เลาอยากเขียน

เลาอยากเขียน blockdit : เลาอยากเขียน

เขียนบทความที่ไม่เรื่อยเปื่อย มีทั้งบทความเหตุการณ์ปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ นิทาน นวนิยาย

Battle of Coral sea - ยุทธศาสตร์ Vs ยุทธวิธี และการถอดบทเรียนจากสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นในยุทธนาวีดังกล่าวหลังจากเหตุการณ์ที่เพ...
08/05/2026

Battle of Coral sea - ยุทธศาสตร์ Vs ยุทธวิธี และการถอดบทเรียนจากสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นในยุทธนาวีดังกล่าว

หลังจากเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ จักวรรดิญี่ปุ่นได้แผ่ขยายอาณาเขตออกไปอย่างมหาศาล ทางด้านทิศตะวันออกครอบคลุมครึ่งหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ทางด้านทิศตะวันตกครอบครองพม่า เมืองท่าและเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ของจีน ส่วนทางเหนือครอบครองดินแดนแมนจูเรีย เกาะซาฮาลินตอนใต้ ส่วนทางใต้ยึดได้ทั้งหมด สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนิเซีย ซึ่งพื้นที่เหล่านี้คือแหล่งทรัพยากรและพลังงานที่สำคัญที่สุดที่ช่วยเหลือหล่อเลี้ยงอุคสาหกรรมและเครื่องจักรสงครามของญี่ปุ่น

แม้ว่าพื้นที่จะขยายออกไปจนกว้างขวาง แต่ลึก ๆ ในใจแล้วญี่ปุ่นก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะบริเวณทวีปออสเตรเลีย ซึ่ง ณ ตอนนั้นออสเตรเลียได้กลายเป็นฐานทัพและกองบัญชาการส่วนหน้าของนายพลแม็คอาเธอร์ (Douglas MacArthur) ที่กำลังวางแผนโจมตีโต้กลับญี่ปุ่นในอนาคต ทางญี่ปุ่นเองเคยมีการประชุมหารือเรื่องแผนการบุกยึดครองออสเตรเลียมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 1942 โดยแผนการดังกล่าวได้ถูกตีตกไปเพราะเนื่องจากกองทัพบกมองว่าแผนดังกล่าวต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล ซึ่ง ณ ตอนนั้นกองทัพบกก็กำลังติดพันสงครามในจีนและพม่า หากต้องดึงกองกำลังออกมาจากทั้ง 2 แนวเพื่อมายึดออสเตรเลียอาจทำให้แนวรบดังกล่าวอ่อนแอลงจนอาจถูกโต้กลับได้

ด้วยเหตุนี้ทางเลือกเดียวที่จะทำให้ออสเตรเลียยอมจำนนหรือหมดสภาพที่จะต่อต้านญี่ปุ่นได้คือการปิดล้อมและตัดเส้นทางการขนส่งระหว่างออสเตรเลียกับสหรัฐฯ ซึ่งแผนนี้มีชื่อว่า “ปฏิบัติการ MO”กับ “ปฏิบัติการ FS” หากปฏิบัติการทั้งคู่ประสบความสำเร็จออสเตรเลียจะถูกตัดขาดทันที อาจทำให้ออสเตรเลียต้องยอมจำนนหรือถอนตัวออกจากสงครามเพราะไม่มีการสนับสนุนทางด้านทรัพยากรจากสหรัฐฯ และประเทศไม่สามารถแบกรับภาระจากการเป็นฐานทัพให้สหรัฐฯ เป็นเวลานานได้

ดังนั้น เพื่อให้เป้าหมายโดดเดี่ยวออสเตรเลียสำเร็จลุล่วง ญี่ปุ่นจึงเริ่มดำเนินปฏิบัติการ MO ในวันที่ 29 เมษายน 1942 ซึ่งได้ยึดเกาะทูลากิไว้ใช้สำหรับเป็นฐานทัพของเครื่องบินทะเลเพื่อสอดแนมพื้นที่รอบ ๆ และสหรัฐฯ ในเวลานั้นเริ่มดักฟังและจับทางการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นได้บ้างแล้วจึงส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน (Task Force 17) ซึ่งบัญชาการโดย พลเรือตรี แฟรงค์ แจ็ค แฟลตเชอร์ ได้ส่งฝูงบินโจมตีใส่เกาะทูลากิ เพื่อทำลายเครื่องบินน้ำรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นเตรียมสร้างฐานทัพไว้ ทำให้ขีดความสามารถในการสอดแนมของญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก

การโจมตีของแฟลตเชอร์ทำให้ญี่ปุ่นรู้แล้วว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ อยู่ในบริเวณนี้ จึงได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 5 ซึ่งประกอบไปด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินโชคาคุ และซุยคาคุ ออกตามล่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ซึ่งทั้ง 2 กองเรือได้ปะทะกันจริง ๆ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1942 ผลจากการปะทะในครั้งนั้นญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินเบาโชโฮ 1 ลำ เรือโซคาคุได้รับความเสียหายจนเครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ เครื่องบินสูญเสียไปทั้งหมด 92 ลำ ในขณะที่สหรัฐฯ สูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ เล็กซิ่งตัน (CV-2) เรือบรรทุกน้ำมันและเรือพิฆาต 1 ลำ แม้จะเป้นการรบที่ใช้เวลาเพียง 1 วัน แต่ก็สามารถทำให้กองเรือจากทั้ง 2 ชาติหันหัวเรือกลับในสภาพที่สะบักสะบอม

วิเคราะห์ผลการรบ ใครแพ้ - ใครชนะ?

จากการวิเคราะห์ของหลาย ๆ ฝ่ายหลังจากการสู้รบที่ทะเลคอรัลจบลง ได้ข้อสรุปว่า

ฝั่งญี่ปุ่นได้ "ชัยชนะทางยุทธวิธี" เพราะถ้าเทียบน้ำหนักกันเพียวๆ การแลกเรือขนาดเล็กอย่าง “โชโฮ” กับเรือระดับซูเปอร์คลาสอย่าง “เล็กซิงตัน” ถือว่าญี่ปุ่นกำไรมหาศาล แต่ญี่ปุ่น “พ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” เพราะกองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียความสามารถในการรบทางอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการสนับสนุนและคุ้มครองการยกพลขึ้นบกที่เมืองพอร์ตมอร์สบี การสูญเสียความสามารถดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ ซึ่งก็คือการยึดพอร์ตมอร์สบีเพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเป็นฐานบัญชาการส่วนหน้าเพื่อโดดเดี่ยวและตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงระหว่างสหรัฐฯและออสเตรเลียได้ และการที่เรือบรรทุกเครื่องบินสองพี่น้องอย่างโชคาคุและซุยคาคุหมดสภาพลงจากกการบดังกล่าวทำให้กองกำลังที่จะใช้โจมตีมิดเวย์ลดลงไปถึง 1 ใน 3

มาดูที่ฝั่งสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าจะ “พ่ายแพ้ทางยุทธวิธี” อย่างการสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดยักษ์อย่าง “เล็กซิงตัน” พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพิฆาตอย่างละลำ แต่สหรัฐฯ ก็ได้ “ชัยชนะทางยุทธสาสตร์” ด้วยการหยุดยั้งไม่ให้ญี่ปุ่นบุกยึดเมืองพอร์ตมอร์สบีได้ด้วยการทำลายขีดความสามารถทางอากาศของญี่ปุ่น ด้วยการจมเรือบรรทุกเครื่องบินเบา “โชโฮ” ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันทางอากาศให้กับกองเรือลำเลียงพลขึ้นบก และการเข้าปะทะกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินของญี่ปุ่นทำให้ขีดความสามารถในการครองอากาศของญี่ปุ่นถูกทำลายจนไม่สามารถดำเนินปฏิบัติการต่อไปได้ ทำให้ออสเตรเลียรอดพ้นจากปฏิบัติการโดดเดี่ยวและตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของญี่ปุ่น และยังคงทำหน้าที่ฐานทัพหลักของสหรัฐฯ ต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรที่ใช้ในระหว่างนี้อีกด้วย

ถอดบทเรียน - เราได้รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับยุทธนาวีครั้งนี้

ยุทธนาวีทะเลคอรัล (Battle of the Coral Sea) เป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดในประวัติศาสตร์การทหาร เพราะมันคือ "จุดเปลี่ยน" ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการรบทางเรือไปตลอดกาล นี่คือการถอดบทเรียนสำคัญของทั้งสองฝ่ายที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างมหาศาลในสมรภูมิถัดไป

บทเรียนฝั่งสหรัฐอเมริกา: "นวัตกรรมและการปรับตัว"
สหรัฐฯ เข้าสู่สมรภูมินี้ในฐานะ "รอง" แทบทุกด้าน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาได้ชัยชนะทางยุทธศาสตร์คือ:

ความสำคัญของข่าวกรอง (Intelligence is King): บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดคือการที่สหรัฐฯ สามารถ ถอดรหัสลับ (JN-25) ของญี่ปุ่นได้ ทำให้ฝ่ายที่เสียเปรียบด้านจำนวน สามารถ "ดักซุ่ม" (Ambush) ในตำแหน่งที่ถูกต้องได้ นี่คือรากฐานที่นำไปสู่ชัยชนะที่มิดเวย์

ความเหนือชั้นของระบบกู้ภัย (Damage Control): ความแตกต่างระหว่างการจมของเล็กซิ่งตันและการรอดตานยของยอร์กทาวน์สอนให้สหรัฐฯ รู้ว่า "การออกแบบเรือและการฝึกลูกเรือกู้ภัย" สำคัญพอๆ กับอาวุธ สหรัฐฯ เริ่มติดตั้งระบบตัดการจ่ายน้ำมันการบิน (Avgas) ที่รวดเร็วขึ้น และฝึกให้ลูกเรือทุกคนเป็น "พนักงานดับเพลิง" ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นที่ใช้หน่วยกู้ภัยเฉพาะทางเพียงไม่กี่คน

การบูรณาการกำลังรบ (Joint Operations): สหรัฐฯ เริ่มเรียนรู้การประสานงานระหว่างกองเรือ (Carrier Force) กับเครื่องบินลาดตระเวนจากบก (Land-based aircraft) แม้ในศึกนี้จะยังสับสนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นบทเรียนในการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังที่ครอบคลุมมากขึ้น

บทเรียนฝั่งญี่ปุ่น: "ความชะล่าใจและระบบที่เทอะทะ"
ญี่ปุ่นเข้าสู่สมรภูมิด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม (Victory Disease) แต่กลับทิ้งบทเรียนที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ไว้มากมาย

ความอันตรายของความเชื่อมั่นเกินเหตุ (Overconfidence): ญี่ปุ่น "เชื่อ" รายงานของนักบินที่ว่าจมเรืออเมริกาได้หมด โดยไม่มีการตรวจสอบย้อนกลับ (Double-check) ทำให้ประเมินกำลังศัตรูต่ำเกินไปในศึกต่อๆ มา นี่คือบทเรียนเรื่อง "Confirmation Bias" ในการบริหารจัดการระดับสูง

ระบบการบังคับบัญชาที่แยกส่วน (Fragmented Command): ญี่ปุ่นแบ่งกองเรือเป็นหลายส่วน (Mobile Force, Covering Group, Invasion Force) โดยที่แต่ละส่วนอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้เมื่อเรือโชโฮถูกโจมตี กองเรือหลักไม่สามารถมาช่วยได้ทัน บทเรียนคือ "การรวมกำลังรบ (Concentration of Force)" เป็นสิ่งจำเป็นในยุคของเรือบรรทุกเครื่องบิน

ทรัพยากรบุคคลทดแทนไม่ได้ (The Pilot Attrition): ญี่ปุ่นเสียเครื่องบินไป 92 ลำ แต่ที่เสียหายหนักกว่าคือการเสีย "นักบินระดับหัวกะทิ" ญี่ปุ่นไม่มีระบบหมุนเวียนนักบินเก่งๆ กลับไปเป็นครูฝึก ทำให้เมื่อเสียยอดฝีมือไปแล้ว คุณภาพของกองทัพก็ดิ่งลงเหวทันที ต่างจากสหรัฐฯ ที่ดึงนักบินมือหนึ่งกลับไปสร้างคนรุ่นใหม่

บทเรียนร่วม : “รุ่งอรุณแห่งยุดการรบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน”
สมรภูมินี้สอนบทเรียนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้ทั้งโลกเห็นว่า:

เรือประจัญบานหมดสมัยแล้ว: การรบที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นหน้ากันด้วยสายตา แต่สู้กันด้วยเครื่องบิน เป็นเครื่องยืนยันว่า "เรือบรรทุกเครื่องบิน" คือราชาองค์ใหม่ของมหาสมุทร

ชัยชนะทางยุทธวิธี vs ยุทธศาสตร์: ชัยชนะหน้างาน (จมเรือได้มากกว่า) ไม่มีค่าเลยหากเป้าหมายหลัก (การยึดพอร์ตมอร์สบี) ล้มเหลว บทเรียนนี้เตือนสติผู้บริหารและนักวางแผนว่า "อย่าลืมวัตถุประสงค์หลักของภารกิจ" เพียงเพื่อไปไล่ตามตัวเลขความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง

การรบที่ทะเลคอรัล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่เกิดขึ้นในกองทัพเรือญี่ปุ่น ที่สุดท้ายแล้วรอยร้าวเหล่านี้จะกลายเป็นหายนะที่สำคัญที่ทำให้กองเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ณ ขณะนั้นต้องพบกับจุดจบอย่างรวดเร็วและไม่น่าเชื่อในอีก 4 สัปดาห์ให้หลัง

History of United States Naval Operations in World War II, Vol. 4: Coral Sea, Midway and Submarine Actions" Samuel Eliot Morison
"The Two-Ocean War" โดย Samuel Eliot Morison
"Shattered Sword: The Untold Story of the Battle of Midway" โดย Jonathan Parshall & Anthony Tully
https://www.history.navy.mil/content/history/nhhc/research/library/online-reading-room/title-list-alphabetically/b/battle-of-the-coral-sea.html
https://www.navy.gov.au/about-navy/history/history-milestones/battle-coral-sea
https://www.britannica.com/event/Battle-of-the-Coral-Sea

#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามโลก #สงครามโลกครั้งที่2 #สหรัฐอเมริกา #ญี่ปุ่น #สงครามแปซิฟิก #สงคราม

ขั้นตอนการปล่อยตัวฝูงบินโจมตี 1 รอบของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 จากสถาณการณ์โลกอันร้อนระอุในช่วงปล...
06/05/2026

ขั้นตอนการปล่อยตัวฝูงบินโจมตี 1 รอบของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

จากสถาณการณ์โลกอันร้อนระอุในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1940 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้นกำลังทำสงครามจีนเพื่อขยายอิทธิพลรวมถึงต้องการหาทรัพยากรมาเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมและกองทัพของตน ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้ถือว่าอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามอย่างมาก หากต้องทำศึกกับสหรัฐฯ (ซึ่งก็ทำจริง ๆ ) ญี่ปุ่นจะไม่มีวันชนะสหรัฐฯได้เลยทั้งกองกำลังและอุตสาหกรรมสงคราม

ดังนั้น เพื่อให้ญี่ปุ่นมีความได้เปรียบในการทำสงครามช่วงต้น พร้อมกับบีบบังคับให้สหรัฐฯ ต้องยอมสงบศึกกับญี่ปุ่น นายพลเรือ อิโซโรกุ ยามาโมโตะ พร้อมกับนายทหารเรือคนอื่น ๆ จึงได้คิดยุทธวิธีที่จะใช้ “เครื่องบิน” เป็นหัวหอกหลักในการโจมตีศัตรูให้พินาศย่อยยับในการรบเพียงครั้งเดียว เพื่อเยื้อเวลาให้กองทัพบกสามารถขยายอิทธิพลควบคุมดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรที่สำคัญได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ซึ่งด้วยเหตุนี้นายพลเรือยามาโมโตะจึงได้ก่อตั้งหน่วยรบกองทัพเรือที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า “คิโด-บุไต ( 機動部隊) เพื่อดำเนินกลยุทธดังกล่าว ซึ่งก็มีขั้นตอนในการปล่อยฝูงบินโจมตีของเรือบรรทุกเครื่องบินแต่ละลำดังนี้

1. การเตรียมการในโรงเก็บเครื่องบิน (The Hangar Deck Phase)
ความวุ่นวายทั้งหมดเริ่มต้นที่โรงเก็บเครื่องบินชั้นล่างแบบปิด (Enclosed Hangar) ซึ่งเป็นพื้นที่อับลมและเต็มไปด้วยไอน้ำมัน:
- เติมน้ำมันและติดอาวุธ: ช่างเครื่องจะทำการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและติดตั้งอาวุธ (ตอร์ปิโด หรือ ลูกระเบิด) ให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิด ในขณะที่เครื่องบินยังอยู่ในโรงเก็บชั้นล่าง นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะหากเกิดประกายไฟเพียงนิดเดียวก็หมายถึงหายนะ
- การลำเลียงขึ้นลิฟต์: เมื่อเครื่องบินพร้อม ทหารดาดฟ้าจะช่วยกันเข็นเครื่องบิน (ด้วยแรงคน) ไปยังลิฟต์ ลิฟต์ของเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นทำงานด้วยความเร็วสูงมาก สามารถยกเครื่องบินจากโรงเก็บชั้นล่างสุดขึ้นสู่ดาดฟ้าได้ภายในเวลาเพียง 15-20 วินาที

2. การจัดเรียงบนลานบิน (Deck Spotting)
เมื่อลิฟต์ส่งเครื่องบินขึ้นมาถึงลานบินบนดาดฟ้า ทหารดาดฟ้าจะรีบวิ่งเข้าไปเข็นเครื่องบินไป "เข้าจุดจอด" (Spotting) ซึ่งการจัดเรียงมีหลักวิศวกรรมที่เข้มงวดมาก:
- กฎระยะวิ่ง (Takeoff Roll): เนื่องจากไม่มีเครื่องดีด เครื่องบินทุกลำต้องวิ่งขึ้นด้วยกำลังเครื่องยนต์ของตัวเอง เครื่องบินที่เบาที่สุดจะอยู่หน้าสุด และเครื่องบินที่หนักที่สุดจะอยู่หลังสุด
- ตำแหน่งการจอดบนลานบิน : * หน้าสุด: เครื่องบินขับไล่ A6M Zero (เบาที่สุด ใช้ระยะวิ่งสั้น)
ตรงกลาง: เครื่องบินทิ้งระเบิดดำดิ่ง D3A Val (น้ำหนักปานกลาง)
ท้ายสุด: เครื่องบินทิ้งระเบิดตอร์ปิโด B5N Kate (หนักที่สุด ต้องใช้ระยะทางวิ่งรันเวย์ยาวที่สุดเกือบครึ่งลำเรือ)

- มาถึงตรงนี้แล้วจะขออธิบายเพิ่มเติม การจัดฝูงบินของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น ไม่สามารถจัดให้ฝูงบินดำดิ่งทิ้งระเบิดรวมกับฝูงบินทิ้งตอร์ปิโดได้จากปัญหาของน้ำหนักตัวเครื่องบินรวมถึงปัญหาเชิงวิศวกรรมที่เครื่องบินโจมตีของญี่ปุ่นต้องใช้ระยะทางที่ยาว เพื่อแก้ปัญหานี้พวกเขาเลยจัดกองเรือบรรทุกเครื่องบินให้มีเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อย 2 ลำ โดยอีกลำจะปล่อยฝูงบินดำดิ่งทิ้งระเบิด และอีกลำปล่อยฝูงบินทิ้งตอร์ปิโด เพื่อให้การโจมตีมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกรูปแบบการโจมตี

- อุ่นเครื่องยนต์: เมื่อเรียงเสร็จ เครื่องบินทั้งหมดจะถูกล็อกล้อด้วยไม้หมอน (Chocks) นักบินจะสตาร์ทเครื่องยนต์และเร่งเครื่องเพื่อ "อุ่นเครื่อง" (Warm-up) ให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสม การกระทำนี้สร้างเสียงกึกก้องกัมปนาทและควันคลุ้งไปทั่วดาดฟ้า

3. การหันหัวทวนลม (Turning into the Wind)
เครื่องบินที่บรรทุกอาวุธหนักเต็มพิกัด ไม่สามารถยกตัวขึ้นได้ด้วยความเร็วบนรันเวย์สั้นๆ เพียงอย่างเดียว กองเรือจึงต้องสร้าง "ลมเหนือผิวดาดฟ้า" (Wind over the deck) เพื่อช่วยพยุงปีก:
- ผู้บัญชาการกองเรือจะสั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำ (ที่แล่นเป็นขบวน Kido Butai) หันหัวเรือตั้งลำวิ่งสวนทางกับทิศทางลม
- เรือจะเร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง (Flank speed) ทำความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 28-34 นอต (ราว 50-60 กม./ชม.) เมื่อรวมกับความเร็วลมธรรมชาติ จะทำให้เกิดลมปะทะหน้าเครื่องบินที่รุนแรงพอที่จะยกพวกมันขึ้นสู่อากาศได้

4. วินาทีทะยานขึ้นสู่อากาศ (The Launch)
เมื่อลมได้ที่และผบ.กองเรือสั่งปล่อยขบวน ผู้บังคับการดาดฟ้าบิน (Flight Deck Officer) จะเข้าประจำจุดใกล้หัวเรือ:
- สัญญาณธง: เขาจะใช้ "ธงสีเขียว" โบกเป็นวงกลมเหนือศีรษะ เพื่อให้นักบินเครื่องแรกสุด (Zero) เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลังสูงสุด (Max RPM)
-ปล่อยไม้หมอน: นักบินจะพยักหน้า หรือยกมือให้สัญญาณว่าเครื่องยนต์ทำงานเต็มที่แล้ว ทหารดาดฟ้า 2 คนจะรีบดึงเชือกกระตุก "ไม้หมอน" ออกจากล้อพร้อมกัน แล้วหมอบลงกับพื้นทันที
- ทะยานออกไป: ผู้บังคับการดาดฟ้าบินจะตวัดธงลง เครื่องบินจะพุ่งตัวออกไปตามความยาวของดาดฟ้า เมื่อพ้นขอบหัวเรือ เครื่องบินมักจะ "จมลงเล็กน้อย" (Dip) ก่อนที่แรงยกจากปีกจะทำงานและเชิดหัวบินขึ้นไปได้สำเร็จ

กระบวนการนี้จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก เครื่องบินลำต่อไปจะถูกปล่อยทุกๆ 15 ถึง 20 วินาที อย่างต่อเนื่องจนหมดลานบิน

5. การรวมฝูงบนท้องฟ้า (Forming Up)
นี่คือจุดที่แสดงถึงความมีระเบียบวินัยขั้นสูงของนักบินญี่ปุ่น:
- เมื่อบินขึ้นไปแล้ว เครื่องบินจะไม่บินตรงไปยังเป้าหมายทันที พวกเขาจะบินวนเป็นวงกลมวงใหญ่เหนือยองเรือบรรทุกเครื่องบิน (Orbiting)
- ขณะที่บินวน พวกเขาจะจัดรูปขบวนย่อยแบบ "ตัววี" (V-formation) ลำละ 3 เครื่อง (เรียกว่า Shotai) และจัดขบวนระดับกองร้อย 9 เครื่อง (Chutai)
เมื่อเครื่องบินทั้ง 100-200 ลำ จากเรือบรรทุกเครื่องบิน 4-6 ลำ บินขึ้นมาตั้งรูปขบวนขนาดยักษ์เหนือกองเรือเสร็จสมบูรณ์ ผู้นำฝูงบินจะให้สัญญาณวิทยุ หรือโยกปีก แล้วฝูงบินโจมตีทั้งหมดจึงจะหันหัวมุ่งหน้าสู่เป้าหมายพร้อมกัน

จากขั้นตอนการปล่อยฝูงบินโจมตีดังกล่าวทำให้กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงต้นสงครามแปซิฟิก (1941 - 1942) การเป็นกองทัพที่น่าเกรงขามและมีพลังทำลายล้างรุนแรงที่สุด ซึ่งทั้งเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ การรบที่เกาะเวก การโจมตีเมืองท่าดาร์วินทางตอนเหนือของออสเตรเลีย รวมถึงปฏิบัติการทำลายกองเรืออังกฤษที่มหาสมุทรอินเดีย ต่างก็เป็นผลลัพธ์ของขั้นตอนและยุทธวิธีการใช้เรือบรรทุกเครื่องบินในการทำสงครามของกองทัพเรือญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น

แต่ทว่า เบื้องหน้าความน่าเกรงขามนี้กลับซ่อนจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดที่รอวันปะทุในเหตุการณ์สำคัญซึ่งเสมือนเป็นจุดเปลี่ยนการทำสงครามของญี่ปุ่นไปตลอดกาล

https://www.history.navy.mil/research/library/online-reading-room/title-list-alphabetically/i/interrogations-japanese-officials-voli.html
Shattered Sword: The Untold Story of the Battle of Midway (โดย Jonathan Parshall และ Anthony Tully)
The Barrier and the Javelin: Japanese and Allied Pacific Strategies, February to June 1942
Kaigun: Strategy, Tactics, and Technology in the Imperial Japanese Navy, 1887-1941 (โดย David C. Evans และ Mark R. Peattie)

#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามโลก #สงครามโลกครั้งที่2 #สหรัฐอเมริกา #ญี่ปุ่น #สงครามแปซิฟิก #สงคราม

🔥สงครามกลางเมืองไซง่อน (Battle of saigon 1955) เมื่อโง ดิ่ญ เสี่ยมตัดสินใจล้างบางกลุ่มอำนาจเก่ากลางเมืองหลวง👉การก้าวสู่อ...
27/03/2026

🔥สงครามกลางเมืองไซง่อน (Battle of saigon 1955) เมื่อโง ดิ่ญ เสี่ยมตัดสินใจล้างบางกลุ่มอำนาจเก่ากลางเมืองหลวง

👉การก้าวสู่อำนาจของโง ดิ่ญ เสี่ยมในเวียดนามใต้ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะเนื่องจากฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมในช่วงเวลานั้นยังคงชื่อถือและไว้วางใจ “บาวได๋” อดีตจักรพรรดิที่กลายมาเป็นประมุขให้กับรัฐหุ่นเชิด “รัฐเวียดนาม” รัฐที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อคานอำนาจกับรัฐของโฮจิมินห์ในขณะนั้นคือ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม” ที่มีแนวคิดในการปกครองประเทศแบบสังคมนิยมและกำลังทำสงครามเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากเจ้าอาณานิคมในขณะนั้นอยู่

❎แต่หลังจากการพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสที่เบียนเดียนฟู รัฐเวียดนามก็ตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายทันที ในช่วงเวลานั้นบาวได๋ตัดสินใจติดต่อไปยังโง ดิ่ญ เสี่ยม ที่ตอนนั้นกำลังเคลื่อนไหวเพื่อกู้เอกราชให้เวียดนามอยู่ที่ฝรั่งเศสให้กลับมาปกครองรัฐในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการสั่งการและบริหารอย่างเต็มรูปแบบโดยที่เบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนี้มีสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

😎ทันทีที่เสี่ยมเดินทางมาถึงเวียดนามใต้ที่ในขณะนั้นถูกแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนตามข้อตกเจนีวาเรียบร้อยแล้ว เขากลับไม่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติเท่าไหร่ มีเพียงญาติๆและคนที่รู้จักเขาเท่านั้นที่มาต้อนรับเขาที่สนามบิน เอ็ดเวิร์ด แลนส์เดล (Edward Lansdale)
เจ้าหน้าที่ CIA ที่สหรัฐฯ ส่งมาปฎิบัติภารกิจช่วยเหลือเสี่ยมในเวียดนามเห็นท่าไม่ดีจึงได้หาทางที่ทำให้บุคคลที่ชาวเวียดนามใต้ไม่รู้จักให้กลายเป็นบุคคลที่ทรงอำนาจและทรงอิทธิพลให้ได้

💙โดยวิธีการที่เอ็ดเวิร์ด แลนส์เดลใช้จะมีตั้งแต่การใช้จิตวิทยาในการชักจูงชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสต์ให้มาเป็นพวกโดยการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการชักจูงให้ชาวคริสต์ทางเหนือให้อพยพมาอยู่ทางใต้ในปฎิบัติการ Passage to Freedom และทางฝั่งของเสี่ยมเองก็มอบผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้อพยพด้วยการมอบที่ดินทำกิน พร้อมกับเงินทุนตั้งต้นชีวิตให้ฟรี ซึ่งส่งผลให้กลุ่มผู้อพยพที่มีจำนวนกว่า 8 แสนคนกลายเป็นสายข่าวและเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเสี่ยมและองคาพายพของเขาในช่วงเวลานั้น

💵นอกจากนี้เอ็ดเวิร์ด แลนส์เดลยังได้ใช้เงินสนับสนุนของสหรัฐฯ ในการติดสินบนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทหารระดับล่างของเวียดนามใต้ให้มาเป็นพวกของเสี่ยม จากวิธิการที่เสี่ยและแลนส์เดลใช้ทำให้จากชายที่ไม่มีอะไรเลยในตอนที่ก้าวเท้าลงสู่สนามบินไซ่ง่อนสู่นายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดในเวียดนามใต้

📉การขยายอิทธิพลของเสี่ยมในเวียดนามใต้ทำให้กลุ่มมาเฟียบิ่ญเซวียน (Binh Xuyen) กลุ่มมาเฟียที่สามารถควบคุมตำรวจทั่วประเทศได้ และยังมีผลประโยชน์ร่วมกันกับบาวได๋โดยกลุ่มมาเฟียต้องจ่ายส่วยให้บาวได๋โดยสิทธิในการคุมตำรวจและธุรกิจมืดในเมืองหลวง รวมถึงพันธมิตรของกลุ่มมาเฟียที่เป็นกลุ่มลัทธิทางศาสนาอย่างลัทธิกาวได๋ (Cao Dai) และลัทธิฮหว่าหาว (Hoa Hao) ไม่พอใจที่อิทธิพลของเสี่ยมเติบโตขึ้นจนไปขัดผลประโยชน์ของพวกเขาโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เสี่ยมตัดสินใจสั่งปิดกาสิโนและธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆในเมืองไซง่อนในเดือนมกราคม 1955 ซึ่งเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มบิ่ญเซวียนโดยตรง

😡ทำให้ในช่วงเดือนมีนาคม 1955 กลุ่มบิ่ญเซวียนไปจับลัทธิกาวได๋และลัทธิฮหว่าหาวในการกดดันให้เสี่ยมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมตรีภายใน 5 วัน แต่เสี่ยมปฎิเสธ ทำให้ในวันที่ 29 มีนาคม 1955 กลุ่มบิ่ญเซวียนได้ตัดสินใจยิงปืนใหญ่ใส่ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้ ทางด้านรัฐบาลตอบโต้ด้วยการยึดสำนักงานกรมตำรวจกลางที่เป็นเหมือนสำนักงานบังหน้าของกลุ่มบิ่ญเซวียนไว้ทันที

🤬เพื่อเป็นการกำจัดกลุ่มบิ่ญเซวียนและพันธมิตรให้สิ้นซาก เสี่ยมจึงตัดสินใจใช้กำลังทหารผสมกับการติดสินบนแนวร่วมของบิ่ญเซวียนไปพร้อมๆกัน ซึ่งการใช้กองกำลังเข้ากวาดล้างนั้นทางรัฐบาลได้ตัดสินใจส่งกองทัพบุกเข้าไปในย่านโชล็อน (Cholon) ซึ่งเป็นย่านธุรกิจที่หนาแน่นและเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มบิ่ญเซวียนในเมืองไซง่อน

🔫ยุทธวิธีที่กองทัพรัฐบาลใช้คือการใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มเข้าไปในย่านโชล็อนพร้อมกับส่งกองกำลังทหารราบเข้ายึดพื้นที่ต่างๆ ภายในย่าน การปะทะเป็นการปะทะกันแบบในเมือง (Urban Warfare) โดยมีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือสะพานรูปตัว Y ที่เชื่อมระหว่างย่านโชล็อนและเขตอิทธิพลของกลุ่มบิ่ญเซวียนในพื้นที่ลุ่มน้ำทางใต้ และกาสิโน Grand Monde ที่เป็นฐานที่มั่นหลักของ
กลุ่มบิ่ญเซวียน

😱ด้วยอำนาจการยิงที่เหนือกว่าของปืนใหญ่ฝ่ายรัฐบาล ประกอบกับการใช้กองกำลังมืออาชีพอย่างหน่วยรบพิเศษกับทหารพลร่มเข้าไปยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และการติดสินบนกำลังและโฆษณาชวนเชื่อในการชักจูงกำลังชั้นผู้น้อยให้ยอมแพ้ ทำให้กลุ่มบิ่ญเซวียนแตกพ่ายและล่มสลายลงไป พร้อมกับตัวผู้นำกลุ่มเองก็ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปยังฝรั่งเศสและสิ้นอายุขัยลงที่นั่น

“สงครามกลางเมืองไซง่อนในปี 1955 คือบันไดขั้นรองสุดท้ายในการขึ้นสู่อำนาจของโง ดิ่ญ เสี่ยม ที่จะกลายเป็นสัญญาณของความเผด็จการที่โหดร้ายและน่ากลัวที่สุดของเวียดนามใต้”

https://vietnamtheartofwar.com/1955/02/22/february-october-1955-the-battle-of-saigon-and-the-battle-of-the-sects/
https://alchetron.com/Battle-of-Saigon-%281955%29
https://www.britannica.com/event/Vietnam-War
https://veteransbreakfastclub.org/vietnams-history-part-2-the-american-war-1955-1975/

#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามเวียดนาม #เวียดนาม #ลาว #กัมพูชา #สงครามลับในลาว #สงคราม

🇻🇳กำเนิดเวียดนามเหนือ - จากกองกำลังกู้ชาติเวียดมินห์ (Việt Nam Độc lập Đồng minh Hội) สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (V...
20/03/2026

🇻🇳กำเนิดเวียดนามเหนือ - จากกองกำลังกู้ชาติเวียดมินห์ (Việt Nam Độc lập Đồng minh Hội) สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (Việt Nam Dân chủ Cộng hòa)

🧔‍♂️ในวันที่ 19 พฤษภาคม 1941 โฮ จิ มินห์ ที่ในขณะนั้นกำลังซ่อนตัวและเคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณจังหวัดกาวบั่ง (Cao Bằng) ที่ถ้ำปากบ๊อ (Pac Bo Cave) ได้ตัดสินใจก่อตั้ง “สันนิบาตเพื่อเอกราชเวียดนาม (Việt Nam Độc lập Đồng minh Hội - Viet Minh) เพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคมเดิมนั่นก็คือฝรั่งเศส และต่อต้านการเข้ายึดครองเวียดนามของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพยายามหาแน่วร่วมจากหลาย ๆ อาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ ชาวนา ฯลฯ เพื่อใช้เป็นกองกำลังและเงินทุนในการต่อต้านครั้งนี้

🪖โดยที่ในช่วงแรก กองกำลังเวียดมินห์ประกอบขึ้นด้วยทหารเพียงแค่ 34 นาย เท่านั้น ซึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังเวียดมินห์ได้รับความช่วยเหลือจาก OSS (Office of Strategic Services) โดยเจ้าหน้าที่จาก OSS ได้ฝึกวิชาการรบ ส่งอาวุธ เวชาภัณฑ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กับพวกเวียดมินห์จำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์นี้เองที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองกำลังกู้ชาติเวียดมินห์เข้มแข็งขึ้น ประกอบกับการวิธีการหาแนวร่วมที่โดนใจชาวบ้านทำให้กองกำลังเวียดมินห์ของโฮจิมินห์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

🏛️ในช่วงเดือนสิงหาคม 1945 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังเวียดมินห์ก็ได้บุกยึดเมืองใหญ่ที่สำคัญหลาย ๆ เมือง รวมถึงสถานที่ราชการสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดแอกจากการยึดครองของญี่ปุ่นที่ในขณะนั้นอ่อนแอจนไม่มีศักยภาพในการป้องกันตัวเองอีกต่อไป และหลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้อย่างเป็นทางการแล้ว วันที่ 2 กันยายน 1945 โฮจินมินห์ ก็ได้กล่าวคำปราศรัยที่เป็นการก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (Democratic Republic of Vietnam - DRV) ขึ้นที่จัตุรัสบาดิ่ญ (Ba Dinh Square) ในกรุงฮานอย เพื่อปกครองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมกับได้รับการยอมรับว่า “รัฐ” โดยชอบธรรมอย่างเป็นทางการ

🔥ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการต่อต้านระบอบชาติ-อำนาจนิยมสุดโต่งแบบฟาสซิสต์สู่ต่อการต่อต้านการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตแทน ทำให้สหรัฐอเมริกาพี่ใหญ่แห่งโลกเสรีจากเดิมที่สนับสนุนกองกำลังเวียดมินห์ในการต่อสู้กับญี่ปุ่นได้หันมาสนับสนุนฝรั่งเศสที่พยายามกลับเข้ามามีอำนาจในภูมิภาคอินโดจีนให้ต่อสู้กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามที่ตอนนี้ได้กลายเป็นตัวแทนของโลกคอมมิวนิสต์ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 (1946 - 1954)

💥หลังจากที่ต้องต่อสู้กับฝรั่งเศสมาถึง 9 ปี ในที่สุดกองกำลังสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามก็ได้ชัยชนะขั้นเด็ดขาดต่อฝรั่งเศสที่สมรภูมิเบียนเดียนฟู ซึ่งมันก็กลายเป็นแต้มต่อให้เวียดมินห์สามารถใช้ชัยชนะดังกล่าวเป็นแต้มต่อในการประชุมที่เจนีวาเพื่อให้ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นตัดสินใจยก “เวียดนาม” ให้กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม แต่กลับกลายเป็นว่ามหาอำนาจเหล่านั้นตัดสินใจแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วนคือเวียดเหนือที่ปกครองโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม และเวียดนามใต้ที่ปกครองโดยรัฐเวียดนาม (State of Vietnam) ที่ต่อมาจะกลายเป็น สาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam) ในภายในหลัง

❎ถึงแม้ว่าในข้อตกลงเจนีวาจะมีการระบุว่า “ให้มีการจัดการเลือกตั้งเพื่อรวมประเทศภายในเดือนกรกฎาคม 1956 ก็ตาม แต่การเลือกตั้งนี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะสาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam) หรือเวียดนามใต้และ สหรัฐอเมริกา ต่างก็ไม่ได้ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ทำให้มีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งกรณีดังกล่าวทาง โฮจิมินห์ และ ฝาม วัน ด่ง (Phạm Văn Đồng) ในที่ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามเหนือได้ร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (United Nations - UN) ต่อกรณีดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเนื่องจากทั้งเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ต่างก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของ UN และสหรัฐอเมริกาที่เป็นคณะมนตรีความมั่นคงของ UN (Security Council - UNSC) ก็มักจะวิโต้ ระงับมติของเวียดนามเหนืออยู่เสมอ

🔫และการที่ปัญหาเรื่องเลือกตั้งเพื่อรวมประเทศถูกขัดขวางและโดนเตะถ่วงอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับเวียดนามใต้เริ่มดำเนินนโยบายกวาดล้างคอมมิวนิสต์ตามหมู่บ้านแล้ว ทำให้โฮจิมินห์และรัฐบาลเวียดนามติดสินใจใช้กำลังทางทหารในการรวมประเทศเวียดนามผ่านมติพรรคครั้งที่ 15 (1959) ซึ่งนี่คือการเปิดสงครามครั้งใหม่ที่จะคร่าชีวิตของผู้คนนับล้านและยังเป็นสงครามครั้งสุดท้ายในศตวรรษที่ 20 ที่ชาวเวียดนามจะรบกันเองอีกด้วย

“สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามคือสัญลักษณ์ของความพยายามที่เริ่มจากศูนย์... มันคือรัฐที่พิสูจน์ว่า ‘อำนาจอธิปไตย’ ไม่ได้มาจากการประทานให้ แต่มาจากการต่อสู้ของประชาชน”

https://pridi.or.th/th/content/2022/06/1140
https://indochine.uqam.ca/en/historical-dictionary/381-democratic-republic-of-vietnam-drv.html
https://fiveable.me/ap-world/key-terms/democratic-republic-of-vietnam
https://www.britannica.com/topic/Viet-Minh
https://www.nytimes.com/1971/06/30/archives/us-ignored-ho-chi-minh-pleas-for-aid-monitor-article-says.html #:~:text=The%20article%20also%20states%20that%20Ho%20sent,French%20to%20Vietnam%20for%20a%20five%2Dyear%20period.

ปล. ใช้รูปที่เจนโดย AI Gemini

#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามเวียดนาม #เวียดนาม #ลาว #กัมพูชา #สงครามลับในลาว #สงคราม

🌎กำเนิดเวียดนามใต้ - จาก รัฐเวียดนาม (State of Vietnam) ไปสู่ สาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam)💥ภายหลังจากสงครามโล...
19/03/2026

🌎กำเนิดเวียดนามใต้ - จาก รัฐเวียดนาม (State of Vietnam) ไปสู่ สาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam)

💥ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และการถือกำเนิดขึ้นของกองกำลังกู้ชาติที่มีแนวคิดแนวคิดสังคมนิยมอย่าง “เวียดมินห์ (Việt Nam Độc lập Đồng minh Hội)” หรือชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “องค์กรสันนิบาตเพื่อเอกราชเวียดนาม” ที่นำโดย “โฮ จิ มินห์” รัฐบุรุษและนักสังคมนิยมคนสำคัญของเวียดนาม ฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในภูมิภาคอินโดจีนทั้งหมดตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนเพราะเนื่องจากแนวคิดการปลดแอกตัวเองจากเจ้าอาณานิคมและการขยายตัวของแนวคิดคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตกำลังมีแนวโน้มที่เติบโตมากขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาคดังกล่าว

✅เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองอาณานิคมต่อไปพร้อมกับป้องกันไม่ให้อาณานิคมของตัวเองกลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์ รัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้นได้ทำการจัดตั้ง “รัฐ” ในอารักขาของตัวเองที่มีชื่อว่า รัฐเวียดนาม (State of Vietnam) ในปี 1949 เพื่อสงสารให้โลกได้รู้โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาว่า พวกเขา (รัฐบาลฝรั่งเศส) กำลังทำสงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ (กองทัพเวียดมินห์) ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเจ้าอาณานิคมกับชนพื้นเมืองตามที่เข้าใจกัน

👑ทางรัฐบาลได้อัญเชิญอดีตจักรพรรดิ์บาวได๋ (Bảo Đại) อดีตจักรพรรดิ์ที่เคยเป็นหุ่นเชิดให้กับฝรั่งเศสเมื่อสมัยอาณานิคมให้กลับเป็นประมุขของรัฐอีกครั้ง พร้อมกับจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเอกราช แต่ต้องเป็นสมาชิกเครือจักรภพฝรั่งเศส (French Union) โดยด้านความมั่นคงรัฐบาลฝรั่งเศสจะเป็นคนที่คุมยุทธศาสตร์ในประเทศพร้อมกับยังมีสิทธิ์ที่จะตั้งฐานทัพได้ และการต่างประเทศของรัฐบาลดังกล่าวจะต้องมีการประสานงานและต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลฝรั่งเศสด้วย

🗺️ทางด้านอาณาเขตและเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสได้จัดการรวม 3 ส่วนของเวียดนามเข้าด้วยกันคือ ส่วนตังเกี๋ย (เหนือ), อันนัม (กลาง) และโคชินไชน่า (ใต้) เข้าด้วยกันภายใต้รัฐเวียดนามที่มีบาวได๋เป็นประมุข โดยมีเมืองไซง่อน (โฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน) เป็นเมืองหลวง ส่วนค่าเงินด่ง (D**g) ยังคงผูกติดกับค่าเงินฟรังก์ของฝรั่งเศส

⚠️ภายหลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อกองกำลังเวียดมินห์อย่างย่อยยับที่เบียนเดียนฟู รัฐเวียดนามที่เป็นหุ่นเชิดของฝรั่งเศสก็อยู่ในสภาวะอ่อนแอทันที ทำให้สหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้นำโลกเสรีในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียตช่วงสงครามเย็นในขณะนั้น จำเป็นต้องรีบเข้ามาประคองรัฐเวียดนามไว้ไม่พังทลายลงจากความกลัวเรื่องทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) ที่หากว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ภูมิภาคอินโดจีนเช่น กัมพูชาและลาว รวมถถึงประเทศที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน เช่น ไทย มาเลเซีย พม่า ก็จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน

😞ด้วยเหตุนี้ทางบาวได๋จึงจำเป็นปนขู่บังคับจากสหรัฐอเมริกาต้องเชิญนายโง ดิ่ญ เสี่ยม (Ngô Đình Diệm) ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐเวียดนาม โดยที่นายเสี่ยมเองตอนนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักการเมืองฝ่ายขวาของสหรัฐ และตัวของเขาเองก็มีภาพลักษณ์เป็นนักชาตินิยมที่เคร่งครัดในศาสนาคริสต์ ติดดิน ไม่เหมือนกับภาพลักษณ์ของบาวได๋ที่ทำตัวเจ้าสำราญ หลงไหลไปกับนารีจนฝั่งตะวันตกให้ฉายาว่า Pl***oy Emperor การที่ให้นายเสี่ยมเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลดังกล่าวจะช่วยให้รัฐเวียดนามสามารถรอดพ้นจากสภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองนี้ไปได้

🤬แต่ทันทีที่เสี่ยมมาถึงเมืองไซง่อน เขากลับโดนขัดขวางโดยเจ้าอาณานิคมเก่าอย่างฝรั่งเศสและกลุ่มมาเฟียบิ่ญเซวียน (Binh Xuyen) กลุ่มมาเฟียที่บาวได๋กำกับดูแลไว้รักษาฐานอำนาจและส่งส่วยเลี้ยงตัวเองด้วย เสี่ยมต้องใช้เวลาถึง 15 เดือนเต็มในการสร้างอำนาจของเขาจากศูนย์สู่ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามใต้ และนี่เส้นทางที่เป็น Road map สู่อำนาจของเขา

➊ ช่วงแรก เขาจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวที่มี โง ดินห์ นู (Ngo Dinh Nhu) น้องชายของเขาเป็นแกนนำ โดยได้ความร่วมมือแล้วช่วยเหลือจาก CIA ที่มีชื่อว่า เอ็ดเวิร์ด แลนส์เดล (Edward Lansdale) ในการติดสินบนนายทหารระดับล่างให้มาเป็นพวกเดียวกับเขา

➋ ช่วงที่สอง ให้ผู้อพยพจากปฏิบัติการ Passage to Freedom ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์เป็นชาวคริสต์อยู่แล้ว มาเป็นพวกเดียวกับเขาโดยใช้สวัสดิการที่ดินสำหรับผู้อพยพเหล่านี้ เช่น ให้ที่ดินทำกินฟรี รวมถึงวัสดุก่อสร้างบ้านและเงินทุนตั้งตัว ทำให้พวกเขาติดหนี้บุญคุณเสี่ยมจนถอนไม่ขึ้น ผลลัพธ์จากการกระทำดังกล่าวทำให้ชาวบ้านกลายเป็นโล่กับอาวุธหรือเป็นหูเป็นตาให้กับเสี่ยมและพรรคพวกของเขาด้วย

➌ ช่วงที่สาม เปิดสงครามล้างบางมาเฟียบิ่ญเซวียนและพรรคพวก หลังจากที่กลุ่มอำนาจทางการเมืองเดิมเริ่มเสียผลประโยชน์โดยเฉพาะกลุ่มมาเฟียบิ่ญเซวียนและลัทธิกาวได๋ (Cao Đài) และ หว่าห่าว (Hòa Hảo) พวกเขายื่นคำขาดให้เสี่ยมยุบรัฐบาล แต่เสี่ยมตอบโต้ด้วยการประกาศสงครามล้างบ้างกลุ่มเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปจากไซง่อนที่กินเวลาถึง 30 วัน ผลลัพธ์ของสงครามดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลและทรงอำนาจมากที่สุดของรัฐเวียดนามในห้วงเวลานั้น

➍ ช่วงที่สี่ ปลดบาวได๋ลงจากหอคอยประมุขแห่งรัฐเวียดนาม ในปี 1955 เสี่ยมต้องการกำจัดบาวได๋ออกไปจากทางการเมืองอย่างชอบธรรม พร้อมกับโดนกดดันจากสหรัฐอเมริกาว่าเวียดนามใต้เลือกข้างโลกเสรีโดยประชาชนไม่ใช่การรัฐประหารโค่นอำนาจ เขาจึงจัดให้มีการเลือกตั้งประชามติให้เลือกผู้นำระหว่างบาวได๋และตัวของเขาเอง ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าเขาเป็นผู้ชนะด้วยคะแนนทั่วประเทศถึง 98.2 %

🎉
และในวันที่ 26 ตุลาคม 1955 เสี่ยมได้ลงนามประกาศจัดตั้ง สาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam) ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นว่านี่คือ “รัฐเอกราช” ที่ไม่ตกภายใต้อำนาจของฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังถือเป็นการกำเนิดของ “รัฐโลกเสรี” ที่พร้อมจะต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ ที่กำลังคุกคามภูมิภาคอินโจีนในช่วงเวลานั้นด้วย

“เป้าหมายของสาธารณรัฐเวียดนามคือการเป็น 'ทางเลือกที่สาม' ที่ไม่ใช่ทั้งอาณานิคมและคอมมิวนิสต์... แต่น่าเสียดายที่ในท้ายที่สุดแล้ว มันกลับกลายเป็นรัฐที่พยายามคุมทุกอย่างจนขาดการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างและรอวันล่มสลายในที่สุด”

https://vietnamesemuseum.org/our-roots/republic-of-vietnam/
https://www.britannica.com/place/Vietnam
https://2009-2017.state.gov/outofdate/bgn/vietnam/40732.htm
https://www.britannica.com/biography/Bao-Dai
https://www.britannica.com/biography/Ngo-Dinh-Diem

ปล. ใช้รูปที่เจนโดย AI Gemini

#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามเวียดนาม #เวียดนาม #ลาว #กัมพูชา #สงครามลับในลาว #สงคราม

🚢Operation passage to freedom : เมื่อ “ศาสนา” เป็นโฆษณาชวนเชื่อทำให้เกิด “แรงจูงใจ” ในการจากบ้านเกิดแดนเหนือ ✝🤝หลักจากที...
18/03/2026

🚢Operation passage to freedom : เมื่อ “ศาสนา” เป็นโฆษณาชวนเชื่อทำให้เกิด “แรงจูงใจ” ในการจากบ้านเกิดแดนเหนือ ✝

🤝หลักจากที่ข้อตกลงเจนีวาได้มีการยอมรับและตกลงกันบางประเทศ (โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเวียดมินห์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวคือ การอนุญาตให้พลเรือนเลือกย้ายถิ่นฐานระหว่างเหนือ-ใต้ได้ภายในระยะเวลา 300 วัน ทำให้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเกิดการเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้จำนวนมากกว่า 8 แสนถึง 1 ล้านคน เรียกได้ว่าปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ถือเป็นปฎิบัติการอพยพพลเรือนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 เลยทีเดียว

📢ในระหว่างที่เริ่มปฎิบัติการดังกล่าว สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งกองเรือสำหรับการอพยพจากเวียดนามเหนือในครั้งนี้โดยมีชื่อเรียกว่า Task Force 90 (TF-90) พร้อมกับแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อทางจิตวิทยาที่มีชื่อว่า “The Virgin Mary is going South” เพื่อใช้ชักจูงประชาชนเวียดนามผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกให้กลัวคอมมิวนิสต์จนขึ้นสมอง ซึ่งใช้กลยุทธ์ที่ว่า “พระแม่มารีทรงเสด็จลงใต้แล้ว” หรือ “พระคริสต์ทรงย้ายไปอยู่ฝ่ายใต้” เป็นการสร้างความเกรงกลัวต่อชาวคริสต์ไม่ว่าจะเป็น “พระแม่มารีย์หนีไปทางใต้แล้ว เพราะท่านไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจของปีศาจคอมมิวนิสต์" หรือ "พระเจ้าได้ย้ายไปอยู่ทางใต้แล้ว" หรือใช้ใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความที่ว่า “ที่นี่จะไม่มีพระเจ้าอีกต่อไป”

💣นอกจากความเชื่อทางศาสนาแล้ว ทางสหรัฐอเมริกาก็ได้ปล่อยข่าวปลอมที่สร้างความหวาดกลัวต่อโดยปล่อยข่าวลือที่ว่า ทางสหรัฐฯ จะเอาระเบิดนิวเคลียร์มาถล่มพวกคอมมิวนิสต์ในเวียดนามเหนือให้สิ้นซาก ถ้าอยากรอดตายให้รีบอพยพลงไปทางใต้ ซึ่งกองเรือสำหรับการอพยพก็ได้จอดทอดสมอรออยู่แล้วที่ท่าเรือไฮฟอง ใกล้กับกรุงฮานอย

⚠️ไม่ใช่ว่าทางฝั่งเวียดนามเหนือจะไม่มีแผนรับมือหรือตอบโต้อะไรกับการกระทำของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ทางรัฐบาลฮานอยก็ได้พยายามขัดขวางหรือตอบโต้การกระทำดังกล่าวเช่นกัน โดยได้มีการตอบโต้แคมเปญทางจิตวิทยาดังกล่าวว่า “พระเจ้าและพระแม่มารีย์ยังคงสถิตอยู่กับผู้ใช้แรงงานในเวียดนามเหนือ" และยังกล่าวหาพวกที่อพยพว่าเป็น “พวกทอดทิ้งพระเจ้า”

👷นอกจากนี้ทางรัฐบาลฮานอยก็ยังใช้ระบบราชการในการเตะถ่วงเรื่องหนังสือเดินทางให้ล่าช้าออกไปและมีขั้นตอนในการทำหนังสือที่ซับซ้อนยุ่งยากขึ้น หรือตั้งเงื่อนไขที่ว่า ถ้าจะอพยพออกไป ต้องยกที่ดินทำกินให้กับทางรัฐแบบฟรี ห้ามขายที่ดินดังกล่าวให้กับทางเอกชนหรือผู้ประกอบการคนอื่น ๆ โดยเด็ดขาด

🚫ประกอบกับการใช้เจ้าหน้าที่ในการตั้งด่านตรวจเพื่อกักคนไม่ให้ไปยังท่าเรือไฮฟอง รวมถึงปล่อยข่าวลือที่ว่า หากไปอยู่ที่ทางใต้แล้วจะโดนจับไปเป็นทาสในไร่ยางพาราให้กับพวกฝรั่งเศส กับบนเรืออพยพของพวกอเมริกันเต็มไปด้วยโรคระบาด และเรื่องยาทำหมันที่พวกอเมริกันใช้สำหรับทำชาวเวียดนามเพื่อลดจำนวนประชากรภายในประเทศ เป็นต้น

🩸และในระหว่างการอพยพนั่นเอง ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่บาดัต (Ba Lat Incident 1954) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กองกำลังเวียดมินห์พยายามสกัดกั้นการอพยพของชาวคริสต์ในพื้นที่จังหวัดนามดิ่ญ (Nam Dinh) และ นิงบิ่ญ (Ninh Binh) โดยผู้ที่โดนจับตัวจะถูกกักตัวไว้ที่ริมชายหาดท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและขาดแคลนอาหาร เพื่อบีบให้พวกเขายอมแพ้และเดินทางกลับหมู่บ้าน และในบางครั้งเองก็เกิดสังหารชาวบ้านที่กำลังจะหลบหนีออกไปโดยกองกำลังเวียดมินห์เอง ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้การโฆษณาชวนเชื่อให้กับทางฝั่งอเมริกันและเวียดนามใต้ในการเร่งให้ผู้อพยพตัดสินใจได้เร็วขึ้น และยังกลายเป็นเรื่องอับอายของรัฐบาลเวียดนามเหนือในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

🎉ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากปฏิบัติการที่บันทึกไว้มีผู้อพยพทั้งหมดดังนี้
🇺🇸ทางเรือ (US Navy): อพยพได้ประมาณ 310,000 คน
🇫🇷ทางเรือ (French Navy): อพยพได้ประมาณ 214,000 คน
✈️ทางอากาศ (Air France/French Air Force): อพยพได้ประมาณ 43,000 คน
🏊หนีมาเอง/เรือประมง: ประมาณ 200,000 - 300,000 คน

‼️ผลจากปฏิบัติการ passage to freedom ทำให้เวียดนามสูญเสียประชากรไปมากถึง 8 แสนคน ซึ่งจำนวนนี้โดยส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศไม่ว่าจะเป็น แรงงานที่มีฝีมือ ข้าราชการที่ได้รับการศึกษาจากฝรั่งเศส และกลุ่มพ่อค้าส่ง ทำให้การอพยพดังกล่าวผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฝ่ายเหนือในช่วงเริ่มต้นสร้างประเทศเป็นอย่างมาก

“Passage to Freedom ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการทางมนุษยธรรม... แต่คือการสร้าง 'ประเทศใหม่' จากเศษเสี้ยวของผู้คนที่หนีจากอีกอุดมการณ์หนึ่ง”

https://www.ebsco.com/research-starters/history/operation-passage-freedom-evacuates-refugees-north-vietnam
https://seabeemagazine.navylive.dodlive.mil/News/Article/2609890/the-seabees-and-ioperation-passage-to-freedomi-vietnam-1954/
https://www.history.navy.mil/content/history/museums/nmusn/explore/photography/humanitarian/20th-century/1950-1959/1954-1955-vietnam-operation-passage-to-freedom.html
https://www.navytimes.com/news/your-navy/2019/08/15/cias-black-warfare-and-the-navys-operation-passage-to-freedom/

#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามเวียดนาม #เวียดนาม #ลาว #กัมพูชา #สงครามลับในลาว #สงคราม

ที่อยู่

Kabin Buri

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เลาอยากเขียนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์