โบราณ บอกเล่าเรื่องราวด้วยภาพถ่าย เกี่ยว

28/02/2026

สวัสดีทุกคน! 🌟 คุณสามารถสนับสนุนฉันด้วยการส่งดาวที่จะช่วยให้ฉันสร้างรายได้เพื่อสร้างเนื้อหาที่คุณชื่นชอบต่อไปได้ คุณสามารถส่งดาวให้ฉันได้ทุกเมื่อที่คุณเห็นไอคอนดาว!

วัดช้างใหญ่ ตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวมอญที่มีความสามารถพิเ...
23/08/2021

วัดช้างใหญ่ ตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เป็นวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวมอญที่มีความสามารถพิเศษในการเลี้ยงช้างฝึกถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช้างที่สำคัญคือ เจ้าพระยาไชยยานุภาพระวางสูงสุดที่เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

เดิมทีวัดช้างใหญ่มีชื่อเสียงว่าเกี่ยวข้องกับชาวมอญผู้เลี้ยงช้างศึกถวายพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาเอกราชของชาติ แต่เพิ่งจะมีการค้นพบใหม่ คือพระพุทธรูปอันเป็นศิลปะล้ำค่าหายาก อายุกว่า 600 ปี ที่วัดแห่งนี้เพิ่มขึ้นมาไม่นานมานี้ ด้วยชาวมอญในย่านนี้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ไทยด้วยการฝึกช้าง อันเป็นความชำนาญพิเศษมาช้านาน กระทั่งหัวหน้าชาวมอญผู้หนึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นจัตุลังคบาทควบคุมช้างศึก และได้เลื่อนยศเป็นทหารเอกแม่ทัพหน้าชนะศึกหลายครั้ง จนได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาราชมนู มีตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงเจ้าพระยาอัครมหาเสนาธิบดีสมุหกลาโหม โดยมีช้างที่สำคัญคือ เจ้าพระยาไชยยานุภาพ ระวางสูงสุดที่เจ้าพระยาปราบหงสาวดี เป็นช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเจ้าพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ ดังนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แรงกายแรงใจของชาวมอญและความสามารถของพระยาช้าง จึงได้สร้างวัดขึ้นและให้ชื่อว่า วัดช้างใหญ่ โดยจัดสร้างอนุสาวรีย์ช้างศึก เจ้าพระยาปราบหงสาวดี ซึ่งเป็นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมรูปของพระองค์ให้ประชาชนได้สักการะ และยังได้ชมวิหารหลวงพ่อโต สะท้อนสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งวาดตามขนบแบบอยุธยา คือด้านหลังพระประธานวาดภาพพระพุทธเจ้าผจญมาร ส่วนด้านที่มีหน้าต่างปรากฏภาพเทพชุมนุม ส่วนสถานที่สักการะยอดนิยมแห่งใหม่คือพระอุโบสถเก่า ซึ่งเมื่อ พ.ศ. 2554 บรรดาพระและสามเณรกำลังทำความสะอาดองค์พระภายในพระอุโบสถหลังเก่า เพื่อเตรียมจัดงานมหาสงกรานต์ เมื่อเช็ดทำความสะอาดพระพุทธรูปพระบริวารที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระประธาน พบว่าพระพุทธรูปปางมารวิชัยเนื้อปูนปั้น หน้าตัก 20 และ 29 นิ้ว ฝั่งซ้ายขวารวม 8 องค์ ประดิษฐานอยู่บนแท่นสูงราว 50 เซนติเมตร ทุกองค์ยิ้มมากน้อยต่างกันไป แต่ปากทาสีแดงสดทั้ง 8 องค์ สันนิษฐานว่าญาติโยมที่มาทำบุญปิดทองไหว้พระหลวงพ่อโตมาช้านาน คงปิดทองทับปากพระบริวารทั้ง 8 องค์ จึงไม่มีผู้ใดเคยเห็นปากพระพุทธรูปสีแดงนี้มาก่อน อันเป็นศิลปะของชาวมอญหรือพม่า ซึ่งจะนิยมทาปากสีแดงเป็นเอกลักษณ์ คาดว่าพระพุทธรูปทั้ง 8 องค์นี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 600 กว่าปีมาแล้ว

ที่ตั้ง : ตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

CR : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท)

Photo Grapher : Kitti Yamphochai / เพจโบราณ

ภาพลายไทยแบบต่างๆ วาดโดย นุชจรีย์ เมืองแตงลายไทยเกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุสำคัญให้ช่างหรือศิลปินปร...
21/04/2021

ภาพลายไทยแบบต่างๆ วาดโดย นุชจรีย์ เมืองแตง
ลายไทยเกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุสำคัญให้ช่างหรือศิลปินประดิษฐ์ลายไทยโดยได้แนวคิดมาจาก ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน แล้วนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายกนก ลายเปลวเพลิง ลายใบเทศ ลายพฤษชาติ ซึ่งเมื่อศึกษาถึงที่มาของลวดลายเหล่านั้น พบว่าบางส่วนมีการพัฒนาจากรูปดอกบัวหลากหลายชนิด อาทิ บัวหลวง บัวสัตตบงกช บัวสัตตบุษย์ และมีการพัฒนาจากลักษณะการเคลื่อนไหวของเปลวไฟที่มีความพลิ้วไหว จึงนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดลายไทยที่สวยงาม

แม้ว่าศิลปะไทยจะได้รับอิทธิพลจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย จีน ขอม เขมร แต่ช่างไทยก็สามารถนำไปพัฒนาลวดลายจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่มีความแตกต่างไปจากชาติตะวันตก คือ ศิลปะไทยแตกต่างไปจากศิลปะตะวันตกตรงที่ศิลปะตะวันตกนั้นเป็นแบบธรรมชาตินิยม แต่ศิลปะไทยจะดัดแปลงธรรมชาติไปตามคตินิยมที่คิดสร้างสรรค์จากปรัชญา (ความเชื่อในเรื่องสวรรค์นรก) ดังภาพพระแม่ธรณีบิดมวยผม

ภาพพระแม่ธรณีบิดผมมวย โดย Ljungkngs ที่มา : https://pixabay.com/en/mother-earth-squeeze-the-bun-1581680/
ภาพพระแม่ธรณีบิดผมมวย โดย Ljungkngs
ที่มา : https://pixabay.com/en/mother-earth-squeeze-the-bun-1581680/
ลวดลายไทยบางอย่างก็ได้จากธรรมชาติ ต้นไม้ หรือสัตว์ และการได้รับอิทธิพลความเชื่อเกี่ยวกับศาสนารวมถึงในด้านของไสยศาสตร์ ทำให้ลายไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับใช้สถาบันพุทธศาสนา และรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยนำไปใช้ประดับตกแต่งอาคารสถานที่หรือสถาปัตยกรรม เช่น โบสถ์ วิหาร ปราสาท พระราชวัง เครื่องนุ่งห่ม สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ทางด้านบ้านเรือนและสิ่งของเครื่องใช้มีหลายรูปแบบและถูกนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะลายไทยพื้นฐาน นอกจากนำมาประยุกต์ใช้งาน เกิดผลงานทางด้านการออกแบบสร้างสรรค์ในหลายสาขาต่างๆ แล้วยังเป็นการดำรงคุณค่าทางศิลปะ วัฒนธรรมของไทยให้ปรากฏแก่ผู้พบเห็นทั้งชาวไทยด้วยกันและชาวต่างชาติ

การศึกษาการวาดเส้นลายไทยจะแยกเป็นสองรูปแบบใหญ่ๆ คือ ลายไทย และจิตรกรรมไทย ซึ่งลายไทยที่เป็นลวดลายหลักสำคัญ ดังนี้

ลายกระหนก เป็นลายพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญของลายไทย มีพื้นฐานจากสามเหลี่ยมชายธง อาจมีตัวเดียว หรือหลายตัวก็ได้ มักมีฐานมุมแหลมหันไปทางเดียวกัน โดยมีขนาดและสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ลายกระหนกที่สำคัญ ได้แก่ กระหนกสามตัว กระหนกสามตัวเปลว
กระหนกสามตัว กระหนกสามตัวเปลว

ลายกระจัง เป็นลายพื้นฐานประเภทหนึ่งที่สำคัญของลายไทย รูปทรงคล้ายสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ต้นแบบลายนี้มาจากธรรมชาติ เช่น กระจังตาอ้อย ต้นอ้อย กระจังฟันปลา
กระจังฟันปลา กระจังตาอ้อย กระจังใบเทศ

กระจังปฎิญาณ กระจังคอเสื้อ

ลายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ลวดลาย “ลายช่อ” ที่มีรูปทรงพุ่ม ได้รับแรงบันดาลใจมาจากข้าวปั้นตีแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวตูมที่ใช้บวงสรวงบูชา นิยมนำไปใช้งานทางด้านที่เกี่ยวกับศาสนา
ลายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

ลายประจำยาม ลวดลายที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสตะแคง มีลักษณะคล้ายดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ดอกสี่ทิศ”
ลายประจำยาม

ลายกาบ เป็นลายที่กำเนิดลาย “ช่อลาย” โครงสร้างของลายนี้มาจากพืชพันธุ์ในส่วนที่เป็นกาบหุ้มตรงโคนหรือข้อ เช่น กาบของต้นไผ่ กาบต้นกล้วย
ลายกาบ

ลายนกคาบและนาคขบ มีลักษณะเป็นหน้าของนกหน้านาคที่เอาปากคาบลายตัวอื่นเอาไว้หรือมีลายช่ออื่นๆ ออกทางปาก ตำแหน่งของลายนกคาบจะอยู่ตรงข้อต่อที่จะเชื่อมก้านกันและกัน
ลายนกคาบและนาคขบ

“ลายไทย” งานประดิษฐ์กรรมในเชิงศิลปะชั้นสูงและสืบเนื่องมาแต่ครั้งโบราณกาลของไทย งานศิลปะที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยบ่งบอกถึงภูมิปัญญาของคนไทยหรือช่างไทย ใช้จินตนาการในเชิงสร้างสรรค์มีแบบอย่างเฉพาะตัว นับได้ว่าเป็นศิลปะและวัฒนธรรมอันมีค่าของชาติเป็นที่เชิดหน้าชูตา ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศว่า “ศิลปะลายไทยสวยงามไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่นั้น มักไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัสกับงานศิลปะไทยอย่างลึกซึ้ง อาจจะทำให้ศิลปะลายไทยค่อยๆ จางหายไป เพราะฉะนั้นเราควรรักษาและสืบสานศิลปะลายไทยไว้ให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป

บรรณานุกรม

เสน่ห์ ธนารัตน์สฤษดิ์. (2550). ศิลป์ลายไทย. กรุงเทพฯ : เฉลิมชัยการพิมพ์.

เศรษฐมันตร์ กาญจนากุล. (2535). เส้นสายลายไทย. กรุงเทพฯ : เฉลิมชัยการพิมพ์.

ภูทเรศษ์ พรมดี. (2014). ลายไทย. สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2562, จาก http://jtfud.blogspot.com/

ศิลวัฒ ชอบจิตต์. (ม.ป.ป). ลายไทย. สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2562, จาก https://sites.google.com/site/thailandsart/2

บ้านจอมยุทธ์. (2543). ศิลปะลายไทย. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2562, จาก https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/evolution_of_thai_art/05.html

บ้านจอมยุทธ์. (2543). ลักษณะของงานศิลปะไทย. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2562, จาก htmlhttps://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/
evolution_of_thai_art/02.html

nkstec. (มปป.). ลายไทย. สืบค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2562, จากhttp://www.nkstec.ac.th/UserFiles/File/information/laithai01.pdf

ภาพประกอบ

Ljungkngs. (ม.ป.ป). ภาพพระแม่ธรณีบิดผมมวย. ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2562 จาก https://pixabay.com/en/mother-earth-squeeze-the-bun-1581680/

วาดภาพลายไทยพื้นฐานทั้งหมด โดย นุชจรีย์ เมืองแตง เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2562

เรียบเรียงโดย นุชจรีย์ เมืองแตง นักศึกษาฝึกงานจาก มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาสารสนเทศศาสตร์ (สารสนเทศศาสตร์ศึกษา) ภาคการศึกษา 2/2562

วัดเจตวงศ์  ตำบลบางขะแยง อำเภอเมืองปทุมธานี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดร้างตั้งอยู่ใกล้กับพระอารามหลวงวัดชินว...
14/03/2021

วัดเจตวงศ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมืองปทุมธานี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดร้างตั้งอยู่ใกล้กับพระอารามหลวงวัดชินวราราม ซึ่งเดิมพื้นที่บริเวณวัดชินวรารามในอดีตครั้งแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเป็นที่ตั้งของวัด ๓ วัด ได้แก่ วัดมะขามใต้ วัดคลองควาย และวัดใน ซึ่งถูกทิ้งรกร้างมาตั้งแต่ครั้งเสียกรุงปีพุทธศักราช ๒๓๑๐

เมื่อชาวมอญได้อพยพมาพึ่งพระบรมโพธสมภารในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มาอยู่ที่สามโคกและได้รวมวัดร้างทั้งสามเป็นวัดเดียวกันเรียกว่า “วัดมะขามใต้” และต่อมา”พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์” สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงเปลี่ยนนามเป็น วัดชินวราราม ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ ส่วนวัดเจตวงศ์ ชุมชนชาวมอญที่อพยพมาอยู่ใหม่มีจำนวนน้อยไม่มีกำลังจะบูรณะปฏิสังขรณ์ได้จึงปล่อยให้รกร้าง ปัจจุบันทางกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะวัดเจตวงศ์ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง

หน้าบันปูนปั้นวัดเจตวงศ์ ญานด้านล่างเป็นลายหน้ากระดานประจำยามก้ามปูและปั้นเป็นแจกันมีต้นไม้ปักกิ่งและใบแผ่ออกเป็นลวดลายดอกพุดตาล มีสัตว์สิงกิ่งพฤกษา ทั้งลิง กระรอก นก เกาะกิ่ง วิ่งโลดแล่น ส่วนกลางหน้าบันปั้นเป็นรูปเทพนมบนฐานดอกบัวงดงาม

จิตรกรรมฝาผนังภาพพุทธประวัติปฐมสมโพธิตอนมารผจญ วาดไว้ในโบสถ์ตรงส่วนฝาผนังหุ้มกลองด้านหน้าลงพื้นด้วยสีแดงเขียนรูปพระพุทธเจ้านั่งบนรัตนบัลลังก์ ด้านซ้ายขวามีกองทัพพญามาร ยกทัพเข้าจู่โจมพระองค์ ตัวพญามารเป็นยักษ์มีกายสีเขียวขี่ช้าง นำไพล่พลหลายชาติ หลายภาษา เจ๊กจาม พราหมณ์ แขก ฝรั่ง ขี่เสือขี่สิงห์ กรุ้มรุมทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่ต้องพ่ายแพ้พระแม่ธรณีบีบมวยผม น้ำไหลบ่าท่วมแผ่นดิน เหล่ามารพ่ายแพ้หกล้มจมน้ำ ถูกปลาและจระเข้ เข้ากัดทำร้าย หนีตายกันสุดชีวิต

จิตรกรรมฝาผนังภาพอดีตพระพุทธเจ้า วาดไว้ที่ฝาผนังด้านข้างภายในโบสถ์เหนือกรอบหน้าต่างไปจรดคอสอง เขียนภาพอดีตพระพุทธเจ้านั่งเป็นแถวประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ดอกไม้ใบไม้ประดิษฐ์สวยงามด้านข้างองค์พระพุทธเจ้ามีสาวกนั่งประนมมือด้วยกริยาอันอ่อนน้อม ด้านข้างสาวกมีฉัตรทรงสูง ๓ ชั้น ตัวฉัตรนั้นทำด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ จะเขียนภาพอดีตพระพุทธเจ้าสลับกันต่อเนื่องเป็นแนวยาวตลอดฝาผนังโบสถ์ทั้งสองด้าน ภาพจิตรกรรมวัดเจตวงศ์นับเป็นศิลป์ที่มีคุณค่ายิ่งของจังหวัดปทุมธานีที่สร้างสรรค์ด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาของผู้คนในอดีต

วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใ...
27/12/2020

วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง บริเวณวัดค่อนข้างสงบ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก เป็นวัดที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจมาดูภาพจิตรกรรมที่ฝาผนังภายในวิหาร ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมันฝีมือของ "มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตร" โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับเรื่องพระราชพงศาวดารสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพเขียนที่มีความเหมือนจริงมีใบหน้า ร่างกายกล้ามเนื้อและสัดส่วนต่างตามสรีระของบุคคลจริง อันมีอิทธิพลมาจากตะวันตกและได้นำมาประยุกต์ใช้ในจิตรกรรมไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกในประเทศไทย

วัดสุวรรณดาราราม ตั้งอยู่ภายในกำแพงกรุงศรีอยุธยาทางทิศใต้ ริมป้อม เพชรตำบลหอรัตไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา บิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สร้าง “วัดทอง”ขึ้นใกล้กับบริเวณนิวาสถานเดิม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองก็ถูกพม่าทำลายกลายเป็นวัดร้างมานานถึง 18 ปี

ครั้นใน พ.ศ.2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกและสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแล้ว ต่อมาใน พ.ศ.2328 ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกใหม่ทั้งอาราม ในการปฏิสังขรณ์และการก่อสร้างครั้งนี้ กรมพระราชวังบวรมหาสุร สิงหนาท พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์และก่อสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ และหมู่กุฏิทั้งหมดด้วย เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จพระองค์ได้พระราชทานนามใหม่ตามชื่อของพระราชบิดา(ทองดี)และพระราชมารดา(ดาวเรือง)ว่า “วัดสุวรรณดาราราม”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต พระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมาแห่งราชวงค์จักรี ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ต่อมาเป็นลำดับ มีการก่อสร้างพระวิหารเจดีย์ กำแพงแก้ว และปูชนียสถานอื่นๆภายในพระอารามแห่งนี้ นับได้ว่าวัดสุวรรณดาราเป็นพระอารามแห่งราชวงศ์จักรีโดยแท้ และเป็นวัดที่สวยงามมีสง่าน่าชมยิ่งนัก

พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ สิ่งที่สวยงามสะดุดตาก็คือ หลังคาพระอุโบสถประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ หน้าบันทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายกนกเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปิดทองประดับกระจกตลอด เฉพาะคันทวยที่ประดับรับเชิงชายคาพระอุโบสถทุกตัว ได้แกะสลักเป็นรายนกพันรอบทวย ลวดลายอ่อนช้อยงดงามยิ่งนักรูปทรงพระอุโบสถภายนอกเป็นรูปทรงเรือสำเภาซึ่งนับเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่ยังเหลือไว้ให้ได้ศึกษาภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธานซึ่งจะลองขยายส่วนจากพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระแก้วมรกต (พระแก้วมรกต) วัดพระศรีรัตนศาสดารามรูปทรงงดงาม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบเหนือพระรัตนบัลลังก์ที่ประดับกระจกสีด้านซ้าย และขวาเป้นที่ประดิษฐานนพดลมหาเศวตรฉัตรเพดานพระอุโบสถเป็นไม้จำหลักลายดวงดาราบนพื้นสีแดง ลงรักปิดทองประดับกระจกตรงกลางเป็นดาวประธาน ล้อมรอบด้วยดาวบริวาร 12 ดวง ภายในกรอบย่อมุมไม้สิบสองวิหารมีลักษณะเป็นอาคารเครื่องก่อ ด้านหลังมีเจดีย์ใหญ่ โครงสร้างพระวิหารเหมือนกับอุโบสถแต่ไม่มีคันทวย และหน้าบันเป็นรูปช้างเอราวัณยืนแท่น ทูนแว่นฟ้า บนพานมีฉัตร 5 ชั้นภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลหะลงรักปิดทอง มีเรือนแก้วแบบเรือนแก้วพระพุทธชินราช แต่เป็นจำหลักเขียนสีปิดทองสิ่งสำคัญภายในวัดซึ่งถือว่ามีคุณค่าควรแก่การดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี นั้นก็คือภาพจิตรกรรมฝาฝนังในพระอุโบสถ และพระวิหาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเขียนเรื่องพุทธประวัติ ไตรภูมิ ทศชาติชาดก การลำดับภาพคือฝาผนังด้านข้างแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนเหนือขอบหน้าต่าง เขียนภาพเทพชุมนุม 2 ชั้นชั้นละ 16 องค์ ชั้นบนเป็นรูปเทพ ชั้นล่างเป็นรูปเทพและยักษ์ซึ่งเทพชั้นนี้ถือเป็นเทพชั้นต่ำสุดเทพทุกพระองค์พนมมือหันหน้าไปทางองค์พระประธานภาพส่วนล่าง ที่ห้องภาพระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเรื่องทศชาติชาดกส่วนฝาผนังด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย มีขนาดใหญ่เต็มผนัง

วัดไชยวัฒนารามวัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เ...
17/12/2020

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือนครละแวกโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด

วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมาหลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์

วัดพระยาแมน (วัดพญาแมน)เป็นวัดร้างตั้งอยู่บนเนินดินสูงกลางทุ่งนาในเขตตำบลคลองสระบัว พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่าเป...
17/12/2020

วัดพระยาแมน (วัดพญาแมน)

เป็นวัดร้างตั้งอยู่บนเนินดินสูงกลางทุ่งนาในเขตตำบลคลองสระบัว พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่าเป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชาโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่หมดทั้งวัดเมื่อปี พ.ศ. 2235 เนื่องจากเป็นวัดที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ก่อนครองราชย์ภายในวัดประกอบด้วยพระอุโบสถขนาดใหญ่เป็นอาคารสำคัญของวัด จากผลการขุดตรวจพบว่าพระอุโบสถหลังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นได้สร้างครอบทับอยู่บนอาคารขนาดเล็กมีการเจาะช่องแสงที่ผนังแทนการทำหน้าต่าง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระอุโบสถหลังเดิมของวัดก่อนที่จะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยของพระองค์ ทางด้านหลังของพระอุโบสถเป็นเจดีย์ฐาน 8 เหลี่ยม ซึ่งน่าจะเป็นเจดีย์ประธานของวัดในสมัยแรกสร้าง ต่อมาภายหลังจึงได้มีการสร้างมุขทางด้านหลังของพระอุโบสถปิดทับเจดีย์ประธาน ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นงานปฏิสังขรณ์ในราวสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

พระอุโบสถวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหารวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ที่หัวเกาะบางปะอิน ตำบลบ้...
17/12/2020

พระอุโบสถวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร

วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ที่หัวเกาะบางปะอิน ตำบลบ้านเลน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และพระราชวังบางปะอิน

สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระเจ้าปราสาททองในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี พ.ศ 2175 ตรงบริเวณที่เป็นเคหสถานเดิมของพระราชชนนีของพระองค์ และได้รับการบูรณะในยุครัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5

พระอุโบสถภายในวัดแห่งนี้ เป็นพระอุโบสถที่งดงาม ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปหินทรายปูนปั้น 7 องค์ ได้แก่ พระวิปัสสีสิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคตมะ พร้อมด้วยพระสาวกอีก 4 องค์ ภายในพระอุโบสถปรากฏภาพเขียนพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าทั้ง 7 พระองค์ ที่ฝาผนังทุกด้านอย่างงดงาม แม้ว่าภาพเขียนบางส่วนจะลบเลือนไปด้วยกาลเวลาที่ล่วงผ่านมานาน และความชื้นที่ขึ้นมาจากใต้ดิน ส่วนที่เป็นหน้าต่างได้รับการบูรณะใหม่จากทางกรมศิลปากร ให้ดูงดงามตามรูปแบบเดิม

เมื่อเข้าไปยังภายในพระอุโบสถ จะสัมผัสได้ถึงความเย็น แม้เวลาที่เข้าไปด้านในจะเป็นช่วงบ่ายก็ตาม บรรยากาศภายในเงียบสงบ ไม่ค่อยมีผู้คนเข้ามากราบไหว้มากนัก

เป็นพระอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมผสานกับจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ได้อย่างงดงาม เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่น่ามาเยี่ยมเยือนและศึกษาศิลปะในยุคสมัยโบราณ

ที่อยู่

Ban Lam Luk Ka
12150

เบอร์โทรศัพท์

+66619569229

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โบราณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์