เที่ยวกลางคน : Middle aged Travel

เที่ยวกลางคน : Middle aged Travel ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เที่ยวกลางคน : Middle aged Travel, อุทยานแห่งชาติตาดโตน ตำบลนา, Ban Nong Khu.

02/10/2024
ททท. คว้ารางวัลรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2022 สาขา Social Empowerment ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่...
22/07/2022

ททท. คว้ารางวัลรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2022 สาขา Social Empowerment ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการเสริมสร้างพลังทางสังคมระดับภูมิภาคเอเชีย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คว้ารางวัลชนะเลิศ Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2022 สาขา Social Empowerment ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการเสริมสร้างพลังทางสังคมระดับภูมิภาคเอเชีย จากผลงาน “Leader in Opening the Phuket Sandbox for Foreign Tourists” โดยมีพิธีประกาศรางวัลในวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 เวลา 14.00-17.00 น. (เวลาประเทศไทย) จัดขึ้นในระบบเสมือนจริง (Virtual Award Ceremony) ถ่ายทอดสดผ่าน YouTube : Enterprise Asia ที่สามารถรับชมได้ทั่วโลก โดยมีผู้ประกอบการและหน่วยงานจากองค์กรต่าง ๆ รวมถึงบุคคลสำคัญในด้าน CSR เข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน

ททท. นำส่งผลงาน “Leader in Opening the Phuket Sandbox for Foreign Tourists” เข้าร่วมการประกวด Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2022 ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดโดย Enterprise Asia องค์กรพัฒนาเอกชนชั้นนำที่ส่งเสริมศักยภาพของหน่วยงานองค์กรในทวีปเอเชีย โดยมอบรางวัลให้แก่องค์กร
ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ซึ่งในการประกวดครั้งนี้ ททท. ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ชนะเลิศใน สาขา Social Empowerment ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการเสริมสร้างพลังทางสังคมระดับภูมิภาคเอเชียจากผลงานโครงการ “Leader in Opening the Phuket Sandbox for Foreign Tourists” ซึ่ง ททท. เป็นผู้นำการขับเคลื่อนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยและต่างประเทศเริ่มบรรเทาลง โดยมีเป้าหมายในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยโดยการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซึ่งเป็นตลาดสำคัญกลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยยังเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยว โดยรักษาสมดุลระหว่างมาตรการทางสาธารณสุขและเป้าหมายทางเศรษฐกิจนำแนวคิด City Marketing มาช่วยพลิกฟื้นวิกฤตที่เกิดขึ้น นำแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกมาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดความสนใจของประชาคมโลก โดยใช้ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวสำคัญในการเปิดประเทศอีกครั้ง จากการดำเนินโครงการของ ททท. ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ความสำเร็จที่เกิดขึ้น คือ การดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้กับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งยังเป็นการยื่นโอกาสให้ภูเก็ตได้พิสูจน์ศักยภาพความพร้อมของพื้นที่ และนำบทเรียนจากโครงการ Phuket Sandbox มาปรับใช้เป็นแนวทางในการเปิดประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย
การเปิดเกาะสมุยและอีกหลายพื้นที่ต่อมา ซึ่งก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง และห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนการท่องเที่ยว จากความสำเร็จของการนำร่องเปิดประเทศในพื้นที่ต่าง ๆ นับจากวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ในการเริ่มต้นเปิดพื้นที่จังหวัดภูเก็ตภายใต้มาตรการสาธารณสุขครั้งแรก ททท. นำผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่เกิดขึ้นมาศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก รับฟังทิศทางและนโยบายด้านการท่องเที่ยวจากภาครัฐ ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครอบคลุมกลุ่มผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อวางทิศทางในการทำการตลาดการท่องเที่ยวไทยในอนาคต ทั้งนี้ ททท. ได้จัดทำแผนวิสาหกิจททท. พ.ศ. 2566 – 2570 พร้อมเป็นผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยในการสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่าและมุ่งสู่ความยั่งยืน ครอบคลุม 3 มิติของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สร้างเสริมความเติบโตทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบ รักษาความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวและระบบนิเวศ และ ด้านสังคม มุ่งสร้างอาชีพให้คนในชุมชนท่องเที่ยว ตลอดจนกระจายรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์กรไปสู่การดำเนินงานและสร้างหมุดหมายให้ประเทศไทยมีการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและเป็นไปตามมาตรฐานความยั่งยืนต่อไป

ททท. เปิดแผนตลาดฯ ปี 66 ตั้งเป้าพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างสมดุลทุกมิติ เน้นสร้างคุณค่าสู่ High Value & Sustainabl...
19/07/2022

ททท. เปิดแผนตลาดฯ ปี 66 ตั้งเป้าพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างสมดุลทุกมิติ เน้นสร้างคุณค่าสู่ High Value & Sustainable Tourism
ดันรายได้รวม 2.38 ล้านล้านบาท

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงแผนเพื่อสื่อสารทิศทางและแนวทางการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวของ ททท. ประจำปี 2566 ในรูปแบบผสมผสาน (Hybrid Meeting) โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานกรรมการ ททท. คณะกรรมการ ททท. ผู้บริหาร ททท. และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด ททท. ย้ำเดินหน้า “พลิกฟื้น” ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ วางกลยุทธ์กระตุ้นความต้องการเดินทาง (Drive demand) สร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายและทรงคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยว (Meaningful Travel) ควบคู่ไปกับการต่อยอดพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Shape supply) มุ่งสู่ความสมดุลทุกมิติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (High value and sustainability) ตั้งเป้ารายได้ปี 2566 รวม 2.38 ล้านล้านบาท (Best Case Scenario)

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2566 ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นและพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดย ททท. กำหนดทิศทางการตลาดให้สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจองค์กร ททท. พ.ศ.2566 – 2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ททท. เป็นผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยในการสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่ามุ่งสู่ความยั่งยืน” เตรียมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูในทุกมิติ
ตาม 3 วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์หลัก (Strategic Objective) ได้แก่ Drive Demand : มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน Shape Supply : สร้างคุณค่าและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผ่านการสร้างระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวใหม่ (New Tourism Ecosystem) และ Thrive for Excellence : ยกระดับองค์กรสู่องค์กรสมรรถนะสูง มุ่งสู่การเป็น Data Driven Organization เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด สู่หมุดหมายของการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนผ่านสู่ High Value & Sustainable Tourism อย่างแท้จริง โดย ททท. จะกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ (Drive demand) สร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายและทรงคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยว (Meaningful Travel) ตามแคมเปญการสื่อสารต่างประเทศ Visit Thailand Year 2022-2023 : Amazing New Chapters ด้วยเมนูประสบการณ์ A-Z และผสมผสาน Soft Power of Thailand (5F : 4M คือ Food Film Fashion Festival Fight Music Museum Master Meta ) และ “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” สำหรับแคมเปญการสื่อสารในประเทศ ควบคู่ไปกับการปรับ ต่อยอด และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Shape supply) สร้างระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวใหม่ (New Tourism Ecosytem) ที่สมดุลใน 4 มิติ (4Ws) ทั้งด้านเศรษฐกิจ (Economic Wealth) สังคม (Social Wellbeing) สิ่งแวดล้อม (Environmental Wellness) และเสริมสร้างภูมิปัญญามนุษย์ (Human Wisdom) รวมทั้ง บูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน (Collaborative partnership) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมด้านการแข่งขันและความท้าทายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ เพื่อปักหมุดหมายการท่องเที่ยวของไทย ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (High value and sustainability)

ทั้งนี้ ปี 2566 นับเป็นปีแห่งความท้าทายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่บทต่อไปอย่างแข็งแรงอีกครั้ง ในตลาดต่างประเทศ ททท. ยังให้ความสำคัญกับการ Save Partner โดยเฉพาะธุรกิจสายการบิน เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากการเพิ่มความจุที่นั่ง (Seat Capacity) โดยดึงฐานลูกค้าเดิมในพื้นที่ตลาดหลักที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถออกเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสระตามปกติและสามารถออกเดินทางได้ทันที โดยมุ่งกระตุ้นความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มคุณภาพกระแสหลัก อาทิ กลุ่ม Millennials กลุ่ม Gen X และ กลุ่ม Silver-Age-People (SAP) และเจาะขยายฐานตลาดกลุ่มความสนใจพิเศษโดยเฉพาะ กลุ่ม Health & Wellness กลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงกลุ่มตลาดเฉพาะใหม่ๆ อาทิ กลุ่ม Digital nomad และ กลุ่ม Telework ซึ่ง ททท. จะปรับสมดุลโครงสร้างตลาด ผ่านการส่งเสริมตลาดแบบ Less for more เพื่อมุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

สำหรับตลาดระยะไกล (Long-Haul Markets) ซึ่งถือเป็นตลาดความหวังของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดย ททท. มองว่า ปี 66 จะเป็น Time is the New Currency ที่จะแสวงหากลุ่มตลาด (Segment) ที่มีเวลาพักผ่อนและซึบซับประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ ในประเทศไทย อาทิ กลุ่ม Health & Wellness, Family with Kids, Active Senior และ Telework ซึ่ง ททท. จะส่งเสริมการตลาดใน 2 แนวทาง ได้แก่ 1) การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ผสมผสานกลยุทธ์ City Marketing โดยแสวงหาความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำในกลุ่มสินค้า Lifestyle สินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อพร้อมจ่าย รวมทั้งมอบสิทธิพิเศษแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และ 2) การเปิดตลาดเชิงพื้นที่ใหม่ ๆ สร้างการรับรู้และส่งเสริมตลาดในประเทศใหม่ เช่น ซาอุดิอาระเบีย ซึ่ง ททท. เล็งเห็นโอกาสในการผลักดันให้เกิดการขยายตัวทั้งในด้านจำนวนและรายได้ และขยายพื้นที่ไปเมืองรองในตลาดเดิม เน้นไปที่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานตลาดเดิมของประเทศไทย และจะขยายพื้นที่ส่งเสริมตลาดให้ครอบคลุมเมืองรองขนาดใหญ่ อาทิ Portland (Oregon)/ Salt Lake City (Utah) โดยร่วมกับพันธมิตรสายการบิน Delta เปิดบริการบินในพื้นที่ตอนกลางของตลาดสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทย

ขณะที่ ตลาดระยะใกล้ (Short-Haul Market) ททท. จะมุ่งสร้าง The Great Resumption ผ่าน กลยุทธ์ 2Q และ 5 News กล่าวคือ Quick Win ด้วยการฟื้นคืนฐานตลาดกลุ่มกระแสหลัก เจาะกลุ่มคุณภาพ กระตุ้นกลุ่ม Revisit และ Quality มุ่งเพิ่มจำนวน ความถี่และกระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มความสนใจพิเศษ อาทิ กลุ่ม Health & Wellness, Wedding and Honeymoon Sport Tourism และ Luxury และ 5 News ประกอบด้วย New segment เจาะกลุ่มตลาดศักยภาพกลุ่มใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มเติบโต New area เจาะพื้นที่ตลาดใหม่ New partner ร่วมมือกับคู่ค้าพันธมิตรรายใหม่ New infrastructure ใช้ประโยชน์จากการคมนาคมรูปแบบใหม่ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ New way เสนอการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ชูเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมการตลาดตอกย้ำความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และผลักดันการเพิ่มโอกาสในการเดินทางเข้าถึงประเทศไทยทั้งการเดินทางทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยทางบกจะดึงนักท่องเที่ยวเดินทางเชื่อมโยงข้ามแผ่นดินจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมาเลเซียและจีน ส่วนทางอากาศ จะผลักดันการเพิ่มจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินจากตลาดระยะใกล้ให้กลับมามากกว่าร้อยละ 80 ของปี 2562 และจะมุ่งพลิกโฉม เปลี่ยนมุมมอง สร้างภาพจำใหม่ให้ประเทศไทย เพื่อให้เป็น The Great Resumption ของตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง

สำหรับตลาดในประเทศ ททท. จะกระตุ้นความต้องการเดินทางของคนไทย สอดรับกับแคมเปญสื่อสาร “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” กำหนดกลยุทธ์ REAL ประกอบด้วย Responsible Tourism, Extra-ordinary Experience, Avantgarde Marketing และ Less for more Economy ต่อยอดทิศทางส่งเสริมตลาด 5 ภาค เน้นพาเที่ยวเมืองไทยอย่างอบอุ่น เสนอแคมเปญ “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทย...เที่ยวได้ทุกวัน” ชูความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ของแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เสิร์ฟประสบการณ์ท่องเที่ยวสัมผัส “เสน่ห์วันวานเมืองเหนือ” กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายในภูมิภาค เจาะกลุ่มครอบครัวที่มีหลายช่วงวัย (Multi-Gen Family) ภาคกลาง พาอินเทรนด์กระแสท่องเที่ยวภาคกลางด้วยเมนูประสบการณ์ใหม่ “Trendy C2” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Y และ Gen-Z ภาคตะวันออก พาชิลล์ๆ ซึมซับประสบการณ์ “Story สาย สบาย” ด้วยสินค้าท่องเที่ยวเชิงอาหารควบคู่สินค้า Luxury ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen-Y กลุ่มผู้มีรายได้สูง และ กลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ (Millennials family ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พาตะลอนเที่ยวสุด COOL
หลงรักอีสานได้ทุกวัน กระตุ้นท่องเที่ยว 20 จังหวัดภาคอีสาน พร้อมนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวภายใต้ธีม 3 ธรรม ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เจาะกลุ่ม Gen-Y และวัยทำงาน และ ภาคใต้ พาสัมผัสการท่องเที่ยวรสจัดจ้าน “หรอยแรง แหล่งใต้” ดึงคนไทยเที่ยวภาคใต้ตลอดทั้งปีควบคู่กับการสร้างกระแสการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเพื่อสร้างสมดุลทางการท่องเที่ยว ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังชวนค้นหาความหมายใหม่ของการเดินทางในเส้นทางเมืองรอง 5 ภูมิภาค กับแนวทางส่งเสริมการตลาด “เมนูเปิดประสบการณ์ใหม่...เมืองรองมิรู้ลืม” ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังคงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน Thrive for Excellence : ยกระดับองค์กรสู่องค์กรสมรรถนะสูงมุ่งสู่การเป็น Data Driven Organization โดยใช้แพลตฟอร์ม Thailand Tourism Virtual Mart : TTVM (https://virtualmart.tourismthailand.org) เป็นแพลตฟอร์มหลัก เพื่อเป็นพื้นที่การตลาดออนไลน์ในรูปแบบ B2B สำหรับการพบปะพูดคุยธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย (Seller) และบริษัทนำเที่ยวต่างชาติ (Buyer)

สำหรับทิศทางการสื่อสารการตลาดในภาพรวม ททท. ยังคงเดินหน้าประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยตลาดในประเทศด้วยแคมเปญ “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” โดยสร้างประสบการณ์ การท่องเที่ยวด้วยมุมมองใหม่ เติมความหมายของการเดินทางท่องเที่ยว ชดเชยช่วงเวลาที่พลาดโอกาสได้เดินทางจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอนนี้จึง “ได้เวลา” ที่จะออกไปท่องเที่ยว สร้างความสุขให้กับตัวเองและคนที่เรารัก ออกไปเที่ยวพร้อมดูแลธรรมชาติ นำไปสู่ช่วงเวลาที่แสนพิเศษ เพราะ “โมเมนต์ที่ใช่ สร้างได้ไม่ต้องรอ” ส่วนตลาดต่างประเทศ ททท. ยังคงตอกย้ำแคมเปญ “Visit Thailand Year 2022-2023 : Amazing New Chapters” เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แสนพิเศษให้การเดินทางเที่ยวเมืองไทยมีความหมาย (Meaningful Travel) ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการกลับมาพบกันอีกครั้ง (Reunion) รวมทั้งเป็นการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็น World Class Destination ภายใต้แนวคิดเมนูประสบการณ์ A to Z Amazing Thailand Has it All และ Soft Power of Thailand ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาค้นหาและร่วมออกแบบบทต่อไปของการเดินทางด้วยตัวเองตลอดปี 2566

ทั้งนี้ ททท. ตั้งเป้าหมายอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ปี 2566 ให้กลับมาในอัตราร้อยละ 80 ของปี 2562 บนพื้นฐานของสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างเป็นไปได้ (Base Case Scenario) จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 1.73 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 970,000 ล้านบาท และรายได้หมุนเวียนจากตลาดคนไทย 760,000 ล้านบาท ขณะที่ภายใต้สถานการณ์ท่องเที่ยวที่เอื้ออำนวยในทุกด้าน (Best Case Scenario) คาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 2.38 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยสัดส่วนของรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.5 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ 880,000 ล้านบาท

16/07/2022

“Dark Sky Tourism” เปิดประสบการณ์ใหม่
“ชวนเธอ ไปชมดาว” ในเขตอนุรักษ์ฟ้ามืด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)ส่งมอบประสบการณ์ใหม่ ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ (Dark Sky Tourism) แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวดูดาวทั่วทุกภูมิภาคของไทย ภายใต้แนวคิด “Amazing Dark Sky in Thailand” พร้อมประกาศรายชื่อ 12 พื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยและเปิดตัวคู่มือท่องเที่ยว “ชวนเธอ ไปชมดาว” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ปลุกกระแสการเดินทางในช่วงฤดูกาลปลายฝนต้นหนาว โดยมี นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. และ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกันแถลงข่าว ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคาร ททท.

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า โครงการ AMAZING DARK SKY IN THAILAND เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ททท. และ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักเดินทางผ่านการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ (Dark Sky Tourism) เพื่อตอบรับแนวโน้มการการท่องเที่ยวแบบวิถีปกติใหม่ (New Normal) และ พฤติกรรมของนักเดินทางในยุค Social Distancing ซึ่งต้องการพื้นที่พักผ่อนที่สร้างความสุขใกล้ตัวได้ง่ายๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ททท. จึงสร้างสรรค์สินค้าท่องเที่ยวด้วยจุดขายใหม่ Dark Sky Tourism นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Amazing Dark Sky in Thailand” พร้อมกับเปิดตัวคู่มือการท่องเที่ยว“ชวนเธอ ไปชมดาว” เพื่อสร้างความประทับใจในเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยววิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการดูดาว โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงดาราศาสตร์มากำหนดเส้นทางท่องเที่ยว รวมถึงความพร้อมในการรองการนักท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกหรือผู้ให้คำแนะนำเรื่องดวงดาวบนท้องฟ้า อีกทั้งเป็นการตอกย้ำความพร้อมของพื้นที่การท่องเที่ยวทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว
ในโอกาสปีท่องเที่ยวไทย 2565 - 2566 หรือ “Visit Thailand Year 2022 - 2023 : Amazing New Chapters” เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการทำการตลาดแบบเฉพาะ ผ่านการสร้างคุณค่าประสบการณ์ที่แตกต่างตลอดการเดินทาง ให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจพิเศษ (Hyper Personalization)เป็นผู้ชื่นชอบการดูดาว สนใจในด้านดาราศาสตร์ ชมปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ฝนดาวตก หรือชมความสวยงามของดวงดาวต่าง ๆ และกลุ่มดาวจักรราศีที่ปรากฏในท้องฟ้าแต่ละเดือน ซึ่งนอกจากจะตื่นตาตื่นใจท้องฟ้าในยามค่ำคืน ณ สถานที่ดูดาวทั่วทุกภูมิภาคของไทย สนุกสนานไปกับกิจกรรมสอดแทรกความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ตลอดจนเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดนั้น

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โครงการ Dark Sky in Thailand หรือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ซึ่งริเริ่มดำเนินการร่วมกับ ททท. ตั้งแต่ปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากมลภาวะทางแสงและอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านการจัดตั้งเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด โดยสถานที่ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเภทจะต้องมีความมืดของท้องฟ้าที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการแสงสว่างอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากแสงรบกวน เป็นพื้นที่เปิดโล่งซึ่งสามารถสังเกตท้องฟ้าได้โดยรอบ มองเห็นดาวเหนือ และวัตถุท้องฟ้าเด่น ๆ ได้ด้วยตาเปล่า รวมถึงมีบุคลากรในพื้นที่ที่สามารถให้ความรู้ทางดาราศาสตร์เบื้องต้นแก่นักท่องเที่ยวได้ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่ผู้มาใช้บริการ เช่น เส้นทางคมนาคม ห้องน้ำ ที่พัก ร้านอาหาร เป็นต้น และในปี 2565 นี้ ได้มีการจัดพิธีมอบโล่และขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยขึ้นเป็นปีแรกภายใต้แคมเปญ “Amazing Dark Sky in Thailand” โดยมีสถานที่ได้รับการรับรองให้ขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยจำนวน 12 แห่ง มีระยะเวลาการขึ้นทะเบียนรวม 3 ปี นับเป็นพื้นที่นำร่องปลุกกระแสความสนใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่จะนำมาใช้เป็นจุดขายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมประชาสัมพันธ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงทางดาราศาสตร์ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ และเป็นสถานที่ถ่ายภาพสำหรับกลุ่มนักดาราศาสตร์สมัครเล่น

ทั้งนี้ พื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ประจำปี 2565 มี 12 พื้นที่ซึ่งผ่านเกณฑ์การพิจารณา มีทั้งอุทยานท้องฟ้ามืด คือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ, ชุมชนอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Communities) คือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน เทศบาล ตำบล, เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล (Dark Sky Properties) คือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล เช่น รีสอร์ท โรงแรม ฟาร์ม ศูนย์การเรียนรู้ ฯลฯ และเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ชานเมือง สำหรับสถานที่ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย จำนวน 12 แห่ง ประกอบด้วย

1. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จังหวัดเชียงใหม่​​ประเภท อุทยานท้องฟ้ามืด
2. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชบุรี​ประเภท อุทยานท้องฟ้ามืด
3. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกระมัง จังหวัดชัยภูมิ​​ประเภท อุทยานท้องฟ้ามืด
4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิ​ประเภท อุทยานท้องฟ้ามืด
5. อุทยานแห่งชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ​​ประเภท อุทยานท้องฟ้ามืด
6. ชุมชนออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่​ประเภท ชุมชนอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
7. ไร่องุ่นไวน์ อัลซิดินี่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา​ ประเภท​เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล
8. โรงแรมเรนทรี เรซิเดนซ์ เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา​ประเภท​เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล
9. สนามมวกเหล็ก เอทีวี อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี​ประเภท เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล
10. บ้านไร่ยายชะพลู อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี​ประเภท เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล
11. เดอะเปียโน รีสอร์ท อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา​ประเภท​เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล
12. ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา​ประเภท​เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดส่วนบุคคล

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถสมัครเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยได้ที่ https://darksky.narit.or.th/

ครม. เห็นชอบขยายระยะเวลา “ทัวร์เที่ยวไทย”หวังฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในประเทศเริ่มจองสิทธิ์รอบใหม่ 11 กรกฎ...
10/07/2022

ครม. เห็นชอบขยายระยะเวลา “ทัวร์เที่ยวไทย”
หวังฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในประเทศ
เริ่มจองสิทธิ์รอบใหม่ 11 กรกฎา นี้

​การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยื่นข้อเสนอขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการทัวร์เที่ยวไทย ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คงก.) ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 และ วันที่ 21 มิถุนายน 2565 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ อนุมัติโครงการทัวร์เที่ยวไทย ให้สิ้นสุดโครงการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 และขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินจนถึงเดือนธันวาคม 2565 โดยกำหนดให้ประชาชนใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 และเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2565 พลิกฟื้นธุรกิจท่องเที่ยวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของประชาชน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจนำเที่ยว

​นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการททท. เปิดเผยว่า โครงการทัวร์เที่ยวไทยเป็นโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนค่าแพคเกจท่องเที่ยว 40% ให้แก่ประชาชน ไม่เกิน 5,000 บาท/สิทธิ กำหนด 1 สิทธิ/คน (จำนวนสิทธิคงเหลือ ณ วันที่ 7 ก.ค. 2565 คือ 131,415 สิทธิ) ซึ่งการขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบเพื่อฟื้นฟูภาคธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศที่ซบเซาอันเนื่องมาจาก การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และได้ขอขยายระยะเวลาการสิ้นสุดโครงการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 และขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2565 โดยใช้วงเงินงบประมาณเดิม (งบประมาณ 1,000 ล้านบาท) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ
นำเที่ยวที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว (ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ที่ได้รับอนุญาตหรือดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและยังเปิดให้บริการตามปกติ ต้องจดทะเบียนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และมีการต่ออายุอย่างต่อเนื่องจนจบโครงการ ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนหรือถูกดำเนินคดีอาญาในโครงการกำลังใจ เราเที่ยวด้วยกันหรือโครงการอื่น ๆ ของรัฐ เปิดใช้บริการแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ระบุเป็นประเภทผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเท่านั้น และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย โดยมีเงื่อนไข คือ 1 บริษัท ต่อ 1,000 สิทธิ และ รายการนำเที่ยว 30 รายการ ต่อ 1 บริษัท กรณีผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวรายเดิมที่ลงทะเบียนในเว็บไซต์แล้ว ส่งรายการนำเที่ยวใหม่วันที่ 27 มิถุนายน – 15 กันยายน 2565 / เปิดจองรายการนำเที่ยวเดิมวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 / เริ่มออกเดินทางทริปแรกวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 เสร็จสิ้นวันที่ 31 ตุลาคม 2565 / ส่งรายการนำเที่ยวครั้งสุดท้ายวันที่ 15 กันยายน 2565

กรณีผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวรายใหม่ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนในเว็บไซต์ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย ได้ตั้งแต่ 27 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป / ส่งรายการนำเที่ยววันที่ 3 กรกฎาคม – 15 กันยายน 2565 / เริ่มออกเดินทางทริปแรกวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 เสร็จสิ้นวันที่ 31 ตุลาคม 2565 / ส่งรายการนำเที่ยวครั้งสุดท้ายวันที่ 15 กันยายน 2565 สำหรับประชาชนทั่วไป ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นผู้มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องแสดงตนรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน“เป๋าตัง” โดยผู้ที่เข้าร่วมโครงการไม่สามารถใช้แพคเกจท่องเที่ยวของโครงการทัวร์เที่ยวไทยในช่วงเวลาเดียวกับการเข้าพักโรงแรม/ที่พักของโครงการเราเที่ยวด้วยกันได้ สามารถเลือกจองรายการนำเที่ยวที่สนใจผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม - 31 ตุลาคม 2565 ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องซื้อรายการนำเที่ยวก่อนออกเดินทาง 7 วัน และชำระค่ารายการนำเที่ยวจำนวน 60% ของราคารายการนำเที่ยวให้กับผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”ภายในเที่ยงคืนของวันที่ทำการจอง และสามารถยกเลิกการจองรายการนำเที่ยว ก่อนชำระเงินเท่านั้น กรณีชำระเงินแล้วมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเดินทางได้ การคืนเงินให้ปฏิบัติตาม พรบ. ธุรกิจนำเที่ยว พ.ศ. 2551 และไม่สามารถโอนสิทธิ์การเดินทางให้บุคคลอื่นได้

​จากความสำเร็จของโครงการ ฯ ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางแล้ว 63,506 คน มีจำนวนผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเสนอขายรายการไปทั้งสิ้น 375 ราย สร้างรายได้รวมมูลค่า 728,166,429.40 บาท แบ่งเป็นจำนวนเงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมูลค่า 445,314,012.40 บาท และจำนวนเงินที่รัฐบาลสนับสนุนมูลค่า282,852,416.80 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2565) ททท. เชื่อมั่นว่าการขยายระยะเวลาโครงการทัวร์เที่ยวไทยในครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจนำเที่ยว และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

มิชลิน ไกด์ บุกแดนอิสานนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)แถลงข่าวการคัดสรรร้านอาหารครอบคลุมภ...
05/07/2022

มิชลิน ไกด์ บุกแดนอิสาน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
แถลงข่าวการคัดสรรร้านอาหารครอบคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นฉบับที่ 6 ของไทย ปักหมุด 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี และ ขอนแก่น เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เผยอัตลักษณ์โดดเด่นด้านอาหารและวัฒนธรรม เตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อรองรับเหล่านักชิมและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยมี ดร. สมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และ นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมเป็นเกียรติในงาน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับปี 2566 ซึ่งเป็นฉบับที่ 6 ของไทย รุกขยายขอบเขตการคัดสรรแนะนำร้านอาหารเข้าสู่ 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี และ ขอนแก่น โดยคู่มือฉบับดังกล่าวมีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปลายปี 2565 ในชื่อ ‘มิชลิน ไกด์ นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี และ ขอนแก่น 2566’ (The MICHELIN Guide New City Announcement 2023)เพื่อสะท้อนวัฒนธรรมอาหารอีสานที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว มาพร้อมรสชาติที่จัดจ้าน มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจโดยได้รับอิทธิพลจากหลากหลายวัฒนธรรม มีสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีความโดดเด่น ตลอดจนเสน่ห์ของวิถีชุมชนที่มีเอกลักษณ์ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม และยังสามารถเดินตามรอยร้านอร่อยที่ มิชลิน ไกด์ ได้คัดสรรไว้ให้ ซึ่งในปัจจุบันมีเชฟชาวอีสานจำนวนมากที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านอาหารจากร้านอาหารชื่อดังในต่างประเทศ กลับมาเปิดร้านอาหารที่บ้านเกิดของตนเอง โดยเลือกนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรุงอย่างพิถีพิถันเพื่อยกระดับอาหารอีสานให้มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการรรับประทานอาหารแก่นักเดินทาง ททท. จึงเล็งเห็นถึงความพร้อมของ 4 จังหวัดที่สามารถสะท้อนวัฒนธรรมอาหารการกินของคนไทยและสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวเพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) นำไปสู่การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อันจะเห็นได้จากรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2565 ของจังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น และ อุดรธานี รวมกันประมาณ 30,511.47 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติใช้ไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มรวมกันประมาณ 7,442.19 ล้านบาท สูงเป็นอับดับหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายหมวดอื่น ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าของที่ระลึก และค่าคมนาคมขนส่ง เป็นต้น

ททท. ร่วมกับโรงแรมพลูแมน ขอนแก่น ราชาออคิด และผู้ประกอบการร้านอาหารจากเขาใหญ่ ชวนสัมผัสความเป็นไทยผ่านวัฒนธรรมอาหาร รังสรรค์เมนูอาหารจากวัตถุดิบในพื้นที่นำเป็นอีสานฟิวชั่นลงไปแต่ละเมนู ผ่าน Soft Power of Thailand ตามแนวทาง 6F : 4M คือ Food Film Fashion Festival Fight Friendship Music Museum Master และ Meta เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารระดับโลก (World Gastronomy Destination) ซึ่ง ททท. ได้รับเกียรติจากเชฟบอย วุฒินันท์ วิชัย จากโรงแรมพลูแมน ขอนแก่น ราชาออคิด และ เชฟเฟิร์ส วัชรีภร อรุณพันธ์ ผู้แทนจากสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ รังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษจากการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นนำเสนอ 7 เมนู ได้แก่

จานที่ 1 Deep Fried Salmon Croquette Isaan Style ลาบแซลมอนทอดชิ้นพอดีคำที่กรอบนอกนุ่มในปรุงรสด้วยเครื่องปรุงแบบอีสานและนำมาเสียบไม้พร้อมเครื่องเคียง ดักแด้ พริกแห้ง ใบมะกรูดทอดกรอบ รับประทานคู่กับซอสมะขามและข้าวพอง เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องดื่ม Caviar Lime Shandy แซนดี้มะนาวคาร์เวีย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโครแนนเฮลเบียร์ซึ่งเป็นเบียร์ที่ผลิตโดยโรงแรมพลูแมน ขอนแก่น ราชาออคิด นำมาผสมกับน้ำขิงเพิ่มความสดชื่น เสิร์ฟพร้อมกับมะนาวคาร์เวีย ผลไม้ท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลียแต่ปัจจุบันมีการปลูกในพื้นที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น

จานที่ 2 Pumpkin Soup with an Isaan touch ซุปฟักทองที่ปรุงรสให้มีความเป็นอีสานด้วยส่วนผสมของน้ำปลาร้าและใบแมงลัก (ผักอีตู่) โรยด้วยปลาแห้ง เวลารับประทานจะรู้สึกถึงความเข้มข้นของซุปฟักทอง
แบบตะวันตกแต่มีกลิ่นหอมแบบแกงอ่อมอีสาน

จานที่ 3 สัปปะรด นายูง จังหวัดอุดรธานี ปลูกในพื้นที่ อ.นายูง และ อ.น้ำโสม เป็นสับปะรสที่มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน เนื้อแน่น ฉ่ำ ไม่กัดลิ้นจากมือของเกษตรกรในพื้นที่

จานที่ 4 Grilled Beef Tenderloin with Spicy Toasted Rice Dip เนื้อสันในหมักเครื่องเทศแบบอีสาน แล้วนำไปเสียบไม้ย่างพร้อมพริกแดงสอดไส้สับปะรดแบบเคบับ รับประทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่วและผักสด เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องดื่ม Dunkel Mulberry คือ เบียร์ดำผสมกับน้ำมัลเบอรี่ (หม่อน)

จานที่ 5 Thai Sour Curry with Durian and Local Fish (Kang Som) แกงส้มทุเรียน วัตถุดิบจากทุเรียนปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

จานที่ 6 Boiled Sticky Rice with Banana served with Grated Coconut , Sesame and Caramel Sauce ข้าวต้มหัวหงอก ขนมพื้นเมืองของอีสานทำมาจากข้าวเหนียวสอดไส้ด้วยกล้วยรับประทานคู่กับมะพร้าวและน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมกับซอสคาราเมล และ ไวท์ชอคโกแลต ปิดท้ายด้วย

จานที่ 7 Avocado Gnocchi in Coconut Milk (Krong-Krang) ครองแครง อโวคาโด้ น้ำกะทิ ให้ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่านอาหารมื้อพิเศษ ในฐานะคนพิเศษของงานวันนี้

นอกจากนี้ ททท. พร้อมเดินหน้าลุยกระตุ้นส่งเสริมการท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยการจัดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพื่อให้เกิดแรงส่งต่อเนื่องไปถึงฤดูการท่องเที่ยวช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า ซึ่งการขยายขอบเขตการคัดสรรร้านอาหารครอบคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประจำปี 2566 จะเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ททท. ดึงแนวคิด “ปรับ ลด ชดเชย” พัฒนาธุรกิจและกิจกรรมท่องเที่ยวต้นแบบ ใช้นวัตกรรมจัดการ การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิ...
04/07/2022

ททท. ดึงแนวคิด “ปรับ ลด ชดเชย” พัฒนาธุรกิจและกิจกรรมท่องเที่ยวต้นแบบ ใช้นวัตกรรมจัดการ การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตามแผน BCG Model

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตามแผน BCG Model และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้ดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพ พัฒนา และต่อยอดการจัดการการท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ที่เหมาะสมกับบริบทของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย ทั้งในส่วนผู้ประกอบการ และชุมชนท่องเที่ยว เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

ททท. โดยฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้พัฒนาธุรกิจและกิจกรรมท่องเที่ยวที่จัดการด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) โดยพัฒนากิจกรรมต้นแบบ ที่มุ่งเน้นกระบวนการตามแนวคิด “ปรับ – ลด - ชดเชย" เพื่อเปลี่ยนให้กิจกรรมท่องเที่ยวแบบปกติของธุรกิจเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ และพัฒนาไปสู่การเป็นต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ คือ ปรับ และพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำสู่การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ ลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแบบเข้มข้น และชดเชย ผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยการจัดหา “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งได้มาจากกิจกรรมฟื้นฟู และสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก การกำจัดออกหรือดักจับโดยตรง เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เท่ากับศูนย์ (ไม่มีหรือเสมือนไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ประกอบด้วยประเภทธุรกิจ 3 ประเภท คือ ชุมชน ฟาร์มสเตย์ และสมาร์ทฟาร์ม จำนวนรวม 5 หน่วยธุรกิจ ประกอบด้วย ประเภทชุมชน 2 ชุมชน คือ 1. ชุมชนถ้ำเสือ จ. เพชรบุรี “ตะลุยถ้ำเสือสุดโก้ ซีโรคาร์บอน” และ 2. ชุมชนริมคลองโฮมสเตย์ จ. สมุทรสงคราม “กิน เที่ยว สโลว์ไลฟ์ สไตล์ริมคลอง โลว์คาร์บอน” ภายใต้แนวคิด : กิน เที่ยว slow life ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปกับวิถีชาวสวนมะพร้าว ประเภทฟาร์มสเตย์ 2 ฟาร์มสเตย์ คือ 1. ฟาร์มสเตย์ไร่ใจยิ้ม จ. กาญจนบุรี “แคมป์แห่งความสุข สนุกครบรส” ภายใต้แนวคิด : สร้างสุข ผ่อนคลาย ให้กายยิ้ม ใจยิ้มด้วยกิจกรรม สงบ สนุก ตื่นเต้นท้าทาย ครบรส และ 2. ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง จ. นครราชสีมา “คืนรังสไตล์ เที่ยวแบบไร้คาร์บอน” ภายใต้แนวคิด: การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึมซับบรรยากาศชาวไร่ ที่ทําเกษตรแบบผสมผสาน และสัมผัสวิถีการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สโลว์ไลฟ์ ไม่เร่งรีบ และประเภทสมาร์ทฟาร์ม 1 สมาร์ทฟาร์ม คือ “สวนส้มโอไทยทวี” จ. นครปฐม ล่องเรือ เรียนรู้ ชิมส้มโอแบบโลว์คาร์บอน ภายใต้แนวคิด: ล่องเรือ ชิมส้มโอหวาน สนุกสนานกับการเรียนรู้ต้นแบบสมาร์ทฟาร์มอินทรีย์

การพัฒนาต่อยอดหน่วยธุรกิจและชุมชนสู่การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์นี้ นอกจากจะเป็นการช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างจุดเด่น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยในตลาดโลก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการสร้างความตระหนักรู้ และคุณค่าในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่บุคลากรในหน่วยธุรกิจและนักท่องเที่ยว อีกทั้ง นักท่องเที่ยวยังมีส่วนช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนในท้องถิ่น ส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ สัมผัสประสบการณ์ที่สนุกสนานและเพลิดเพลิน เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอีกด้วย

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สามารถติดต่อ ได้ที่ ชุมชนถ้ำเสือ จ. เพชรบุรี โทรศัพท์ 082-9187774 / ชุมชนริมคลองโฮมสเตย์ จ. สมุทรสงคราม โทรศัพท์ 089-1702904 / ฟาร์มสเตย์ไร่ใจยิ้ม จ. กาญจนบุรี โทรศัพท์ 085-4826559 / ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง จ. นครราชสีมา โทรศัพท์ 089-2441369 / สวนส้มโอไทยทวี จ. นครปฐม โทรศัพท์ 083-6265499 / โทร. 1672 Travel Buddy หรือทางเว็บไซต์ www.gogreenbooking.com

ที่อยู่

อุทยานแห่งชาติตาดโตน ตำบลนา
Ban Nong Khu

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เที่ยวกลางคน : Middle aged Travelผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์