโศกนาฏกรรม เรือประสบเหตุอับปางกลางทะเล
มีผู้เสียชีวิตหลายคน แต่ก็มีผู้รอดชีวิต หนึ่งในนั้นคือ
เด็กชายวัยประมาณ 14 ปี ชื่อ “ฝ้าย” ลูกเสือโทแห่งกองร้อย
ที่ 1 มณฑลชุมพร ซึ่งเดินทางกลับบ้านพร้อมกับยาย

เมื่อเรือเริ่มเอียง ฝ้ายพยายามหาทางเอาชีวิตรอด เขาต้อง
ดำน้ำออกจากเรือและไปเกาะเสากระโดง ท่ามกลางคลื่น
และผู้คนที่กำลังดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ ในเวลาต่อมา เขาพบ
ผ้าทุ่นลอยอยู่ในทะเล จึงนำมาใช้เป็นเครื่องช่วยพยุงตัว
และเมื่อมีเด็กหญิงคนหนึ่งว่ายน้ำเข้ามาขอความช่วยเหลือ
ฝ้ายก็แบ่งผ้าทุ่นให้เธอ แม้ตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์
ที่อันตรายไม่แพ้กัน ชายชราคนหนึ่งก็ว่ายเข้ามาขออาศัยด้วย
ฝ้ายจึงยอมให้เกาะไปด้วยอีกคน ท้ายที่สุด ทั้งสามคนได้รับ
การช่วยเหลือจากเรือกลไฟที่ผ่านมาบริเวณนั้น และถูกนำตัว
ขึ้นฝั่งที่เกาะสีชัง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ฝ้ายได้รับพระราชทานเหรียญ “ราชนิยม”
จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาเข้ารับ
ราชการเป็นครู ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนวรศาสนดรุณกิจ
และภายหลังได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
สุราษฎร์ธานีในการเลือกตั้งครั้งแรกของไทย พ.ศ. 2476
เรื่องของ “บางเบิด” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเรือล่ม แต่ยังเป็น
เรื่องของความกล้าหาญและน้ำใจของคนธรรมดาคนหนึ่ง
ที่ไม่ยอมทอดทิ้งผู้อื่นแม้ตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย

“นิภา” เรือโดยสารแห่งชายฝั่งตะวันออก เมื่อพูดถึงเรือนิภา
ต้องย้อนกลับไปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อ “นิภา”
ตั้งขึ้นตามพระนามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี
พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรือนิภาเป็นเรือกลไฟเดินเมล์ของ บริษัทเรือไฟไทย จำกัด
ทำหน้าที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับเมืองชายฝั่งตะวันออก
เอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ในช่วงทศวรรษ
2470–2480 เรือนิภาเดินทางผ่านท่าเรือสำคัญหลายแห่ง
เช่น ศรีราชา เกาะสีชัง ระยอง ประแสร์ จันทบุรี เกาะช้าง
ตราด และท่าเรืออื่น ๆ ตามชายฝั่งตะวันออก เส้นทางเหล่านี้
มีความสำคัญอย่างมากในยุคที่การเดินทางทางบก
ยังไม่สะดวกเหมือนในปัจจุบัน

ผู้คนเดินทางด้วยเรือเพื่อไปทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ ขนส่งสินค้า
หรือท่องเที่ยวพักผ่อน ในเวลานั้น “นิภา” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรือ
ลำหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนตามชายฝั่งทะเล
ตะวันออก เมื่อสงครามเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ เมื่อสงครามโลก
ครั้งที่ 2 เกิดขึ้น สถานการณ์ทางทะเลก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เส้นทางเดินเรือในอ่าวไทยไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป เพราะพื้นที่
ทะเลกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สงคราม
ฝ่ายสัมพันธมิตรพยายามสกัดเส้นทางเดินเรือของญี่ปุ่น
โดยมีการโจมตีและวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ต่าง ๆ เรือนิภา
ซึ่งเดิมให้บริการตามเส้นทางชายฝั่งตะวันออก ก็ถูกนำไปใช้
เดินทางในเส้นทาง กรุงเทพฯ–สิงคโปร์ ในช่วงสงคราม
จนกระทั่งวันหนึ่ง เรือนิภาเดินทางกลับจากสิงคโปร์เข้า
สู่อ่าวไทย พร้อมผู้โดยสารประมาณ 90 กว่าคน ไม่มีใคร
รู้ว่าใต้ผืนน้ำเบื้องหน้ามีอันตรายรออยู่ เรือแล่นเข้าสู่บริเวณ
ที่มีทุ่นระเบิด แล้วเสียงระเบิดก็ดังกึกก้องขึ้นกลางทะเล
ทุ่นระเบิดระเบิดบริเวณกลางลำใกล้กับปล่องไฟ แรงระเบิด
ทำให้เรือได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และอับปางลงสู่
ทะเลลึก ผู้โดยสารทั้งหมดไม่สามารถรอดชีวิตได้
โศกนาฏกรรมครั้งนั้นทำให้เรือนิภากลายเป็นชื่อที่ถูกจดจำ
ในประวัติศาสตร์การเดินเรือไทย

เรื่องราวยังไม่จบ เมื่อมีความพยายามกู้เรือ หลังสงคราม
มีความพยายามกู้เรือนิภาขึ้นจากทะเล แต่ปัญหากลับเกิดขึ้น
อีกครั้ง ในบริเวณที่เรือนิภาจมลงนั้น มี “เรืออ่างหิน”
จมอยู่ก่อนแล้ว และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ
ในร่องน้ำ เจ้าหน้าที่พยายามลากเรือนิภาขึ้นมา แต่เมื่อเรือ
ถูกลากมาถึงบริเวณที่เรืออ่างหินจมอยู่ ลวดสลิงที่ใช้ลาก
กลับขาด เรือนิภาจึงจมลงไปอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เพียง
จมหายไปในทะเล แต่ยังลงไปขวางร่องน้ำสำคัญ
ทำให้เรือสินค้าที่จะเดินทางเข้าสู่ท่าเรือบริเวณกรุงเทพฯ
ต้องประสบปัญหา โดยเฉพาะในช่วงน้ำลง เรื่องของเรือนิภา
จึงกลายเป็นทั้งโศกนาฏกรรมและปัญหาทางการเดินเรือ
ที่ต้องได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา

ตำนาน “เรือสองลำที่ต้องจมเคียงข้างกัน”เมื่อเรื่องราว
ของเรือนิภาและเรืออ่างหินถูกเล่าต่อกันมา ก็เกิดตำนาน
อีกเรื่องหนึ่ง ผู้คนบางส่วนเชื่อว่า เมื่อครั้งต่อเรือทั้งสองลำ
เจ้าของเรือเคยกล่าวคำมั่นว่า เรือทั้งสองจะแล่นเคียงคู่กัน
อยู่ในน่านน้ำอ่าวไทย ดังนั้น เมื่อเรือลำหนึ่งจม อีกลำหนึ่ง
ก็ต้องจมอยู่เคียงข้างกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความเชื่อ
และเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา ไม่สามารถพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ได้
แต่เมื่อมองจากเหตุการณ์จริงที่เรือทั้งสองลำไปจมอยู่ใน
บริเวณเดียวกัน เรื่องเล่านี้ก็ยิ่งทำให้เรือนิภามีภาพลักษณ์
ลึกลับและน่าค้นหามากขึ้น เรื่องเล่าผีและความทรงจำของคน
รุ่นเก่า นอกจากเรื่องการจมของเรือแล้ว ยังมีเรื่องเล่า
ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณและอาถรรพณ์ตามมา

มีคำบอกเล่าว่า ผู้จัดการเรือนิภาซึ่งเป็นผู้หญิงเสียชีวิต
ไปพร้อมกับเหตุการณ์เรือล่ม และภายหลังมีผู้กล่าวอ้างว่า
เคยพบเห็นวิญญาณของหญิงสาวปรากฏบริเวณใกล้จุด
ที่เรือจม เรื่องราวเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล
ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อน
ออกมาอย่างชัดเจนคือ ความสะเทือนใจจากเหตุการณ์
ครั้งนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน แม้เวลาจะผ่านไป
หลายสิบปีแล้วก็ตาม จากเรือโดยสารสู่ปัญหาร่องน้ำ
การที่เรือนิภาและเรืออ่างหินจมอยู่ในบริเวณร่องน้ำ
ทำให้การเดินเรือสินค้าเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ มีอุปสรรค
ในช่วงน้ำลง เรือสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านบริเวณ
ดังกล่าวได้โดยสะดวก จึงต้องรอให้น้ำขึ้นก่อนเดินทางต่อ

ปัญหานี้นำไปสู่การแก้ไขด้วยการขุดลอกร่องน้ำให้ลึกขึ้น
เรื่องราวดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเรือขุดชื่อ “แมนฮัตตัน”
ซึ่งสหรัฐอเมริกาจัดส่งมาให้ไทย และเรือลำนี้ต่อมาก็มี
ความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ
ในประเทศไทย คือเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันใน พ.ศ. 2494
ประวัติศาสตร์ของเรือนิภาจึงไม่ได้จบลงเพียงวันที่มันจม
แต่ยังทิ้งร่องรอยไว้กับการเดินเรือและประวัติศาสตร์ไทย
ในยุคต่อมา

“นิภา” ในวรรณกรรม ความทรงจำเกี่ยวกับเรือนิภา
ยังปรากฏอยู่ในงานวรรณกรรมไทย นักเขียน มนัส จรรยงค์
นำเรือนิภามาเป็นฉากในเรื่องสั้นชื่อ “นิภาแห่งความหลัง”
เรื่องราวกล่าวถึงชายหนุ่มที่พบหญิงสาวบนเรือนิภา
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผยภายหลังว่า หญิงสาวคนนั้น
เป็นภรรยาของพี่ชายของเขา เรือนิภาจึงไม่ได้ปรากฏ
อยู่เพียงในบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นฉาก
แห่งความรัก ความทรงจำ และโศกนาฏกรรมในวรรณกรรมไทยด้วย
ขอบคุณเจ้าของภาพเ้ละเรื่องราวครับ

12/08/2026

ตอนที่ ๑๓
#ตี๋ใหญ่

▪️แหกห้องขังบางซื่อ▪️

แต่ก็มีอยู่บ้างที่ความเผอเรอหรือไม่รอบคอบของตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้ของต้องห้ามบางอย่างเล็ดลอดเข้าไปอยู่ในครอบครองของผู้ต้องหา และนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น กรณีเข็มขัดบางคนเอาไปผูกคอตาย, เฮโรอินนำไปเสพ, เลื่อยนำไปตัดลูกกรงเหล็กเพื่อหลบหนี เป็นต้น

เหตุการณ์ทำนองนี้ กรมตำรวจจะปฏิเสธว่าไม่เคยมีเลยนั้นไม่ได้ เพราะความเป็นจริงมันฟ้อง อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นที่ สน.บางซื่อ ในเช้ามืดวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ซึ่งขณะนั้นมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
- ร.ต.ต. ธีรพงค์ ธรรมสุวรรณ รอง สวส. เป็นเวรสอบสวน
- จ.ส.ต. จำลอง นามวงศ์ ผบ.หมู่ หน้าที่ร้อยเวรประจำการ
- ส.ต.อ. ฐานนันดร เพิ่มสม ผบ.หมู่ หน้าที่สิบเวร
- ส.ต.ท. บุญถึง ชาญประเสริฐ ผบ.หมู่
- ส.ต.ท. สมพล ทวีพันธ์ ผบ.หมู่ หน้าที่เสมียนประจำวันเกี่ยวกับคดี
- พลฯ เสมอ ทวนทองสา ลูกแถวหน้าที่เสมียนประจำวันธุรการและวิทยุ

เวลา ๐๖.๐๐ น. ส.ต.อ. ฐานันดร เข้าไปห้องควบคุมก่อนเปลี่ยนเวรพบว่า จรูญ ตระกูลดี กับพวกรวม ๕ คน ซึ่งต้องคดีเดียวกันและอยู่รวมในห้องขังซอยทางขวามือของห้องขังหายไปสิ้น ทั้งๆ ที่ประตูห้องขังซอยยังใส่กุญแจเรียบร้อย พบผ้าใช้ต่อกันปลายข้างหนึ่งผูกติดกับลูกกรงเหล็กช่องลม ปลายอีกข้างหนึ่งห้อยลงมาที่พื้น ลูกกรงเหล็กช่องลมถูกตัดออก ๔ ซี่ เปิดเป็นช่องกว้างประมาณ ๑ ฟุต พอที่ตัวจะลอดออกไปได้ ไม่ต้องสงสัยผู้ต้องหาชุดนี้ตัดลูกกรงเหล็กแล้วสาวเชือกผ้าโหนตัวขึ้นไปหนีออกทางช่องลม ส.ต.อ. ฐานันดร ผลุนผลันออกจากห้องขัง หน้าตาตื่น “ผู้ต้องหาหนี ผู้ต้องหาหนี” เขาตะโกนร้องบอกทุกคน ร.ต.ต. ธีรพงศ์ ร้อยเวร กับ จ.ส.ต. จำลอง ทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้วิ่งเข้าไปในห้องขัง ที่ทั้งสองเห็นก็เหมือนกับที่ ส.ต.อ. ฐานันดร เห็นไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเหตุการณ์ผู้ต้องหาหนีก็ถูกรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นผ่าน พ.ต.ต. พจนารถ, พ.ต.ต. สกล, พ.ต.ท. วินัย, ขึ้นไปถึง พ.ต.ท. วาทิน สารวัตรใหญ่, ผู้กำกับการ, ผู้บังคับการ และผู้บัญชาการ เช้าวันนั้นเองผู้บังคับบัญชาหลายระดับก็มาชุมนุมกันแน่น สน.บางซื่อ

พ.ต.ท. วาทิน ได้สั่งการให้ พ.ต.ต. สกล และ พ.ต.ท. วินัย, พ.ต.ต. พิสัณห์ นำกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งตามล่าตัวตามถิ่นที่สืบทราบว่าผู้ต้องหาชุดนี้เคยมีที่พักหลับนอนในกรุงเทพฯ เช่น อนันต์ ทองเลิศ เคยพักแถวแฟลตห้วยขวาง, สมนึก พึงรำพรรณ และ ณรงค์ คล้ายมณี พักอยู่แถวกล้วยน้ไท คลองตัน แต่ทุกสายที่แบ่งแยกกันออกไปนั้นคว้าน้ำเหลวกลับมา ที่ สน.บางซื่อ ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุผู้ต้องหาแหกห้องขังนั้น พบเลื่อยเหล็กขนาดเล็กมีความยาวประมาณ ๓ นิ้ว ทิ้งอยู่เป็นอนุสรณ์ที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ตำรวจผู้รับผิดชอบ

ผู้ที่ซวยในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้แก่ ร.ต.ต. ธีรพงศ์ ธรรมสุวรรณ, จ.ส.ต. จำลอง นามวงศ์, ส.ต.ต. ฐานันดร เพิ่มสม ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรับผิดชอบในการควบคุมผู้ต้องหา และผู้ต้องหาทั้ง ๕ เกิดมาหนีในเวรที่ตนรับผิดชอบ เหตุที่ใช้คำว่าซวยเนื่องจากไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า เลื่อยเหล็กอันนั้นถูกส่งเข้าไปในห้องขังได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด ในขณะที่ผู้ต้องหาแหกห้องขังหนีนั้น วายร้ายกลุ่มนี้อยู่ในห้องควบคุมเป็นเวลาเกือบ ๙๐ วัน ปัญหาก็คือเลื่อยหลุดเข้าไปในห้องขังเวรใคร การที่จะตอบปัญหานี้ได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงนั้น เป็นเรื่องยากเข้าทำนองจับมือใครดมไม่ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่ามีตำรวจคนหนึ่งคนใดให้ความช่วยเหลือ ประเด็นที่ผู้บังคับบัญชาเชื่อว่าน่าเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ มันถูกนำเข้าไปเพราะความไม่รอบคอบของตำรวจคนหนึ่งคนใด ซึ่งทำหน้าที่ตรวจตราของต้องห้ามเข้าห้องควบคุมแต่มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์

กรณีที่ผู้ต้องหาตัดลูกกรงเหล็กขาดไปถึง ๔ ซี่นั้น แสดงให้เห็นว่าต้องใช้เวลา ไม่น่ากระทำได้เสร็จภายในเวรเดียวหรือวันเดียว หนังสือพิมพ์บางฉบับซึ่งเสนอข่าวนี้สันนิษฐานไปถึงว่าผู้ต้องหาน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑๐ วันโดยขึ้นไปเลื่อยทีละเล็กละน้อยตามแต่โอกาสจะอำนวยที่เป็นไปได้ที่สุดน่าจะใช้เวลาเลื่อยตอนดึก ในขณะที่ผู้ต้องหาคนอื่นนอนหลับบางคนแย้งว่าขืนเลื่อยในยามวิกาลท่ามกลางความเงียบเสียงจะเล็ดลอดออกไปถึงหูเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้โต๊ะสิบเวร ซึ่งอยู่ห่างจากห้องขังที่เกิดเหตุประมาณ ๑๐ เมตร แต่เมื่อได้ทดลองเลื่อยพบว่าเสียงมิได้ดังอย่างที่สงสัย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงได้ตั้งกรรมการสอบสวนตัวผู้รับผิดชอบซึ่งกระทำโดยประมาณ เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหนี

จากคดีซ่องโจรผู้ต้องหาทั้ง ๕ คนก็เพิ่มคดีแหกห้องขังหลบหนีที่คุมขังให้กับตนเองอีกคนละ ๑ คดี สำหรับสำนวนคดีนี้นั้น พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๐ ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา เนื่องจากแผ่นดินดำเนินสะดวกกำลังลุกเป็นไฟ เพราะโจรหลายแก๊งอาละวาดอย่างหนักปล้นทั้งบกและในน้ำ พล.ต.ท.จรัส เพ็งเจริญ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร ๑ ในขณะนั้น (ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ) จึงได้มองหานายตำรวจซึ่งมีบุคลิกภาพเหมาะสมกับแผ่นดินที่กำลังลุกเป็นไฟ เข้าไปรับผิดชอบปราบปรามให้สิ้นซาก ทั้งนี้คุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของนายตำรวจที่เหมาะสมคือ ใจสู่ กล้า บ้าบิ่น และถึงลูกถึงคน การคัดเลือกเป็นไปอย่างพิถีพิถัน โดยหาประวิติของนายตำรวจระดับสารวัตรจำนวนหนึ่งมาพิจารณาหาภูมิหลังจนกระทั่งได้คนที่ต้องการ

พ.ต.ต. วสันต์ โชคพิชิต ซึ่งขณะนั้นเพิ่งย้ายไปเป็น สว.สภ.อ. สามโคก จังหวัดปทุมธานี พ.ต.ต.วสันต์ จบกฏหมายจากมาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ เคยประจำสถานีตำรวจในเขตนครบาลหลายแห่ง เรียงลำดับได้ดังนี้
- เป็นรอง สว.สน. บางกอกใหญ่ ๒ ปี ๑๐ เดือน
- รอง สว.สน. ปทุมวัน ๘ ปี ตั้งแต่ ยศ ร.ต.ต. จนถึง ร.ต.อ.
- สวป. ห้วยขวาง ๑๐ เดือน
- สว.สภ.อ. สามโคก ๑๐ เดือน
(ปัจจุบันนายตำรวจผู้นี้เป็น สวญ.สภ.อ. โพธาราม จ.ราชบุรี)
ในระหว่างเป็นรอง สว.สน. บางกอกใหญ่ในสมัยที่ พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ ยมนาค เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายตำรวจผู้นี้ได้ก่อให้เกิดข่าวเกรียวกราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อทหารเรือจำนวนหนึ่งยกกำลังไปที่โรงพักเพื่อจัดการกับ พ.ต.ต. วสันต์ สืบเนื่องจากความไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ พ.ต.ต.วสันต์ ยืนจังก้าเผชิญหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ไปห้ามทัพ เรื่องจึงยุติไปได้อย่างชนิดใจหายใจคว่ำจากเหตุการณ์นี้เองผู้ใหญ่ในกรมตำรวจจึงนำเขาไปไว้ที่โรงพักปทุมวันซึ่งเป็นโรงพักชั้นหนึ่ง

สำหรับนายตำรวจและชาวบ้านบางคนที่นี่เรียกเขาว่า “เหงียนเกากี” เนื่องจากมีหน้าตาและไว้หนวดคล้ายนายพลเหงียนเกากี อดีตแม่ทัพอากาศและนายกรัฐมนตรีเวียดนามใต้ ซึ่งขณะนี้อพยพไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่สหรัฐฯ ลักษณะประจำตัวของ พ.ต.ต.วสันต์ เป็นที่รู้กันว่าเสียงดังฟังชัดและโผงผางกระเดียดไปทางลูกทุ่ง ซึ่งเหมาะกับบรรยากาศของ อ.ดำเนินสะดวกในขณะนั้น พล.ต.ท.จำรัส จึงเรียกไปพบขอร้องให้รับงานชิ้นสำคัญนี้ เขาไม่ขัดข้อง หลังจากนั้นไม่นานกรมตำรวจก็มีคำสั่งย้ายเขาจาก สภ.อ.สามโคก ไปเป็น สวญ.สภ.อ.ดำเนินสะดวกในปี ๒๕๒๐ สิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือ ศึกษาความเป็นไปในท้องที่ ก็รู้ว่าในเขต อ.ดำเนินสะดวก มีโจรสามก๊ก คือ ก๊กสำรวย หรือเบิ่ม จุฑาวรรณ (ซึ่งเคยอาละวาดจับนายแพทย์ชียสีห์ ไปเรียกค่าไถ ๕ ล้านบาท ต่อมาโดนตำรวจปราจีนบุรียิงตาย) ก๊กอำนวย อุ่นรั่ว เชื้อสายลาวโซ่ง (ซึ่งมีประวัติฆ่าตำรวจหลายศพ และยิงกำนันแชตาย) และก๊กตี๋ใหญ่ (ซึ่งประกอบด้วยสมุนหลายคน เช่น ณรงค์ หรือจุ่น เหมะโยธิน, สมนึก หรือโย พึงรำพรรณ, สมาน กลิ่นประดับ, จรูญ หรือแป๊ะ ตระกูลดี, สมพร วรรณวงค์, ณรงค์ คล้ายมณี, อนันต์ ทองเลิศ, ทวีป เสื้อคล้ำ เป็นต้น

โจรทั้งสามก๊กนี้ ปกติแยกกันทำงาน ตัวหัวหน้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่บางครั้งลูกน้องของก๊กหนึ่งไปทำงานให้อีกก๊กหนึ่ง ลักษณะเป็นการยืนตัว โดยมีคนชื่อนิตย์เป็นตัวเชื่อม ส่วนใหญ่เป็นงานปล้นตามบ้านผู้มีอันจะกิน ปล้นเรือผลไม้หรือแม้แต่เรือหางยาวบางครั้งก็จับคนไปเรียกค่าไถ่ และจับจ้างฆ่าคน เนื่องจากอำเภอดำเนินสะดวกเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองการสัญจรทางเรือจึงเป็นคมนาคมหลัก เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวบ้านไม่อยากยุ่งกับตำรวจ ขาดความร่วมมือที่ดี เป็นเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปโดยยากลำบากความสำเร็จของตำรวจขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือการปฏิบัติหน้าที่จึงขาดประสิทธิผลทำให้หลายฝ่ายมองไปว่าตำรวจไร้สมรรถภาพ ผลที่ตามมาคือขาดศรัทธา หากปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในท้องที่ใดย่อมไม่เป็นผลดีแก่บุคคลส่วนรวม

เมื่อเดินทางไปรับหน้าที่ใหม่ๆ พ.ต.ต.วสันต์ ได้ประสบกับตัวเองพวกโจรซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนท้องที่ที่เข้าพักหลับนอนที่ไหน ใช้เส้นทางใดหลบหนี ชาวบ้านรู้ดี แต่ไม่ยอมบอกและเมื่อถามก็ปิดปากสนิท มันเป็นปัญหาแรกที่เขาต้องการแก้ให้ได้ พฤติการณ์อันไม่ชอบมาพากลอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาเรียนรู้ว่ามันมีอยู่ในเขต อ.ดำเนินสะดวกนั่นก็คือ กลุ่มร่วมสาบานที่เรียกว่า “ไปเม้ง” ซึ่งมีมาแต่สมัยราชกาลที่ ๔ ที่ ๕ หมายถึงกลุ่มคนจีนซึ่งอพยพเข้าไประบาดเข้าไปสู่สังคมไทยในย่านนั้น ผลก็คือตำรวจดำเนินสะดวกกว่าครึ่งจึง “เม้ง” กันหมด เมื่อมีอะไรขึ้นมาตำรวจบางคนรู้ก็นำความไปบอกคนนอกซึ่งเป็น เม้ง” เดียวกัน

พ.ต.ต.วสันต์เริ่มสร้างศรัทธาแก่ชาวบ้าน ปรัชญาของเขามีอยู่ว่า “ชื่อเสียงข่มไปแล้วครึ่งหนึ่ง การพูดช่วยอีกครึ่งหนึ่ง ลืมพระไม่ว่าแต่ลืมปืนไม่ได้” เขาเข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านเหยียบหัวกระไดบ้านทุกหลัง งานศพ งานบวช แต่งงาน เขาไม่เคยขาด บางครอบครัวเดือดร้อนทางด้านความเป็นอยู่ แม้ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงแต่เขาก็ช่วย พ.ต.ต.วสันต์ เรียกศรัทธาของชาวบ้านกลับคืนมาให้เรื่อยๆ โดยความร่วมมืออย่างดียิ่งจากนายอำเภอดำเนินสะดวก ซึ่งประสานงานอย่างไม่มีที่ติ ชื่อเสียงด้านบวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งชาวบ้านเริ่มเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจ มีอะไรก็บอกกล่าวเล่าสู่ให้กันฟัง หูตาจึงสว่างขึ้นตามลำดับ พ.ต.ต.วสันต์ จึงพุ่งเข้าหาพ่อแม่ของวายร้ายแต่ละคน คำพูดที่เขามักใช้กับผู้บังเกิดเกล้าของคนพวกนี้ก็คือ “เราไปปล้นเขา เขาก็เดือดร้อน ขอให้นึกถึงอกเขาอกเรา บอกลูกอย่าให้เขามาในท้อง ไม่เช่นนั้นช่วยไม่ได้” มันเป็นคำขาดหากใครลองดีก็เจอดีเข้าจริงๆ เสียด้วยเพราะเขาไม่ได้แต่ขู่ ทำจริงอย่างที่พูด นิสัยถึงลูกถึงคนทำให้พวกวายร้ายตายไปหลายศพ

พวกปล้นเริ่มหายไปทีละคนสองคน ใครก็ตามที่ให้ที่พักพิงแก่คนร้ายหากเขารู้หรือถามไม่บอกเดือดร้อนแน่ สุจริตชนจึงพอใจแต่ชาวบ้านที่คบกับโจรกลับกลัวจนขนหัวลุกไม่กล้าให้ความช่วยเหลืออย่างที่เคยทำมาแล้วเพราะกลัว พ.ต.ต.วสันต์ จะเล่นงาน วายร้ายกลุ่มหนึ่งปล้นโดยใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะ เป็นเรือหางยาวที่กระเดียดไปทางเรือเร็ว เรือตำรวจไม่มีทางสู้ได้ ฝีเท้าต่างกันมากตามยังไงก็ไม่ทัน เขาจึงอยากศึกษาว่าเรือที่พวกวายร้ายใช้กันนั้นมีความเป็นมาอย่างไร เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าชื่อของเรือใช้ตัวเลขแทน. และตัวเลขนั้นบ่งชี้ถึงขนาดของอาวุธปืน เช่น เรือ .๔๔ , เรือ .๔๕ ดัวนั้นในปีแรกที่เขาไปประจำอยู่ที่นั่นเมื่อมีการแข่งเรือประจำปีเขาจึงได้โอกาสหลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตัดสินด้วยคนหนึ่ง จึงสังเกตและถ่ายภาพเรือที่น่าสงสัยทุกลำ ซึ่งไปชุมนุมหรือร่วมแข่ง ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจเข้าแข่งเรือด้วย

ผลที่ติดตามมาหลังจากนี้ก็คือ พ.ต.ต.วสันต์ รู้ว่าเรือที่น่าสงสัยต่อที่อู่ไหน ทำหรือแต่งเครื่องยนต์ที่อู่ใด จึงรู้ธรรมชาติของเรือทุกลำ หากตำรวจขับเรือหางยาวไล่ตามจับเรือลำใดไม่ทันก็พอจะเดาได้ทันทีว่าน่าจะเป็นเรือของใคร หลังจากแก้ปัญหาภายนอก เรียกศรัทธาจากชาวบ้านกลับคืนมาได้แล้ว งานต่อไปก็คือแก้ปัญหาภายใน คือปัญหาของตำรวจเลวๆ บางคน การที่จะเปลี่ยนกำลังทั้งโรงพักนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนบางคน เขาจึงคัดเลือกตำรวจดีๆ มาทำงานกับเขาเพียง ๕ คน และติดต่อกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของนายตำรวจที่คิดว่าจะเป็นกำลังสำคัญของมือปราบดำเนินสะดวก
“คุณอยากได้ใคร?” ผู้บัญชาการถาม
“ร.ต.ท.เชิด ชูเวช”
ร.ต.ท.เชิด เป็นนายตำรวจ สำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เคยทำงานด้วยกันกับ พ.ต.ต.วสันต์ ที่ สน.ห้วยขวาง (ปัจจุบันมียศเป็น พ.ต.ท.ตำแหน่ง สารวัตรกำลังพล บก.ภ.๖) หลังจากนั้นไม่นานก็มีคำสั่งแต่งตั้งให้ ร.ต.ท.เชิด ไปประจำที่ สภ.อ.ดำเนินสะดวก บัดนี้ทุกอย่างพร้อม พร้อมที่จะฟาดฟันกับเหล่าร้าย ทีมมือปราบของเขาบุกเข้าไปทุกหนทุกแห่งในเขตท้องที่ เมื่อตำรวจเอาจริงคนร้ายก็ต้องเผ่น การตายของแต่ละศพก็ฟ้องว่าตำรวจ สภ.อ.ดำเนินสะดวกเอาจริง ใครบ้างที่อยากยืนจ่อปากเหว โจรห้าร้อยจึงหนีออกจากที่นั่น แต่ก็ไปอาละวาดในเขตท้องที่อื่น

โดย : พล.ต.ท.สมักียรติ พ่วงทรัพย์

#นักเลงโต

ตอนที่ ๑๓ #ตี๋ใหญ่▪️แหกห้องขังบางซื่อ▪️แต่ก็มีอยู่บ้างที่ความเผอเรอหรือไม่รอบคอบของตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้ของ...
12/08/2026

ตอนที่ ๑๓
#ตี๋ใหญ่

▪️แหกห้องขังบางซื่อ▪️

แต่ก็มีอยู่บ้างที่ความเผอเรอหรือไม่รอบคอบของตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้ของต้องห้ามบางอย่างเล็ดลอดเข้าไปอยู่ในครอบครองของผู้ต้องหา และนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น กรณีเข็มขัดบางคนเอาไปผูกคอตาย, เฮโรอีนนำไปเสพ, เลื่อยนำไปตัดลูกกรงเหล็กเพื่อหลบหนี เป็นต้น

เหตุการณ์ทำนองนี้ กรมตำรวจจะปฏิเสธว่าไม่เคยมีเลยนั้นไม่ได้ เพราะความเป็นจริงมันฟ้อง อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นที่ สน.บางซื่อ ในเช้ามืดวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ซึ่งขณะนั้นมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
- ร.ต.ต. ธีรพงค์ ธรรมสุวรรณ รอง สวส. เป็นเวรสอบสวน
- จ.ส.ต. จำลอง นามวงศ์ ผบ.หมู่ หน้าที่ร้อยเวรประจำการ
- ส.ต.อ. ฐานนันดร เพิ่มสม ผบ.หมู่ หน้าที่สิบเวร
- ส.ต.ท. บุญถึง ชาญประเสริฐ ผบ.หมู่
- ส.ต.ท. สมพล ทวีพันธ์ ผบ.หมู่ หน้าที่เสมียนประจำวันเกี่ยวกับคดี
- พลฯ เสมอ ทวนทองสา ลูกแถวหน้าที่เสมียนประจำวันธุรการและวิทยุ

เวลา ๐๖.๐๐ น. ส.ต.อ. ฐานันดร เข้าไปห้องควบคุมก่อนเปลี่ยนเวรพบว่า จรูญ ตระกูลดี กับพวกรวม ๕ คน ซึ่งต้องคดีเดียวกันและอยู่รวมในห้องขังซอยทางขวามือของห้องขังหายไปสิ้น ทั้งๆ ที่ประตูห้องขังซอยยังใส่กุญแจเรียบร้อย พบผ้าใช้ต่อกันปลายข้างหนึ่งผูกติดกับลูกกรงเหล็กช่องลม ปลายอีกข้างหนึ่งห้อยลงมาที่พื้น ลูกกรงเหล็กช่องลมถูกตัดออก ๔ ซี่ เปิดเป็นช่องกว้างประมาณ ๑ ฟุต พอที่ตัวจะลอดออกไปได้ ไม่ต้องสงสัยผู้ต้องหาชุดนี้ตัดลูกกรงเหล็กแล้วสาวเชือกผ้าโหนตัวขึ้นไปหนีออกทางช่องลม ส.ต.อ. ฐานันดร ผลุนผลันออกจากห้องขัง หน้าตาตื่น “ผู้ต้องหาหนี ผู้ต้องหาหนี” เขาตะโกนร้องบอกทุกคน ร.ต.ต. ธีรพงศ์ ร้อยเวร กับ จ.ส.ต. จำลอง ทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้วิ่งเข้าไปในห้องขัง ที่ทั้งสองเห็นก็เหมือนกับที่ ส.ต.อ. ฐานันดร เห็นไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเหตุการณ์ผู้ต้องหาหนีก็ถูกรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นผ่าน พ.ต.ต. พจนารถ, พ.ต.ต. สกล, พ.ต.ท. วินัย, ขึ้นไปถึง พ.ต.ท. วาทิน สารวัตรใหญ่, ผู้กำกับการ, ผู้บังคับการ และผู้บัญชาการ เช้าวันนั้นเองผู้บังคับบัญชาหลายระดับก็มาชุมนุมกันแน่น สน.บางซื่อ

พ.ต.ท. วาทิน ได้สั่งการให้ พ.ต.ต. สกล และ พ.ต.ท. วินัย, พ.ต.ต. พิสัณห์ นำกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งตามล่าตัวตามถิ่นที่สืบทราบว่าผู้ต้องหาชุดนี้เคยมีที่พักหลับนอนในกรุงเทพฯ เช่น อนันต์ ทองเลิศ เคยพักแถวแฟลตห้วยขวาง, สมนึก พึงรำพรรณ และ ณรงค์ คล้ายมณี พักอยู่แถวกล้วยน้ำไท คลองตัน แต่ทุกสายที่แบ่งแยกกันออกไปนั้นคว้าน้ำเหลวกลับมา ที่ สน.บางซื่อ ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุผู้ต้องหาแหกห้องขังนั้น พบเลื่อยเหล็กขนาดเล็กมีความยาวประมาณ ๓ นิ้ว ทิ้งอยู่เป็นอนุสรณ์ที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ตำรวจผู้รับผิดชอบ

ผู้ที่ซวยในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้แก่ ร.ต.ต. ธีรพงศ์ ธรรมสุวรรณ, จ.ส.ต. จำลอง นามวงศ์, ส.ต.ต. ฐานันดร เพิ่มสม ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรับผิดชอบในการควบคุมผู้ต้องหา และผู้ต้องหาทั้ง ๕ เกิดมาหนีในเวรที่ตนรับผิดชอบ เหตุที่ใช้คำว่าซวยเนื่องจากไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า เลื่อยเหล็กอันนั้นถูกส่งเข้าไปในห้องขังได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด ในขณะที่ผู้ต้องหาแหกห้องขังหนีนั้น วายร้ายกลุ่มนี้อยู่ในห้องควบคุมเป็นเวลาเกือบ ๙๐ วัน ปัญหาก็คือเลื่อยหลุดเข้าไปในห้องขังเวรใคร การที่จะตอบปัญหานี้ได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงนั้น เป็นเรื่องยากเข้าทำนองจับมือใครดมไม่ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่ามีตำรวจคนหนึ่งคนใดให้ความช่วยเหลือ ประเด็นที่ผู้บังคับบัญชาเชื่อว่าน่าเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ มันถูกนำเข้าไปเพราะความไม่รอบคอบของตำรวจคนหนึ่งคนใด ซึ่งทำหน้าที่ตรวจตราของต้องห้ามเข้าห้องควบคุมแต่มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์

กรณีที่ผู้ต้องหาตัดลูกกรงเหล็กขาดไปถึง ๔ ซี่นั้น แสดงให้เห็นว่าต้องใช้เวลา ไม่น่ากระทำได้เสร็จภายในเวรเดียวหรือวันเดียว หนังสือพิมพ์บางฉบับซึ่งเสนอข่าวนี้สันนิษฐานไปถึงว่าผู้ต้องหาน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑๐ วันโดยขึ้นไปเลื่อยทีละเล็กละน้อยตามแต่โอกาสจะอำนวยที่เป็นไปได้ที่สุดน่าจะใช้เวลาเลื่อยตอนดึก ในขณะที่ผู้ต้องหาคนอื่นนอนหลับบางคนแย้งว่าขืนเลื่อยในยามวิกาลท่ามกลางความเงียบเสียงจะเล็ดลอดออกไปถึงหูเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้โต๊ะสิบเวร ซึ่งอยู่ห่างจากห้องขังที่เกิดเหตุประมาณ ๑๐ เมตร แต่เมื่อได้ทดลองเลื่อยพบว่าเสียงมิได้ดังอย่างที่สงสัย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงได้ตั้งกรรมการสอบสวนตัวผู้รับผิดชอบซึ่งกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหนี

จากคดีซ่องโจรผู้ต้องหาทั้ง ๕ คนก็เพิ่มคดีแหกห้องขังหลบหนีที่คุมขังให้กับตนเองอีกคนละ ๑ คดี สำหรับสำนวนคดีนี้นั้น พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๐ ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา เนื่องจากแผ่นดินดำเนินสะดวกกำลังลุกเป็นไฟ เพราะโจรหลายแก๊งอาละวาดอย่างหนักปล้นทั้งบนบกและในน้ำ พล.ต.ท.จรัส เพ็งเจริญ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร ๑ ในขณะนั้น (ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ) จึงได้มองหานายตำรวจซึ่งมีบุคลิกภาพเหมาะสมกับแผ่นดินที่กำลังลุกเป็นไฟ เข้าไปรับผิดชอบปราบปรามให้สิ้นซาก ทั้งนี้คุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของนายตำรวจที่เหมาะสมคือ ใจสู่ กล้า บ้าบิ่น และถึงลูกถึงคน การคัดเลือกเป็นไปอย่างพิถีพิถัน โดยหาประวิติของนายตำรวจระดับสารวัตรจำนวนหนึ่งมาพิจารณาหาภูมิหลังจนกระทั่งได้คนที่ต้องการ

พ.ต.ต. วสันต์ โชคพิชิต ซึ่งขณะนั้นเพิ่งย้ายไปเป็น สว.สภ.อ. สามโคก จังหวัดปทุมธานี พ.ต.ต.วสันต์ จบกฏหมายจากมาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ เคยประจำสถานีตำรวจในเขตนครบาลหลายแห่ง เรียงลำดับได้ดังนี้
- เป็นรอง สว.สน. บางกอกใหญ่ ๒ ปี ๑๐ เดือน
- รอง สว.สน. ปทุมวัน ๘ ปี ตั้งแต่ ยศ ร.ต.ต. จนถึง ร.ต.อ.
- สวป. ห้วยขวาง ๑๐ เดือน
- สว.สภ.อ. สามโคก ๑๐ เดือน
(ปัจจุบันนายตำรวจผู้นี้เป็น สวญ.สภ.อ. โพธาราม จ.ราชบุรี)
ในระหว่างเป็นรอง สว.สน. บางกอกใหญ่ในสมัยที่ พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ ยมนาค เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายตำรวจผู้นี้ได้ก่อให้เกิดข่าวเกรียวกราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อทหารเรือจำนวนหนึ่งยกกำลังไปที่โรงพักเพื่อจัดการกับ พ.ต.ต. วสันต์ สืบเนื่องจากความไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ พ.ต.ต.วสันต์ ยืนจังก้าเผชิญหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ไปห้ามทัพ เรื่องจึงยุติไปได้อย่างชนิดใจหายใจคว่ำจากเหตุการณ์นี้เองผู้ใหญ่ในกรมตำรวจจึงนำเขาไปไว้ที่โรงพักปทุมวันซึ่งเป็นโรงพักชั้นหนึ่ง

สำหรับนายตำรวจและชาวบ้านบางคนที่นี่เรียกเขาว่า “เหงียนเกากี” เนื่องจากมีหน้าตาและไว้หนวดคล้ายนายพลเหงียนเกากี อดีตแม่ทัพอากาศและนายกรัฐมนตรีเวียดนามใต้ ซึ่งขณะนี้อพยพไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่สหรัฐฯ ลักษณะประจำตัวของ พ.ต.ต.วสันต์ เป็นที่รู้กันว่าเสียงดังฟังชัดและโผงผางกระเดียดไปทางลูกทุ่ง ซึ่งเหมาะกับบรรยากาศของ อ.ดำเนินสะดวกในขณะนั้น พล.ต.ท.จำรัส จึงเรียกไปพบขอร้องให้รับงานชิ้นสำคัญนี้ เขาไม่ขัดข้อง หลังจากนั้นไม่นานกรมตำรวจก็มีคำสั่งย้ายเขาจาก สภ.อ.สามโคก ไปเป็น สวญ.สภ.อ.ดำเนินสะดวกในปี ๒๕๒๐ สิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือ ศึกษาความเป็นไปในท้องที่ ก็รู้ว่าในเขต อ.ดำเนินสะดวก มีโจรสามก๊ก คือ ก๊กสำรวย หรือเบิ้ม จุฑาวรรณ (ซึ่งเคยอาละวาดจับนายแพทย์ชัยสีห์ ไปเรียกค่าไถ่ ๕ ล้านบาท ต่อมาโดนตำรวจปราจีนบุรียิงตาย) ก๊กอำนวย อุ่นรั่ว เชื้อสายลาวโซ่ง (ซึ่งมีประวัติฆ่าตำรวจหลายศพ และยิงกำนันแชตาย) และก๊กตี๋ใหญ่ (ซึ่งประกอบด้วยสมุนหลายคน เช่น ณรงค์ หรือจุ่น เหมะโยธิน, สมนึก หรือโย พึงรำพรรณ, สมาน กลิ่นประดับ, จรูญ หรือแป๊ะ ตระกูลดี, สมพร วรรณวงค์, ณรงค์ คล้ายมณี, อนันต์ ทองเลิศ, ทวีป เสื้อคล้ำ เป็นต้น

โจรทั้งสามก๊กนี้ ปกติแยกกันทำงาน ตัวหัวหน้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่บางครั้งลูกน้องของก๊กหนึ่งไปทำงานให้อีกก๊กหนึ่ง ลักษณะเป็นการยืมตัว โดยมีคนชื่อนิตย์เป็นตัวเชื่อม ส่วนใหญ่เป็นงานปล้นตามบ้านผู้มีอันจะกิน ปล้นเรือผลไม้หรือแม้แต่เรือหางยาวบางครั้งก็จับคนไปเรียกค่าไถ่ และจับจ้างฆ่าคน เนื่องจากอำเภอดำเนินสะดวกเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองการสัญจรทางเรือจึงเป็นคมนาคมหลัก เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวบ้านไม่อยากยุ่งกับตำรวจ ขาดความร่วมมือที่ดี เป็นเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปโดยยากลำบากความสำเร็จของตำรวจขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือการปฏิบัติหน้าที่จึงขาดประสิทธิผลทำให้หลายฝ่ายมองไปว่าตำรวจไร้สมรรถภาพ ผลที่ตามมาคือขาดศรัทธา หากปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในท้องที่ใดย่อมไม่เป็นผลดีแก่บุคคลส่วนรวม

เมื่อเดินทางไปรับหน้าที่ใหม่ๆ พ.ต.ต.วสันต์ ได้ประสบกับตัวเองพวกโจรซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนท้องที่ที่เข้าพักหลับนอนที่ไหน ใช้เส้นทางใดหลบหนี ชาวบ้านรู้ดี แต่ไม่ยอมบอกและเมื่อถามก็ปิดปากสนิท มันเป็นปัญหาแรกที่เขาต้องการแก้ให้ได้ พฤติการณ์อันไม่ชอบมาพากลอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาเรียนรู้ว่ามันมีอยู่ในเขต อ.ดำเนินสะดวกนั่นก็คือ กลุ่มร่วมสาบานที่เรียกว่า “ไปเม้ง” ซึ่งมีมาแต่สมัยราชกาลที่ ๔ ที่ ๕ หมายถึงกลุ่มคนจีนซึ่งอพยพเข้าไประบาดเข้าไปสู่สังคมไทยในย่านนั้น ผลก็คือตำรวจดำเนินสะดวกกว่าครึ่งจึง “เม้ง” กันหมด เมื่อมีอะไรขึ้นมาตำรวจบางคนรู้ก็นำความไปบอกคนนอกซึ่งเป็น เม้ง” เดียวกัน

พ.ต.ต.วสันต์เริ่มสร้างศรัทธาแก่ชาวบ้าน ปรัชญาของเขามีอยู่ว่า “ชื่อเสียงข่มไปแล้วครึ่งหนึ่ง การพูดช่วยอีกครึ่งหนึ่ง ลืมพระไม่ว่าแต่ลืมปืนไม่ได้” เขาเข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านเหยียบหัวกระไดบ้านทุกหลัง งานศพ งานบวช แต่งงาน เขาไม่เคยขาด บางครอบครัวเดือดร้อนทางด้านความเป็นอยู่ แม้ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงแต่เขาก็ช่วย พ.ต.ต.วสันต์ เรียกศรัทธาของชาวบ้านกลับคืนมาให้เรื่อยๆ โดยความร่วมมืออย่างดียิ่งจากนายอำเภอดำเนินสะดวก ซึ่งประสานงานอย่างไม่มีที่ติ ชื่อเสียงด้านบวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งชาวบ้านเริ่มเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจ มีอะไรก็บอกกล่าวเล่าสู่ให้กันฟัง หูตาจึงสว่างขึ้นตามลำดับ พ.ต.ต.วสันต์ จึงพุ่งเข้าหาพ่อแม่ของวายร้ายแต่ละคน คำพูดที่เขามักใช้กับผู้บังเกิดเกล้าของคนพวกนี้ก็คือ “เราไปปล้นเขา เขาก็เดือดร้อน ขอให้นึกถึงอกเขาอกเรา บอกลูกอย่าให้เขามาในท้องที่ ไม่เช่นนั้นช่วยไม่ได้” มันเป็นคำขาดหากใครลองดีก็เจอดีเข้าจริงๆ เสียด้วยเพราะเขาไม่ได้แต่ขู่ ทำจริงอย่างที่พูด นิสัยถึงลูกถึงคนทำให้พวกวายร้ายตายไปหลายศพ

พวกปล้นเริ่มหายไปทีละคนสองคน ใครก็ตามที่ให้ที่พักพิงแก่คนร้ายหากเขารู้หรือถามไม่บอกเดือดร้อนแน่ สุจริตชนจึงพอใจแต่ชาวบ้านที่คบกับโจรกลับกลัวจนขนหัวลุกไม่กล้าให้ความช่วยเหลืออย่างที่เคยทำมาแล้วเพราะกลัว พ.ต.ต.วสันต์ จะเล่นงาน วายร้ายกลุ่มหนึ่งปล้นโดยใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะ เป็นเรือหางยาวที่กระเดียดไปทางเรือเร็ว เรือตำรวจไม่มีทางสู้ได้ ฝีเท้าต่างกันมากตามยังไงก็ไม่ทัน เขาจึงอยากศึกษาว่าเรือที่พวกวายร้ายใช้กันนั้นมีความเป็นมาอย่างไร เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าชื่อของเรือใช้ตัวเลขแทน. และตัวเลขนั้นบ่งชี้ถึงขนาดของอาวุธปืน เช่น เรือ .๔๔ , เรือ .๔๕ ดัวนั้นในปีแรกที่เขาไปประจำอยู่ที่นั่นเมื่อมีการแข่งเรือประจำปีเขาจึงได้โอกาสหลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตัดสินด้วยคนหนึ่ง จึงสังเกตและถ่ายภาพเรือที่น่าสงสัยทุกลำ ซึ่งไปชุมนุมหรือร่วมแข่ง ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจเข้าแข่งเรือด้วย

ผลที่ติดตามมาหลังจากนี้ก็คือ พ.ต.ต.วสันต์ รู้ว่าเรือที่น่าสงสัยต่อที่อู่ไหน ทำหรือแต่งเครื่องยนต์ที่อู่ใด จึงรู้ธรรมชาติของเรือทุกลำ หากตำรวจขับเรือหางยาวไล่ตามจับเรือลำใดไม่ทันก็พอจะเดาได้ทันทีว่าน่าจะเป็นเรือของใคร หลังจากแก้ปัญหาภายนอก เรียกศรัทธาจากชาวบ้านกลับคืนมาได้แล้ว งานต่อไปก็คือแก้ปัญหาภายใน คือปัญหาของตำรวจเลวๆ บางคน การที่จะเปลี่ยนกำลังทั้งโรงพักนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนบางคน เขาจึงคัดเลือกตำรวจดีๆ มาทำงานกับเขาเพียง ๕ คน และติดต่อกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของนายตำรวจที่คิดว่าจะเป็นกำลังสำคัญของมือปราบดำเนินสะดวก
“คุณอยากได้ใคร?” ผู้บัญชาการถาม
“ร.ต.ท.เชิด ชูเวช”
ร.ต.ท.เชิด เป็นนายตำรวจ สำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เคยทำงานด้วยกันที่ห้วยขวาง

ตอนที่ ๑๔ #ตี๋ใหญ่▪️ดวลปืนลูกน้อง▪️เมื่อหาเหยื่อในท้องที่ไม่ได้ พ.ต.ต.วสันต์ ซึ่งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ พ.ต.อ.ถวิน เปล่ง...
12/08/2026

ตอนที่ ๑๔
#ตี๋ใหญ่

▪️ดวลปืนลูกน้อง▪️

เมื่อหาเหยื่อในท้องที่ไม่ได้ พ.ต.ต.วสันต์ ซึ่งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ พ.ต.อ.ถวิน เปล่งพานิช รองผู้บังคับการ ซึ่งเป็นหัวหน้ามือปราบเฉพาะกิจ จึงต้องออกตามล่าข้ามเขตท้องที่ วันหนึ่งมีสายไปบอกว่า #ตี๋ใหญ่ หลบไปนอนอยู่กับคนขายผลไม้ดองหลังโรงภาพยนตร์ปารีส พ.ต.ต.วสันต์หิ้วปืนอาก้าแต่งตัวนอกเครื่องแบบบุกข้ามพื้นที่เพื่อจับตี๋ใหญ่ เมื่อไม่พบที่นั่นเขาข้ามไปดูที่ สำเหร่ที่ป่าจากลำน้ำวัดเพลง เป็นบ้านเมีย ณรงค์หรือ #จุ่น_เหมะโยธิน ลูกน้องคนสำคัญตี๋ใหญ่ หากท่านเป็นพลเมืองดีคนหนึ่ง พักอาศัยอยู่ในละเเวกบ้านอันสงบเงียบ จู่ๆ ก็เห็นชายแปลกหน้า หน้าตาท่าทางเหี้ยมเกรียม ๒-๓ คนถืออาวุธร้ายไปป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ บ้านจะรู้สึกยังไง

ชาวบ้านแถววัดเพลงก็เช่นเดียวกัน พ.ต.ต.วสันต์ จับตี๋ใหญ่ไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ แต่ตัวเขากลับถูกจับเสียเอง ตำรวจจับตำรวจ ฝ่ายแรกอยู่ในเครื่องแบบฝ่ายหลังนอกเครื่องแบบ ดีแต่ พ.ต.ต.วสันต์ เคยอยู่นครบาลมาก่อน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุร้ายที่อาจทำให้หลายคนต้องเสียใจในภายหลังเกิดขึ้น แต่เขาก็ต้องไปพบ พล.ต.ต.วาที สุวรรณยิ่ง ซึ่งเป็น ผบก.น.ธนฯ ในขณะนั้น (ปัจจุบันเกษียณราชการไปแล้ว) พล.ต.ต.วาที รู้จัก พ.ต.ต.วสันต์ ดี
“เฮ้ย! ชาวบ้านเขาว่าลื้อเป็นคนร้าย”
พ.ต.ต.วสันต์ ยิ้มแห้งๆ แล้วอธิบายให้ฟังว่าเข้ากรุงเทพฯ ทำไม
“ลื้อถืออะไรเข้าไป?”
“อาก้าครับ”
พล.ต.ต.วาที หัวเราะ
“คนเขานึกว่าเป็นผู้ก่อร้าย หน้าตาลื้อให้เสียด้วยสิ”

นอกจากที่สำหร่แล้วเขาเคยยกกำลังไปตามล่าตี๋ใหญ่หลายแห่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตภูธร เช่นที่คุ้งน้ำวน จ.ราชบุรี แถวมหาชัย แม่กลอง และเขตติดต่อกับดำเนินสะดวกโดยรอบ แม้ พ.ต.ต.วสันต์ โชคพิชิต จะมิได้เป็นผู้เก็บตี๋ใหญ่ไปพบจุดจบ เนื่องจากตลอดเวลา ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๕) ที่เขาเป็น สารวัตรใหญ่ดำเนินสะดวกนั้น จากการใช้นโยบายปราบปรามอย่างเด็ดขาด ทำให้ตี๋ใหญ่ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ในเขต อ.ดำเนินสะดวกมากมาย (เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง) ไม่กล้าเหยียบเข้าดำเนินสะดวก จึงต้องไปหากินที่อื่น แล้วตี๋ใหญ่ก็เลือกกรุงเทพฯ จนกระทั่งพบจุดจบในที่สุด พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีตำรวจขณะนั้นได้ทำในสิ่งที่ท่านได้รับปากไว้กับ พล.ต.ท.จรัส เพ็งเจริญ ว่า
“หาใครสักคนไปทำให้ดำเนินฯ สงบ แล้วจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้”
เมื่อ พ.ต.ต.วสันต์ ทำให้ดำเนินสะดวกสงบได้ นายไม่เคยลืมสัญญา เขาจึงได้ย้ายไปเป็น สวญ.สภ.อ.โพธาราม จนกระทั่งบัดนี้

ส่วน พ.ต.อ.ถวิล เปล่งพานิช ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญอีกคนหนึ่งในการปราบปรามเหล่าร้ายในเขตภาค ๓ ต้องเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดายจากอุบัติเหตุการจราจร เขาเคยร่วมตามล่าตามล้างตี๋ใหญ่ จนกระทั่งสองฝ่ายต้องเสียชีวิต แต่หลังจากนั้นไม่นาน #ฉัตรชัย_เปล่งพานิช ลูกชายของนายตำรวจผู้นี้ก็ขันอาสารับบทตี๋ใหญ่ในภาพยนตร์โทรทัศน์ที่เคยสร้างความฮือฮามาแล้ว ฉัตรชัยเป็นตี๋ใหญ่ คนที่พ่อของเขาเคยล่า

หลังจากสมพรและพวกตัดลูกกรงห้องขัง สน.บางซื่อหลบหนีไปได้ ก็ไปพบตี๋ใหญ่ หันหน้าเข้าปรึกษากัน แล้วตัดสินใจที่จะอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องจากพลเมืองมากมีแหล่งที่จะหลบซ่อนมากมาย ผู้คนต่างคนต่างอยู่แบบตัวใครตัวมัน แม้แต่คนข้างบ้านก็ไม่รู้จักคิดว่าปลอดภัยกว่าต่างจังหวัด จึงแยกย้ายกันเช่าแฟลตอยู่ มิได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นที่ผิดสังเกต สำหรับตี๋ใหญ่นั้น เช่าห้องอยู่ที่แฟลตสันติสุขใกล้อนุสารีย์ชัยสมรภูมิและเพื่อมิให้เป็นพิรุธน่าสงสัย ตี๋ใหญ่จึงออกห้องพักทุกวันไปเช้าเย็นกลับเหมือนคนมีงานทำ ทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะแต่งตัวเรียบร้อยเช่นใส่เสื้อแขนยาวผูกไท หิ้วกระเป๋าเจมส์บอนด์ สวมแว่นตาเรย์แบนการพรางตัวของตี๋ใหญ่ได้ผล ไม่มีใครสงสัย ออกจากห้องพัก ตี๋ใหญ่ก็แวะไปหาสมุนตามบ้านหรือแฟลตนั่งคุยจนกระทั่งเย็นก็กลับ ที่กบดานของตี๋ใหญ่จะไม่ยอมให้ลูกน้องรู้ว่าตัวพักที่ไหน มีคนรู้เพียงคนเดียวซึ่งเป็นแขนขวาของเขา ซึ่งต่อมาภายหลังก็ได้ทรยศตี๋ใหญ่อย่างเจ็บแสบที่สุด การที่สมุนจะเข้าไปถึงตัวตี๋ใหญ่นั้นยาก แต่เขาจะต้องรู้ว่าจะพบลูกน้องได้ที่ไหน เครื่องทองรูปพรรณที่ได้จากการปล้นครั้งล่าสุด เมื่อขายแล้วมีเงินมากพอที่จะกบดานนานพอสมควร ด้วยเหตุนี้ตี๋ใหญ่จึงไม่สู้จะเดือดร้อนนัก แต่เมื่อหลายเดือนต่อไป กระเป๋าชักเบาขึ้น

วันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๒๐ ที่ สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเวลาเที่ยงคืน ร.ต.ท.สุพพัต พิศลยบุตร รอง สวส.สน.นางเลิ้ง(ปัจจุบันเป็น สวส.สน.สามเสน ยศ พ.ต.ต.) กับ ร.ต.ต.สุธีระ ปุณณะบุตร (ปัจจุบันเป็น สวส.สภ.อ.ตาคลี นครสวรรค์) เข้าเวรสอบสวนคู่กันผลัดดึกกำหนดออกเวร ๐๘.๐๐ น. วันเดียวกัน นายตำรวจทั้งสองมีสำนวนการสอบสวนอยู่ในมือมาก ดังนั้นเวรดึกซึ่งปกติมักจะไม่มีคดีใหม่เข้ามาหรือมีแต่น้อยมาก เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะสางคดีเก่า นายตำรวจทั้งสองมีสถานภาพทางครอบครัวต่างกัน ร.ต.ท.สุพพัตนั้นมีภรรยาแล้ว ภรรยาชื่อแพทย์หญิงชูศรี ซึ่งรับราชการโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ศิริราชและพยาบาลขณะนั้นกำลังเดินทางไปอบรมเพื่อสอบความรู้อเมริกันบอร์ดทางสาขาวิสัญญี(ยาสลบ) ที่เมืองลอสแองเจลลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาเขาจึงไม่ต้องห่วงบ้าน หากออกเวรแล้ว ถ้าต้องการอยู่ทำงานก็ไม่มีปัญหาที่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ส่วน ร.ต.ต.สุธีระ ยังไม่มีครอบครัว นั่นคือข้อได้เปรียบของตำรวจในแง่ที่ว่าสามารถอุทิศเวลาให้อะไรก็ได้ตามความพอใจของตน

ในระหว่าง ๘ ชั่วโมงที่รับผิดชอบเวรผลัดดึกนั้นไม่มีคดีเกิดขึ้นนายตำรวจทั้งสองจึงนั่งทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาประมาณบ่ายโมง สองนายตำรวจนั่งหยอกล้อเป็นการผ่อนคลายอิริยาบถในระหว่างหันหลังให้พิมพ์ดีดชั่วครู่ ทั้งสองแต่งตัวเหมือนๆ กัน ที่ตำรวจเรียกว่าชุดครึ่งท่อน คือกางเกงขายาวสีกากีคาดเข็มขัดตำรวจสวมเสื้อยืด ร.ต.ท.สุพพัต สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีเขียวขี้ม้า ส่วน ร.ต.ต.สุธีระ สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีขาว พ.ต.ต.เชาวลิต ชมะโชติ สวส.สน.นางเลิ้งในขณะนั้น (ปัจจุบัน เป็นรอง ผกก.น.๔ ยศพันตำรวจโท) ได้ให้ ร.ต.อ.ไพศาล ตั้งใจตรง ซึ่งเข้ารับหน้าที่เวรสอบสวนต่อจากนายตำรวจทั้งสองปัจจุบันเป็น สวส.สน.สำเหร่ มาเรียกไปพบ

ในห้องทำงานของ พ.ต.ต.เชาวลิต สองนายตำรวจเห็นหน้าชายคนหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่าเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ตะวันสยาม พ.ต.ต.เชาวลิต แจ้งให้ทราบว่านักข่าวผู้นี้ได้เห็น สมพร วรรณวงศ์ กับพวกอีก ๑ คน ซึ่งเป็นลูกน้องของตี๋ใหญ่และแหกห้องขัง สน.บางซื่อ เมื่อ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ กำลังยืนอยู่ริมถนนมหาชัย หน้าป้อมพระกาฬ ตรงข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมไทย
“คุณไปจับ” พ.ต.ต.เชาวลิต สั่งนายตำรวจทั้ง ๓ นาย
ได้ยินคำว่าตี๋ใหญ่จะประมาทไม่ได้ ขณะนั้น ร.ต.ท.สุพพัต และ ร.ต.ต.สุธีระ ต่างก็มีอาวุธปืนพกสั้นคนละกระบอก ของ ร.ต.ท.สุพพัต เป็นวอลเทอร์ ขนาด ๙ มม. ออโตเมติก กระสุนเต็มแม๊กกาซิน ๘ นัดของ ร.ต.ต.สุธีระ เป็นปืนสมิธแอนด์เวสสัน รีวอลเวอร์ ขนาด .๓๕๗ กระสุนเต็มลูกโม่ คำสั่งและไม่มีใครเกี่ยงทั้งๆ ที่รู้ว่าอันตราย แต่
“หมวด เร็ว เดี๋ยวมันหนี”
“เอ แถวนั้นมันท้องที่สำราญราษฎร์ ทำไมไม่บอกตำรวจที่นั่น ผมแต่งนอกเครื่องแบบเดี๋ยวจะยุ่งนะ ไปบอกตำรวจท้องที่ไม่ดีกว่าเหรอ” ร.ต.ท.สุพพัต พูดกันหลังจากออกพ้นประตูห้องสารวัตร แต่เขารู้ว่าไม่ได้ผล

สมพร วรรณวงศ์ หนึ่งในห้าที่หนีจากห้องควบคุม สน.บางซื่อ หลังจากซ่อนตัวอยู่พักหนึ่ง ก็ไปอาศัยญาติที่บางแค เขากบดานนิ่งอยู่เป็นเวลานาน มีเพียงบางครั้งที่ออกไปพบเพื่อนฝูง จนกระทั่งวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๒๐ เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. สมพรแต่งตัวออกจากบ้านญาติขึ้นรถเมล์ไปหานางฝอย ผู้เป็นแม่ซึ่งขายผลไม้สดที่ตลาดมหานาค สมพรคุยกับแม่ จนกระทั่งบ่ายโมงจึงลากลับ พบเพื่อนคนหนึ่งที่หน้าตลาด จึงได้ชวนไปบ้านญาติที่บางแคทั้งสองเดินจากมหานาคไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะไปขึ้นรถประจำทางที่ป้ายตรงป้อมพระกาฬ ถนนมหาชัยซึ่งมีรถสาย ๕๖ ไปถึงบางแค เขากับเพิ่ม เพื่อนคนนั้นยืนคอยอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งรถสาย ๕๖ หมายเลขทะเบียน รบ.๐๔๔๓๘ หมายเลขรถ ๒๑/๑๓๗ เข้ามาจอดป้าย ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๓.๒๐ น. เขาขึ้นไปนั่งแถวขวาหน้าสุดด้านหลังคนขับพอดี ส่วนเพิ่มนั่งด้านใน สมพรพาดแขนขวากับหน้าต่างขณะรถเครื่อนออกจากป้ายวิ่งไปตามถนนมหาชัย

ร.ต.ต.สุพพัต พิศลยบุตร กับ ร.ต.ต.สุธีระ ปุณณะบุตรกำลังเดินไปขึ้นรถนักข่าว ซึ่งในรถคันนั้นมีช่างภาพนั่งอยู่ก่อนแล้ว ๓ คน พบ ร.ต.อ.จำลอง บุณยะวัตร รอง สวส.สน.นางเลิ้ง อยู่ในชุดนอกเครื่องแบบเดินสวนมาพอดี
“เฮ้ย ไอ้ลอง มึงไปกับนักข่าวหน่อยสิวะผู้ต้องหาที่แหกห้องขังโรงพักบางซื่อมันอยู่หน้าเฉลิมไทย ชุดของกูครึ่งท่อนแบบนี้ไม่เหมาะแน่”
ร.ต.ท.สุพพัต พูดกับ ร.ต.อ.จำลอง ซึ่งสนิทสนมกันมาก
“เฮ้ย กูไม่เอา กูมีธุระ” ว่าแล้ว ร.ต.อ.จำลองก็เลี่ยงออกไป
“ไปเหอะ”
ร.ต.ต.สุธีระชวน เขาไม่อยากโอ้เอ้ในคดีที่มีนักข่าวเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยเพราะหากพลาดอาจโดนด่าในหน้าหนังสือพิมพ์ ร.ต.ท.สุพพัต เหลียวหาเพื่อนนายตำรวจ แต่โชคไม่ดีที่ไม่มีใครอยู่บนโรงพักอีก

ข้างฝ่ายนักข่าวซึ่งหวังจะทำข่าวเรื่องนี้ พยายามเร่งให้รีบเดินทาง เขาได้ทราบในภายหลังว่านักข่าวคนนี้มีญาติเป็นนายตำรวจประจำ สน.บางซื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายคนที่ต้องรับผิดชอบกรณีผู้ต้องหาหนีห้องขัง และหากติดตามจับมาได้บ้างจะช่วยบรรเทาโทษ นั่นคือข้อมูลเหตุจูงใจที่นักข่าวพยายามลากตัวนายตำรวจทั้งสองให้ได้

โดย : พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์

#นักเลงโต

ที่อยู่

Bang Kapi

เบอร์โทรศัพท์

0852113356

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วันวาน เก่าเก่าที่คิดถึงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์