Salam Kenal

Salam Kenal DiBPer adalah cerita-cerita yang ditempuhi dan dinakmati di balik perjalanan, karena dibalik foto indah terdapat cerita yang mengenangkan.

(travel backs-แบกกล้องท่องเที่ยว)

25/06/2021

19 สัญญาณ “คู่แท้”
1. ได้เป็นตัวของตัวเอง - คุณกล้าที่จะเปิดเผยข้อเสียของคุณให้อีกฝ่ายรับรู้ ทั้งคุณและเขาก็ไม่ได้เรียกร้องให้อีกฝ่ายเปลี่ยนตัวเอง แต่พยายามปรับตัวเข้าหากัน
2. มีความรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ - เมื่ออยู่ด้วยกันคุณจะรู้สึกมีความสุข ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่รู้สึกอึดอัด ไม่เครียด
3. มีความไว้ใจซึ่งกันและกัน - คุณจะไม่รู้สึกหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะแอบไปมีใคร มั่นใจได้ว่าเขาจะซื่อสัตย์ต่อคุณ
4. อยากใช้เวลาร่วมกัน - ต่างฝ่ายต่างรู้สึกอยากใช้เวลาร่วมกัน โดยไม่ต้องร้องขอ
5. คุณมองเห็นอนาคตร่วมกัน - คุณมีการวางแผนร่วมกันว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่ จะมีลูกกี่คน จะใช้ชีวิตคู่อย่างไร
6. คุณมีเป้าหมายในชีวิตเหมือนกัน - คุณทั้งสองต้องการอะไรที่เหมือน ๆ กัน รวมถึงทัศนคติการใช้ชีวิตต่าง ๆ ที่ตรงกัน
7. อยู่ด้วยแล้วรู้สึกมั่นคงปลอดภัย – แม้ว่าจะเจอเรื่องราวอะไร คุณจะรู้สึกว่าเขาสามารถปกป้องคุณได้
8. อยู่ข้างเมื่ออ่อนแอ - คุณรู้สึกมั่นใจได้ว่าเขาจะไม่มีวันไปไหน เขาจะอยู่กับคุณเสมอ แม้ในวันที่แย่ที่สุด
9. ยอมรับข้อเสียของกันและกันได้ - คุณรู้สึกว่าข้อเสียของอีกฝ่ายเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคุณ
10. ขอบคุณกันและกันเสมอ – คุณจะรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตของกันและกัน ขอบคุณกับทุกสิ่งที่ทำให้กัน
11. กล้าที่ปรึกษาปัญหากับอีกฝ่าย – คุณสามารถที่จะเล่าปัญหา ไม่ว่าจะเล็ก หรือ ใหญ่ ให้อีกฝ่ายฟัง โดย อีกฝ่ายจะไม่รังเกียจ หรือ รำคาญ
12. คุณเคารพครอบครัวของกันและกัน - คุณและเขาต่างก็เคารพสมาชิกในครอบครัวของกัน ให้เกียรติพ่อแม่ และสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ
13. มีความคิดถึงกัน เมื่อต้องห่าง – คุณจะรู้สึกไม่อยากห่างจากอีกฝ่ายเลย คิดถึงทุกครั้งเมื่อต้องจาก
14. รู้สึกหลงใหลกัน – คุณทั้งคู่รู้สึกหลงใหลในกันและกัน อยากสัมผัส อยากกอด อยากใกล้ชิด ซึ่งไม่ใช่รู้สึกเฉพาะตอนแรกที่คบกันเท่านั้น
15. เคารพพื้นที่และเวลาส่วนตัว - แม้จะรัก คิดถึง และอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันสักแค่ไหน แต่คุณสองคนก็เข้าใจในพื้นที่และเวลาส่วนตัวของกันและกัน
16. คบกันแล้วรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น – การคบกันของคุณและเขา ทำให้ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องหน้าที่การงาน สุขภาพ และอื่น ๆ
17. สามารถอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ - แม้ว่าคุณและเขาจะไม่มีเรื่องคุยกัน แต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ โดยไม่รู้สึกอึดอัด และกลับรู้สึกอบอุ่น
18. ต่างฝ่ายต่างอยากให้อีกฝ่ายมีความสุข – ต่างฝ่ายต่างทำเพื่อกัน เพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุข
19. ไม่รู้สึกว่าอยากคบใครอีก - แม้จะมีหนุ่มหล่อสาวสวยเพียบพร้อมสักแค่ไหนเข้ามา คุณจะไม่รู้สึกหวั่นไหว เพราะไม่มีใครทดแทนเขาได้

28 USHUL DAKWAH, SILAKAN CEK APA ADA YANG SALAH?Dalam usaha dakwah perlu diperhatikan tertib-tertib dakwah atau ushul da...
08/10/2019

28 USHUL DAKWAH, SILAKAN CEK APA ADA YANG SALAH?

Dalam usaha dakwah perlu diperhatikan tertib-tertib dakwah atau ushul dakwah. Dakwah yang tidak dilaksanakan dengan tertib tidak akan menyatukan ummat, tetapi dakwah akan dilaksanakan menurut hawa nafsu dan kepentingan tertentu. Hasilnya ummat akan terpecah belah. Ushul Dakwah ada 28, yaitu :

4 Perkara yang diperbanyak :

1. Da'wah Illallah
2. Ta'lim Wata'alum
3. Zikir lbadah
4. Khidmat

4 Perkara yang dikurangi :

1. Masa makan dan minum
2. Masa tidur dan istirahat
3. Keluar masjid
4. Bicara yang sia-sia

4 Perkara yang harus dijaga :

1. Jaga taat kepada Amir
2. Jaga amalan ijtima-i dibandingkan amalan infirodi
3. Jaga kehormatan masjid
4. Sifat sabar dan tahan uji

4 Perkara yang ditinggalkan :

1. Mengharapkan kepada makhluk, dan mengharap hanya kepada Allah
2. Meminta kepada makhluk, dan meminta hanya kepada Allah
3. Memakai barang orang lain tanpa izin
4. Sifat boros dan mubadzir

4 Perkara yang tidak boleh disentuh :

1. Masalah politik (dalam dan luar negeri)
2. Masalah khilafiyah(perbedaanpendapat mahzab/ulama)
3. Aib masyarakat
4. Sumbangan, pangkat, status dan jabatan

4 Perkara yang dijauhkan :

1. Merendahkan
2. Melihat kekurangan/mengkritik
3. Membandingkan
4. Tidak menolak dan tidak menerima secara langsung

4 Pihak yang dihargai/didekati :

1. Ahli Da'wah (mubaligh)
2. Ahli Ilmu (Kyai, Ustadz, Santri, dsb)
3. Ahli Dzikir (thariqot)
4. Ahli pengarang kitab (penulis buku, majalah, artikel, dsb).

PENJELASAN 4 PERKARA YANG DIPERBANYAK..

Dakwah Illallah, terbagi 4 :

1. Dakwah Umumi
2. Dakwah Khususi
3. Dakwah Ijtima'i
4. Dakwah Infirodi

Ta 'lim Wata'alum, terbagi 4 :

1. Ta'lim Kitabi
2. Halaqah tajwid Al Qur'an
3. Mudzakarah 6 Si fat Sahabat
4. Mudzakarah Usul Da'wah

Dzikir Ibadah, terbagi 4 :

1. Shalat sunnat
2. Tilawah Al Qur'an
3. Dzikir pagi petang
4. Do'a masnunah

Khidmat, terbagi 4 :

1. Khidmat kepada Amir
2. Khidmat kepada Jama’ah
3. Khidmat kepada makhluk
4. Khidmat infirodi (diri sendiri)

8 Amalan Ijtima'i (Berjamaah) :

1. Musyawarah
2. Ta'lim
3. Jaulah
4. Bayan
5. Khidmat
6. Makan (ta'am)
7. Tidur
8. Safar(perjalanan)

8 Amalan infirodi (individu) :

1. Dakwah infirodi minimal 25 kali
2. Qiyamul Lail dan shalat sunnat lainnya
3. Baca Al Qur'an minimal satu juz
4. Dzikir pagi- petang
5. Do'a masnunah
6. Jaga fikir dari fikir dunia
7. Jaga mata dan jasad dari pandangan maksiat
8. Jaga hati dari lintasan penyakit hati (ujub, takabur, riya. dsb)

Pentingnya Ushul Dakwah adalah apabila ushul dakwah dilaksanakan maka hati menjadi lembut. Apabila hati menjadi lembut akan mudah tawajjuh kepada Allah subhaanahuu wa ta’aalaa. Apabila tawajjuh kepada Allah subhaanahuu wa ta’aalaa do'a akan terkabul. Apabila do'a terkabul pertolongan Allah subhaanahuu wa ta’aalaa akan datang. Apabila pertolongan Allah subhaanahuu wa ta’aalaa datang maka Agama Islam akan kuat (berjaya).

Tanda kuatnya amalan Islam pada ummat manusia adalah hidup didasari kasih sayang, s**a tolong menolong dan saling membantu dalam perkara keduniaan apalagi perkara agama (keakhiratan). Nampak dalam kehidupan bermasyarakat saling bersilaturrahim dan bermusyawarah dalam setiap urusan.

Jauh dari sifat iri hati, dengki, hasud dan pertengkaran. Ummat dalam keadaan satu hati dan kasih sayang sehingga datang pertolongan Allah..

Insya Allah semua siap amal....!!

Thanks to Mujahid Ameer Khaaleed

Pray for Newsiland
16/03/2019

Pray for Newsiland

ครบรอบ 110 ปี สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909: แสวงหาข้อมูลใหม่กับเรื่องเก่าสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 นั้นว่ากันว่ามีผลต่อรากเ...
10/03/2019

ครบรอบ 110 ปี สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909: แสวงหาข้อมูลใหม่กับเรื่องเก่า

สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 นั้นว่ากันว่ามีผลต่อรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้

สนธิสัญญานี้ลงนามกันไว้ระหว่างสยามและอังกฤษหรือเกรทบริเตนเมื่อ 10 มี.ค. 2452 ผลของมันคือทำให้มีการแบ่งดินแดนมลายูกันระหว่างสองฝ่าย ด้านหนึ่งคือดินแดนที่ถูกผนวกรวมเข้าเป็นประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน อีกด้านหนึ่งคือพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ที่อยู่กับไทยในเวลานี้การทำสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นไปท่ามกลางความไม่พอใจของสยามและมลายู แต่ด้วยเหตุผลที่ไปกันคนละทาง

จนถึงบัดนี้เงื่อนไขของเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจัดทำสนธิสัญญาฉบับนี้ยังคงเป็นหัวข้อที่ทำให้มีการศึกษา จัดทำรายงานและมีการโต้แย้งกันหลายประเด็น ในกลุ่มของคนเชื้อสายมลายูมีคำถามว่า เหตุใดสยามและอังกฤษจึงแบ่งแยกดินแดนของพวกเขาโดยไม่ถามความสมัครใจของพวกเขาแต่อย่างใด ส่วนงานเขียนของไทยหลายชิ้นมองว่าสนธิสัญญาฉบับนี้มันคือการถูกบีบให้ยอมเสียดินแดน

จึงมีงานของนักวิชาการไทยจำนวนมากอธิบายเงื่อนไขที่ทำให้ไทยต้องตัดสินใจยอมทำสนธิสัญญาซึ่งเห็นกันว่าเป็นการ “ยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่” แม้แต่ในเวบไซต์ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดลก็อธิบายเรื่องนี้ไว้เช่นกัน อีกด้าน มีงานเขียนของชาวต่างประเทศที่อธิบายที่มาและที่ไปของการจัดทำสนธิสัญญา และก็มีเสียงคนจากในพื้นที่ เช่นเวบไซท์ที่รณรงค์ประเด็นเชิงประวัติศาสตร์อีกไม่น้อยที่อธิบายการกระทำของสยามและอังกฤษในเวลานั้นว่าเป็นการดำเนินการตามลำพัง และเป็นต้นตอให้เกิดปัญหาความขัดแย้งยาวนานในสามจังหวัดภาคใต้

ในบรรดางานที่หลากหลาย มีงานอย่างน้อยสองชิ้นที่น่าสนใจ ชิ้นหนึ่งเป็นผลงานวิทยานิพนธ์สาขาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตของฐนพงษ์ ลือขจรชัย เรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อการตกลงพรมแดนในดินแดนมลายูระหว่างสยามและอังกฤษในสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1909” ออกมาในปี 2560 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อธิบายเงื่อนไขของเหตุการณ์โดยเฉพาะจากมุมมองของฝ่ายสยามเอาไว้อย่างน่าสนใจ ว่าปัจจัยที่ทำให้สยามบรรลุถึงการตัดสินใจเช่นนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเรื่องของการรักษาภาพลักษณ์ที่สยามเชื่อว่าจะมีผลต่อการต่อสู้ในทางการเมืองระหว่างสยามกับเจ้าอาณานิคมตะวันตกในเวลานั้น กับประเด็นเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่สยามต้องการอย่างยิ่งที่จะให้มีการยกเลิก สองอย่างนี้ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สยามตัดสินใจดังกล่าว

งานอีกชิ้น เป็นหนังสือของ Tom Marks ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ White Lotus ในปี 1997 เรื่อง The British Acquisition of Siamese Malaya (1896-1909) เป็นความพยายามอธิบายจากมุมมองของทั้งสยามและอังกฤษ งานทั้งสองชิ้นมีรายละเอียดหลายประการที่น่าสนใจทีเดียว ทั้งในความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับอังกฤษ และระหว่างอังกฤษและสยามกับเจ้าเมืองมลายู

งานสองชิ้นนี้อธิบายเจตนาของอังกฤษไว้คล้ายกันว่าอังกฤษไม่ได้ต้องการจะขยายดินแดนมากเท่ากับต้องการรักษาโอกาสของตนในอันที่จะแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากดินแดนนี้ แต่การที่สยามไม่สามารถตอบสนองได้ อาจจะเพราะไม่อาจบริหารจัดการดินแดนนี้ได้อย่างจริงจัง เพราะความห่างไกลทั้งทางการสื่อสารและความเข้าใจต่อพื้นที่ ได้กลายเป็นสิ่งที่ลดทอนความสามารถในการจัดการ หนังสือของทอม มาร์คส์มีข้อมูลระบุว่า อังกฤษเคยเสนอที่จะเข้าบริหารดินแดนนี้โดยจ่ายค่าเช่าเป็นรายปีเป็นเวลา 25 ปีเพราะเชื่อว่าจะทำรายได้ให้ได้มากกว่าที่อยู่กับสยาม แต่สยามไม่รับพิจารณา (หน้า 21)

ข้อมูลอันหนึ่งที่มักมีผู้นำไปพูดผิดเนืองๆ คือเรื่องของสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 ที่หลายคนบอกว่า สนธิสัญญานี้เป็นสนธิสัญญาลับ

สนธิสัญญาฉบับนี้มิใช่สนธิสัญญาลับแต่ประการใด ข้อตกลงที่ลับคืออนุสัญญาลับระหว่างเกรทบริเตนและสยาม ปี 1897- Secret Convention between Great Britain and Siam ซึ่งสองฝ่ายลงนามกันไว้เมื่อ 6 เม.ย. 1897 ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้สยามยอมตกลงว่าจะไม่ยกดินแดนด้านล่างจาก “เมืองบางตะพาน” (Muang Bang Tapan) ให้ใคร อังกฤษจะช่วยเหลือสยามหากมีประเทศอื่นพยายามยื่นมือเข้ายึดครองดินแดนดังกล่าว และข้อความสำคัญประการสุดท้าย คือสยามจะไม่ให้สิทธิพิเศษแก่ใครโดยที่ไม่ได้รับการยินยอมจากอังกฤษ (หน้า 14) อนุสัญญาลับนี้ได้รับการยกเลิกไปเมื่อทั้งสองฝ่ายทำสนธิสัญญาแองโกลสยาม 1909 แต่คาดว่าเพราะการมีข้อตกลงนี้ จึงมีข้อมูลว่า เวลานั้นสยามลำบากใจในการติดต่อกับอีกหลายๆชาติ เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดอังกฤษจึงได้สิทธิพิเศษเข้าไปทำกิจกรรมด้านเศรษฐกิจในดินแดนทางใต้มากกว่าชาติอื่น

เมื่อดูภาพรวมแล้วจะพบว่า การเข้าสู่ภูมิภาคนี้ของประเทศตะวันตกและการเข้าสู่คาบสมุทรมาลายูของอังกฤษนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองการปกครองในพื้นที่อย่างมากไม่ใช่แค่เพียงปรากฎการณ์ของการผนวกดินแดนเท่านั้น แต่กระนั้นปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่แบบของสยามที่หนังสือและงานวิชาการพูดถึง จะเห็นได้ว่าบางเรื่องยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

งานสองชิ้นนี้จึงอาจจะเพิ่มเติมข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ในพื้นที่ในประเด็นนี้ให้มากขึ้นได้


#10มีนา2452
#สนธิสัญญาแองโกลสยาม1909

ก็อปจาก fp: NOTES

Perjalanan  dalam kegelitaan     Setiap orang mempunyai cita-cita tersendiri.. termasuk aku.    Aku juga punya cita-cita...
21/12/2018

Perjalanan dalam kegelitaan

Setiap orang mempunyai cita-cita tersendiri.. termasuk aku.
Aku juga punya cita-cita walaupun masih awang-awang
Di belakangku ada yang namanya cerita yang membis**an tidak ada siapa pernah mendengarnya.
Aku berjalan di jalanku sambil membawa cerita dan harapan itu. Berjalan dengan semangat dan harapan semuanyapun menjadi quat dan indah walau terkadang juga menempuhi rintangan yang begitu tajam dan amat berat.
Tapi Bila semua yang aku harapkan hancur di depan mataku .. semua itu kembali semula seperti sebelum ku langkah menuju ke lapangan .. semuanya malah menjadi menakutkan, mengusir, menghambatkan bahkan menentang dan menutupi jalan sehingga tidak ketemu jalan keluar...
Lampu! Lampu! Di mana Lampu! Aku bertanya di manakah lampu? Aku botoh kamu aku tidak bisa berjalan tanpa bantuan darimu. Tolong dekatilah aku kerana terkadang aku tidak tahu bahwa sumu yang sudah terhangus dan tenggelam di dalam tanah juga bisa kembali menyalakan api yang akan terpadam ini .. aku mohon kemarilah dan kembalilah kepadaKu ..



Shutter: Kawae Gu
Cr. fb: kanung Namsakun

บทสนทนาธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาSF:     เธอจงอย่าเดิมตามหลังฉัน เพราะฉันอาจมอง       เธอไม่เห็น.   และเธอจงอย่าเดินนำหน้าฉัน เ...
19/05/2018

บทสนทนาธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

SF: เธอจงอย่าเดิมตามหลังฉัน เพราะฉันอาจมอง เธอไม่เห็น. และเธอจงอย่าเดินนำหน้าฉัน เพราะฉันอาจตามเธอไม่ทัน. แต่เธอจงเดินข้างฉัน และเป็นเพื่อนชีวิตที่ดีเดินเคียงข้างกัน.

SH: ฉันจะเดินนำหน้าเธอ เพื่อเป็นผู้นำให้กับเธอ. ฉันจะเดินตามหลังเธอ เพื่อคอยมองความสำเร็จของเธอ. และฉันจะเดินเคียงข้างเธอ ในวันที่เธอมืดมนมองไม่เห็นทาง.

SF: ไม่ว่าจะข้างไหนก้อตาม ขอแค่เคียงกันก้อพอ

SH: ไอย๋าาาา 😉😜😁

#ความทรงจำ #ยินดีที่ได้รู้จัก

Rizqi bukan hanya berbentuk uang,  tetapi juga berupa teman ..ริสกีนั้นไม่จำเป็นต้องเป้นเงินทองเสมอไป แต่เพื่อนที่ดีก้อค...
28/04/2018

Rizqi bukan hanya berbentuk uang, tetapi juga berupa teman ..

ริสกีนั้นไม่จำเป็นต้องเป้นเงินทองเสมอไป แต่เพื่อนที่ดีก้อคือริสกีเหมือนกัน....

Cr. Pak Johan


#ยินดีที่ได้รู้จัก

Salam Kenal!   #ประวัติของปืนใหญ่ พญาตานี อาจจะยาวไปสักนิด แต่ก็เป็น อีกข้อมูลหนึ่ง ซึ่งเราควรได้รับรู้ถึงเรื่อง ราวประว...
18/03/2018

Salam Kenal!



#ประวัติของปืนใหญ่ พญาตานี อาจจะยาวไปสักนิด แต่ก็เป็น อีกข้อมูลหนึ่ง ซึ่งเราควรได้รับรู้ถึงเรื่อง ราวประวัติศาสตร์อดีตกาล...!"!

★พญาตานี ปืนใหญ่ใส่อดีตอันรุ่งเรืองของ กษัตริยาแห่งปาตานี★

"พญาตานี" ปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และตั้งแสดงในตำแหน่งประธานของกลุ่มปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหม มีอายุเก่าแก่ราว400 ปี เป็นภาพ สะท้อนความรุ่งเรืองของรัฐปาตานีใน ีอดีต ที่ครั้งหนึ่งถูกปกครองโดยราชินี ผู้หญิงที่สามารถนำบ้านเมืองต่อต้าน การรุกรานจากอาณาจักรใหญ่อย่าง กรุงศรีอยุธยาได้ และยังสามารถนำพารัฐเปิดประตูการค้ากับนานาประเทศได้ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา

ปาตานีเป็นชุมชนโบราณที่มีหลักฐานย้อนหลังไปถึงพุทธศตวรรษที่ 6 และค่อยๆ พัฒนาจากชุมชนชายฝั่งทะเล กลายเป็นรัฐที่มีความมั่งคั่งและมั่นคง เนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญในเส้นทางการค้าทางทะเลโบราณ ซึ่งมาจากทุกทิศทุกทางของโลก ตั้งแต่ยุโรป อินเดีย เปอร์เซีย จีน ญี่ปุ่น และชวา

จนกระทั่งกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ปาตานีก็พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งมีเมืองโกตามะลิฆัย (Kota Mahligai) เป็นเมืองหลวง แต่ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งทะเล ทำให้หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ คือ "ปะตานี" ซึ่งอยู่ติดริมชายฝั่ง มีเรือสินค้ามาจอดแวะค้าขายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นจุดที่มีลำน้ำเชื่อมต่อไปยังลังกาสุกะได้สะดวกกว่า ทำให้เมืองโกตามะลิฆัยค่อยๆ หมดความสำคัญลง จนต้องย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ปัตตานีแทน ไม่เพียงเท่านั้นชื่อของปัตตานียังเพิ่มความสำคัญจนกระทั่งไม่มีใครพูดถึงลังกาสุกะอีกต่อไป เรื่องราวการเกิดของปัตตานีปรากฏอยู่ในตำนานหลายสำนวนแตกต่างกันออกไป แต่ทุกตำนานมีโครงเรื่องที่จะอธิบายที่มาของคำว่า "ปาตานี" แทบทั้งสิ้น

#ตำนานเมืองปาตานี
ตำนานเรื่องหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์เมืองโกตามะลิฆัย พระนามว่าพญาตู นักปา (Tu Nakpa) เสด็จมาล่าสัตว์บริเวณป่าแถบชายทะเลปาตานี แล้วทรงเห็นว่าเป็นที่เหมาะสมที่จะสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ที่นี่ จึงสั่งเกณฑ์ผู้คนจากโกตามะลิฆัยมาสร้างเมืองและพระราชวังขึ้น แล้วสั่งย้ายผู้คนมาอยู่ที่เมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่อาศัยของชายชราชาวมลายูชื่อเอนชิค ตานี (Encik Tani) แต่คนทั่วไปเรียกกันว่าปะตานี หรือเจ๊ะ ตานี เมืองนี้จึงตั้งชื่อขึ้นตามชาวประมงชราผู้นี้

บางสำนวนก็ว่า พญาตู นักปา ติดตามรอยเท้าสัตว์มาถึงชายทะเล ผู้ติดตามทูลว่ารอยเท้าสัตว์ได้หายไปที่หาดแห่งนี้ คำว่า "หาดแห่งนี้" ตรงกับภาษามลายูว่า "ปะตานี" เพี้ยนมาจาก "ปันตัยอินี"
เรื่อง "หาดแห่งนี้" ยังปรากฏสำนวนแตกต่างออกไปอีก คือพระองค์มหาวังษา (พระเจ้ากรุงโรม) ทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสไปครองเมืองต่างๆ เหลือแต่พระธิดาที่ยังหาเมืองไม่ได้ จึงเสี่ยงทายด้วยการใช้ช้างศักดิ์สิทธิ์ ขี่ไปหาเมืองใหม่ ขณะมาถึงชายหาดแห่งหนึ่งก็เห็นกระจงเผือกวิ่งผ่านหน้าแล้วหายไป พระธิดาจึงสั่งให้ทหารออกติดตาม เมื่อทรงถามว่ากระจงหายไปทางไหน เหล่าไพร่พลก็ชี้มือไปทางชายหาด แล้วทูลพร้อมกันว่า "ปันตัยอินี" (หาดแห่งนี้)

ตำนานเมืองปัตตานียังมีอีกหลายสำนวนที่ว่าด้วยที่มาของคำนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานที่มาของ "ปาตานี" ในทางภาษาอีกหลายๆ ทาง เช่นมาจาก "ธานี" หมายถึงเมืองใหญ่ริมสมุทร "ปะฏานี" ในภาษาอาหรับ ที่หมายถึงนักปราชญ์ "ปตานี" ในภาษาบาลี สันสกฤต หมายถึงหญิงครองเมือง และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากภาษามลายู "ปะตานี" หมายถึงชาวนา

#เปลี่ยนจากพุทธเป็นอิสลาม
แต่เดิมชาวปาตานีได้รับอิทธิพลจากอินเดียมีวัฒนธรรมแบบฮินดู และนับถือพุทธนิกายมหายาน จนต่อมาในสมัยพญาตู นักปา จึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ตำนานเมืองปัตตานีกล่าวถึงมูลเหตุที่ชาวปาตานีเปลี่ยนศาสนาว่าพญาตู นักปา หรือราชาอินทิรา (Raja Intira) ทรงพระประชวร ป่วยเป็นโรคเรื้อนรักษาไม่หาย บรรดาหมอหลายคนมาถวายการรักษาก็ไม่เป็นผล จนกระทั่ง เชค ซาฟียุดดิน (Sheikh Safiuddin) ชาวมุสลิม ซึ่งอพยพมาจากเกาะสุมาตรา อาสาที่จะถวายการรักษา แต่มีข้อแม้ว่าหากรักษาหายแล้ว ราชาอินทิราต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ปรากฏว่า เชค ซาฟียุดดิน สามารถรักษาจนหายได้ แต่ราชาอินทิราไม่ทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้ ทำให้โรคเก่ากำเริบขึ้นอีก เชค ซาฟียุดดิน ต้องมารักษาให้ใหม่ ราชาอินทิราก็ไม่ทรงรักษาสัญญาอีก เป็นอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งครั้งที่ 4 จึงทรงยอมกระทำตามสัญญาที่ให้ไว้

หลังจากนั้นศาสนาอิสลามก็ได้เผยแผ่จากราชสำนักลงไปสู่ชาวปาตานี เชค ซาฟียุดดิน ได้รับแต่งตั้งเป็น ดาโต๊ะซะรี รายา ฟากิฮฺ ส่วนราชาอินทิราทรงเปลี่ยนพระนามเป็นสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ (Sultan Ismail Syah) มีการสั่งให้ทำลายพุทธสถาน พุทธรูป เทวรูป และสร้างมัสยิดขึ้นแทน และถือว่าสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ พระองค์นี้คือกษัตริย์แห่งรัฐปาตานีพระองค์แรก ครองราชย์ระหว่างปี 2043-2073
ส่วนข้อสันนิษฐานที่อาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ บ่งชี้ว่าเหตุผลหนึ่งที่ปาตานีเปลี่ยนศาสนามาเป็นอิสลามนั้น อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากมะละกา ซึ่งขณะนั้นอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามีอำนาจครอบคลุมไปถึงมะละกา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นรัฐอิสลาม ถือโอกาสในระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาติดพันสงครามทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ จึงทำการแข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นต่อรัฐบาลกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป

ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงมีพระบรมราชโองการให้ส่งกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา และเกณฑ์ทัพจากหัวเมืองปักษ์ใต้ไปตีมะละกา ตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่า "ศักราช 817 กุญศก แต่งทัพให้ไปเอาเมืองมลากา" แต่การศึกครั้งนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุการณ์ตามพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ นี้ เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 1998 ซึ่งใกล้เคียงกับเวลาครองราชย์ของราชาอินทิราคือระหว่างปี 2012-2057
ทางด้านกองทัพมะละกา เมื่อสามารถต่อต้านกองทัพสยามได้สำเร็จ ก็ส่งกองทัพเข้าตีหัวเมืองใหญ่น้อยของสยามกลับคืน ได้ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี และรุกรานปัตตานีเข้าทำลายพระพุทธรูป และศาสนสถาน ไปจนหมดสิ้น ราชาอินทิราจึงต้องยอมผ่อนตามมะละกา หันมานับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่บัดนั้น

#ปาตานีกับสยาม
ปัตตานีมีความสัมพันธ์กับสยามในสมัยอยุธยาในฐานะประเทศราช ซึ่งมีธรรมเนียมต้องส่ง "บุหงามัส" หรือดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้ทุกๆ ปี แต่อย่างไรก็ดีอำนาจรัฐของกรุงศรีอยุธยาก็ไม่อาจแผ่ขยายไปยังหัวเมืองไกลโพ้นอย่างปัตตานีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครั้งใดที่กรุงศรีอยุธยาประสบปัญหาทางการเมือง หรือติดพันศึกสงคราม ประเทศราชที่มีความพร้อมทั้งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างปัตตานีก็จะมองหาความเป็นอิสระในทันที

ด้วยเหตุนี้ทำให้ปาตานีกับสยามต้องมีเหตุให้ทำสงครามกันอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งสุลต่านเมืองปัตตานีถึงกับนำทหารบุกพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งขณะนั้นสยามกำลังติดพันศึกอยู่กับหงสาวดี เหตุการณ์ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ดังนี้

#(ศักราช ๙๒๕) "ครั้งนั้นพระญาศรีสุรต่านพระญาตานีมาช่วยการเศิก พระญาตานีนั้นเปนขบถ แลคุมชาวตานีทั้งปวงเข้าในพระราชวัง ครั้นแลเข้าในพระราชวังได้เอาช้างเผือกมาขี่ยืนอยู่ ณ ท้องสนาม แล้วจึงลงช้างออกไป ณ ทางตะแลงแกง แลชาวพระนครเอาพวนขึงไว้ต่อรบด้วยชาวตานีๆ นั้นตายมาก แลพระญาตานีนั้นลงสำเภาหนีรอดไป" ส่วนในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ลงความไว้คล้ายกัน แต่มีรายละเอียดมากกว่า

#(ศักราช 911) "ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุลต่าน ยกทัพเรือหย่าหยับสองร้อยลำเข้ามาช่วยราชการสงคราม ถึงทอดอยู่หน้าวัดกุฏีบางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย พระยาตานีศรีสุลต่านได้ทีกลับเป็นกบฎ ก็ยกเข้าในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้ตัว เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดีมุขมนตรีพร้อมกันเข้าในพระราชวัง สะพัดไล่ชาวตานีแตกฉานลงเรือรุดหนีไป ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงก็ออกไปเชิญเสด็จ สมเด็จพระมหาจักพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศมหาสถาน"
พระยาตานีคนนี้คือ สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ (Sultan Muzafar Syah) พระราชโอรสของสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ แต่เรื่องราวของพระองค์ในเอกสารของทางฝ่ายปัตตานีกล่าวไว้ต่างกัน คือสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ เคยเสด็จไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสยาม แต่ฝ่ายสยามต้อนรับไม่สมพระเกียรติ จึงเสด็จกลับปัตตานีด้วยความน้อยพระทัย ต่อมาเมื่อทราบว่าสยามติดพันสงครามอยู่กับหงสาวดี จึงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา บุกเข้าพระราชวังได้ แต่กษัตริย์สยามหนีออกมาทัน ไปหลบอยู่ที่เกาะมหาพราหมณ์ แล้วจึงรวบรวมกำลังเข้าตีตอบโต้ กองทัพปัตตานีต้องถอยร่นออกมาถึงปากอ่าว สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับ พระศพถูกฝังไว้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าว
สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ พระองค์นี้มีความสำคัญคือเป็นผู้สร้างมัสยิดกรือเซะ ซึ่งมีตำนานบางเรื่องกล่าวพาดพิงไว้ว่าเป็นฝีมือช่างคนเดียวกับที่สร้างปืนพญาตานี!

#บัลลังก์เลือด
ลำดับวงศ์ในราชวงศ์ "ศรีวังสา" มีกษัตริย์ (ชาย) มาก่อน 5 พระองค์ ก่อนจะเข้าสู่ยุคของราชินี (กษัตริย์หญิง) อีก 3 พระองค์

#กษัตริย์พระองค์แรกคือ สุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ ครองราชย์ระหว่างปี 2043-2073 ผู้ทรงสถาปนารัฐปาตานีเป็นนครรัฐอิสลามในชื่อว่า "ปาตานี ดารุสสลาม" (Patani Darus Salam) อันหมายถึงนครแห่งสันติ

#กษัตริย์พระองค์ที่สองคือ เป็นพระราชโอรสของสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ คือสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ กษัตริย์ผู้โจมตีกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ระหว่างปี 2073-2107

#ลำดับที่ 3 คือสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ (Sultan Mansur Syah) ครองราชย์ระหว่างปี 2107-2115 โอรสองค์ที่ 3 ของสุลต่านอิสมาเอล ชาห์ ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเชษฐา แม้ว่าสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ จะมีโอรสที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อก็ตาม แต่ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ได้ทรงสั่งเสียกับบรรดาพระราชวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ ว่าให้ยกราชสมบัติให้กับปาติก สยาม โอรสของสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ แทนโอรสของพระองค์เอง จึงเป็นต้นเหตุแห่งบัลลังก์เลือดของปาตานี

สุลต่านปาติก สยาม (Sultan Patik Siam) ครองราชย์ระหว่างปี 2115-2116ได้พระนาม "สยาม" เพื่อเป็นที่ระลึกว่า พระบิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ที่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นสุลต่านปาติก สยาม ยังอยู่ในพระครรภ์ของพระมเหสี แต่สุลต่านปาติก สยาม ซึ่งขณะครองราชย์มีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา ก็ถูก "พี่ชายต่างมารดา" คือราชาบามบัง (Raja Bambang) ลอบปลงพระชนม์ด้วยเหตุริษยา ส่วนราชาบามบังเองก็ถูกล้อมจับและถูกปลงพระชนม์เช่นเดียวกัน

ผู้สืบทอดบัลลังก์ปาตานีองค์ต่อมาคือ สุลต่านบาฮาดูร์ ชาฮ์ (Bahadur Syah) โอรสของสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ ครองราชย์ระหว่างปี 2116-2127 แต่แล้วก็ถูกพระเชษฐา คือราชา บีมา (Raja Bima) โอรสของสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ ที่เกิดจากพระสนม ลอบปลงพระชนม์ ส่วนราชา บีมา ก็ถูกจับ และถูกปลงพระชนม์เช่นกัน

ปาตานี ดารุสสลาม นครแห่งสันติ เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมต่อเนื่องกันเช่นนี้ ถึงกับทำให้หมดผู้สืบบัลลังก์ฝ่ายชาย ปัตตานีในสมัยต่อจากนี้จึงถูกปกครองโดย "กษัตริยา" ต่อเนื่องกันถึง ๔ พระองค์ ในระยะเวลา 67 ปี ซึ่งเป็นยุครุ่นเรือนที่สุดของปาตานี

#นางพญาตานี
ีราชินีปาตานี 3 พระองค์แรกคือ ราชินีฮีเยา (Raja Hijau) ราชินีบีรู (Raja Biru) และราชินีอูรู (Raja Ungu) ทั้ง ๓ พระองค์เป็นพี่น้องกัน และสืบราชสมบัติต่อเนื่องกัน ส่วนราชินีพระองค์สุดท้ายเป็นราชธิดาของ ราชินีอูรู มีพระนามว่าราชินีกูนิง (Raja Kuning) เอกสารบางฉบับระบุว่าราชินีฮีเยา บีรู และอูรู เป็นราชธิดาของสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ แต่บางฉบับระบุว่าเป็นราชธิดาของสุลต่านบาฮาดูร์ ชาฮ์
แต่เอกสารจากบันทึกของบริษัทอีสต์อินเดีย ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2165 ได้กล่าวถึงราชินีเมืองปาตานีในขณะนั้นว่า

"ปาตานีเป็นอาณาจักรโบราณ แต่โดยปกติจะต้องถวายเครื่องราชบรรณาการแก่พระเจ้ากรุงสยาม ในขณะนั้นมีสตรีผู้หนึ่งเป็นผู้ครองนคร สตรีผู้นี้เป็นราชธิดาของผู้ครองเมืองปัตตานีองค์ก่อน ผู้ครองปัตตานีได้ถึงแก่พิราลัยได้ประมาณ 30 ปีมาแล้ว แม้ว่าผู้ครองนครจะเป็นสตรีก็ตาม

อ้างอิง
เพจ ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานี

Salam Kenal! Mungkin dari teman-teman sudah tahu bapak ini,  yang setiap pagi datang ke rumah dengan sapa "Mbak beli ika...
15/03/2018

Salam Kenal!


Mungkin dari teman-teman sudah tahu bapak ini, yang setiap pagi datang ke rumah dengan sapa "Mbak beli ikan!"..😂 hhh

Iya beliau adalah seorang pengusaha di desa Plosokandang Kec.Kedungwaru Kab.Tulungagung Jawa Timur INDONESIA.
Beliau digelar dengan panggilan "Pak Hari"
Beliau mempunyai 4 keturunan (anak) dan 1 istri 😁
Pekerjaan tetap beliau sekarang adalah Penjual Ikan.
Setiap malam Pak Hari berangkat ke Pasar pantai Prigi untuk membeli ikan, yang mana jam keberangkatannya tidak tetap, kadang jam 3 malam, kadang jam 2 bahkan jam 1 malam pun pernah ada yang penting matanya sudah tutup (tidur), katanya tergantung bulannya yang saya juga tidak paham bagaimana cara menghitungnya hehehe.
Beliau pernah mencerita kepada saya (eh apa saya yang nanya ya hhh): "Dulu sebelum saya bekerja jualan ikan, saya pernah bangkrut 2 kali. ketika itu Saya bekerja jualan tahu yang mana tahu itu saya sendiri yang punya pabrik pembuatan tahu, tidak berapa lama harga tahu jatuh ketika itu harganya sangat murah sekali, dan akhirnya saya bangkrut. Setelah bangkrut dari jualan tahu, saya ganti lagi pekerjaan tetapi hasilnyapun tidak jauh beda dengan pengusahaan pertama, bangkrut lagi nih 😣 Kendati demikian, saya tidak pernah menyerah dan tetap saja saya mencari pekerjaan lain untuk mencari penghasilan sekalipun hasilnya sedikit saya harus berusaha karena saya sudah mempunyai keluarga kecil yang sedang menunggu saya di rumah. Dan Karena jatuh Bangun adalah biasa bagi Pengusaha, yang penting bekerja" kata Pak Hari.

Terimakasih bapak Hari, kisah hidupnya sangat memotivasi.
Semoga bapak selalu dimurahkan rezeki dan diredhai Allah SWT. Amin

Salam Kenal Wau Bulan! #ว่าว บูหลัน" ในฮิกายัตปาตานี...!";มีเรื่องเล่าในฮิกายัตปาตานีเกี่ยวกับ"ว่าวบูหลัน" ที่มีการเล่าต...
12/03/2018

Salam Kenal
Wau Bulan!

#ว่าว บูหลัน" ในฮิกายัตปาตานี...!";

มีเรื่องเล่าในฮิกายัตปาตานีเกี่ยวกับ"ว่าวบูหลัน" ที่มีการเล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองและความหวังในการสร้างชาติขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่เสียเอกราชให้กับสยามในปี 1786

เรื่องราวเกี่ยวกับว่าวบุหลันนั้น ได้มีการเล่าเรื่องราวออกมาในหลายมิติและหลายความหมาย แต่ในที่นี้ แอดมินจะขอกล่าวในมิติที่ไม่ค่อยมีใครกล้าเล่าในที่สาธารณะ แต่กลับมีการเล่าต่อกันมาอย่างต่อเนื่องและลับๆตลอดมา ซึ่งแอดมินเองก็ได้ฟังจากผู้เฒ่าในหลายๆหมู่บ้านที่กล่าวถึงความเป็นว่าวบูหลัน

ว่าวบูหลันนั้น จะมีความพิเศษอยู่ที่วงกลมคล้ายดวงจันทร์ ซึ่งอยู่ระหว่างลำตัวและหางของว่าว ผู้เฒ่าคนหนึ่งเล่าว่า ว่าวบูหลันเปรียบเสมือนธงชาติปาตานีที่ถูกชักขึ้นไปบนฟ้า แทนที่ธงชาติปาตานีที่ถูกดึงลงมาหลังพ่ายแพ้สงครามให้กับสยาม ซึ่งจะมีการชักว่าวบูหลันขึ้นสู่ฟ้าในทุกๆปี เพื่อแสดงถึงความหวังที่จะให้มีการสร้างชาติขึ้นมาใหม่อีกครั้งและแสดงถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของปาตานี จุดเด่นของธงปาตานีคือ จะมีดวงจันทร์อยู่ที่ธงเหมือนกับว่าวบูหลัน ที่มีดวงจันทร์อยู่ด้วยเช่นกัน

บางฮิกายัตก็เล่าว่า ตือราชู ตีฆอ (เชือกทั้งสาม) ของว่าวบูหลันนั้น หมายถึง ศาสนา ชาติพันธุ์ และมาตุภูมิ

บางก็เล่าว่า ตือราชู ตีฆอ หมายถึง คนแก่ เด็กๆ และเยาวชน โดยสองตือราชูที่อยู่ด้านหน้าคือ คนแก่และเด็กๆ โดยมีหนึ่งตือราชูที่อยู่ด้านหลังทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางการขึ้นของว่าว

หมายเหตุ : ฮิกายัต หมายถึงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีการระบุถึงที่มาของเรื่อง แต่กลับมีการเล่าต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง จากรุ่นสู่รุ่น

Cr. กลุ่มไลน์กลุ่มหนึ่ง

Address

Kedung Tumpang Pucanglaban Kab.Tulungagung
Tulungagung

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Salam Kenal posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share

Category